บทที่ 89: บทเรียนของหยางซิวจิ่น
ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องไปยังศูนย์กลางของเรื่องราวอย่างไม่วางตา
ใบหน้าของป้าใหญ่ที่เพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบมาถึงซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกจนแทบจะพูดไม่เป็นคำ ได้แต่ปฏิเสธเสียงแผ่ว “ดิฉันเปล่านะคะ ดิฉันไม่ได้ทำ”
ทว่าวินาทีที่เฉินชิงยื่นจดหมายอีกฉบับออกมา เสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกก็เล็ดลอดออกมาจากฝูงชนโดยไม่ได้นัดหมาย
ให้ตายเถอะแม่คุณ นี่กะจะไม่ปล่อยให้ใครรอดไปได้เลยใช่ไหม
แววตาของเฮ่ออวี้เสียงทอประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เขานึกไม่ถึงเลยว่าน้าสาวของตัวเองจะฉลาดเป็นกรดได้ขนาดนี้
สิงเจี้ยนไป่รับจดหมายร้องเรียนฉบับที่สามขึ้นมาอ่านเนื้อความเสียงดังฟังชัด
“ดิฉันขอใช้ชื่อของตัวเองในการร้องเรียนหัวหน้าหยางซิวจิ่น ในข้อหาจงใจสร้างเรื่องราวเพื่อทำลายชื่อเสียงของดิฉัน ในความเป็นจริงแล้วเราสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน แต่เขากลับใช้ข่าวลือเป็นเครื่องมือเพื่อควบคุมบงการชีวิตดิฉัน เขาเป็นแค่พ่อม่ายลูกติดที่หน้าตาก็แสนจะธรรมดา ตำแหน่งที่ได้มาก็เพราะอาศัยบารมีของภรรยาเก่า ตราบใดที่ดิฉันยังไม่ตาบอด ก็ไม่มีวันมองผู้ชายพรรค์นี้เด็ดขาด”
นายตำรวจหนุ่มกระแอมเบาๆ เขาจงใจข้ามประโยคดูแคลนหยางซิวจิ่นอีกหลายประโยคไป เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้
“แต่หลังจากที่ดิฉันได้พบปะกับเขา ก็มีคนมากมายกล่าวหาว่าดิฉันไปให้ท่า ทั้งที่ความจริงแล้วเขาเป็นฝ่ายปล่อยข่าวลือเสียๆ หายๆ ไปทั่ว ดิฉันจึงอยากให้เขามาชี้แจงต่อหน้าทุกคนตรงนี้ ว่าดิฉันไปยั่วยวนเขาท่าไหน ตอนไหน และอย่างไร นอกจากนี้ ใครก็ตามที่คิดว่าดิฉันเป็นผู้หญิงแพศยาชอบยั่วยวนผู้ชาย ก็ช่วยออกมาแสดงตัวให้ดิฉันเห็นเป็นขวัญตาสักหน่อยเถอะค่ะ จะได้รู้เสียทีว่าการยั่วยวนมันเป็นยังไง”
เฉินชิงยืนสง่าอยู่ท่ามกลางวงล้อม แผ่นหลังเหยียดตรง ดวงตาใสกระจ่างสะท้อนความแน่วแน่ หลายคนที่เผลอสบตาเข้ากับเธอต่างพากันหลบวูบด้วยความละอายใจ
หญิงสาวแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าจริงจัง “ดิฉันหวังว่าคนทั้งสามจะให้คำตอบที่กระจ่างชัดแก่ดิฉันได้”
สิงเจี้ยนไป่พยักหน้ารับหนักแน่น “แน่นอนครับ”
ตลอดชีวิตการทำงานของเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อทวงคืนเกียรติของตัวเองอย่างกล้าหาญ
จากนั้นเฉินชิงก็หันไปเผชิญหน้ากับเหล่าเพื่อนบ้าน “ฉันรู้ดีว่าฉันสวย พวกคุณก็เลยอิจฉาจนต้องหาเรื่องมาใส่ร้ายป้ายสีกันสนุกปาก ฉันก็ขี้เกียจจะลดตัวลงไปต่อกรกับพวกหน้าตาน่าเกลียด แต่หลานสาวของฉันเพิ่งจะสี่ขวบเท่านั้น การที่พวกคุณมาพูดจาพล่อยๆ ต่อหน้าเด็ก มันเป็นอะไรที่น่าขยะแขยงที่สุด”
น้ำเสียงและท่าทีที่แข็งกร้าวของเธอทำให้หลายคนถึงกับพูดไม่ออก
เฮ่ออวี้ถิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ทำแก้มป่อง จ้องมองทุกคนด้วยแววตาเอาเรื่อง “ใช่แล้วค่ะ ใช่แล้ว พวกคุณมันใจร้ายเกินไป”
เสียงเล็กๆ ที่ยังพูดไม่ชัดถ้อยชัดคำนั้นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจของใครหลายคนจนต้องก้มหน้าลงต่ำ
สักพักเฮ่อหย่วนก็กลับมาพร้อมกับธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวน 20 ใบ เขายัดเงินใส่มือเฉินชิงแล้วกระซิบเสียงเบา “เอาไปจัดการตามที่คุณเห็นสมควรเลยครับ”
เขารู้ว่าเธอยังติดหนี้หยางซิวจิ่นอยู่ และไม่อยากให้เธอต้องเสียเปรียบ
รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉินชิง “ขอบคุณนะคะ”
ภาพนั้นทำให้สิงเจี้ยนไป่ต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สองคนนี้เป็นอะไรกันแน่
แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องส่วนตัวของใครนานนัก ชายหนุ่มหันไปสั่งการให้ลูกน้องไปสืบสวนพฤติกรรมของหัวหน้าสำนักงานเขตตงเฟิงทันที โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเคยมีการนำเงินสงเคราะห์ครอบครัวทหารผ่านศึกมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับเฉินชิงหรือไม่
หัวหน้าสำนักงานเขตถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ต้องคว้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อที่ไหลไม่หยุด
ส่วนป้าใหญ่ยิ่งแล้วใหญ่ ใบหน้าของเธอขาวซีดราวกับไม่มีเลือดเหลืออยู่เลย หญิงชราถลาไปหาลูกชายพลางสั่งเสียงสั่น “ไป...ไปตามพ่อแกกลับมาเดี๋ยวนี้”
เฉินชิงให้ความเคารพสามีของเธอมาก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเธอให้รอดพ้นจากสถานการณ์นี้ได้
“พ่อทิ้งจดหมายไว้ครับ บอกว่าจะไปค้างบ้านเพื่อนเก่าสักสองสามเดือน จดหมายแนะนำตัวจากสำนักงานเขตรก็ระบุปลายทางเป็นเมืองไห่ซื่อ แต่ไม่ได้บอกว่าที่ไหน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
“แล้วฉันจะทำยังไงดี ตาแก่นั่นช่างใจดำอำมหิตเสียจริง ทิ้งกันไปได้ลงคอ แล้วดูยัยเฉินชิงสิ มันนางมารร้ายชัดๆ สวยแต่รูปจูบไม่หอมจริงๆ”
ป้าใหญ่แทบจะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทรุดตัวลงตบขาตัวเองพลางร่ำไห้ฟูมฟาย
เธอแก่ป่านนี้แล้ว จะให้ไปตรากตรำทำงานในฟาร์มได้อย่างไรกัน
อีกอย่าง เธอก็แค่ตีเฮ่ออวี้เสียงไปไม่กี่ที ด่าเฉินชิงไปไม่กี่ประโยค เรื่องมันจะคอขาดบาดตายขนาดนั้นเชียวหรือ
หญิงชรารู้สึกเสียใจกับการกระทำของตัวเองจนแทบอยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไข
ถ้ารู้แต่แรกว่าเฉินชิงเป็นคนเด็ดเดี่ยวไม่ยอมคนแบบนี้ เธอก็คงไม่กล้าไปหาเรื่องด้วยตั้งแต่แรก
หยางซิวจิ่นซึ่งเป็นผู้ถูกร้องเรียนถูกนำตัวมายังที่เกิดเหตุในเวลาไม่นาน
ทันทีที่ทราบว่าตนเองถูกเฉินชิงกล่าวหาว่าทำลายชื่อเสียง เขาก็แสร้งทำสีหน้าสำนึกผิดพร้อมกับกล่าวขอโทษอย่างใจเย็น “เสี่ยวชิง ผมไม่รู้จริงๆ ว่าการกระทำของผมมันไปทำให้ทุกคนเข้าใจผิดได้ยังไง แต่ถ้ามันทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ ผมต้องขอโทษคุณตรงนี้ด้วยจริงๆ ที่ผ่านมาผมบอกกับทุกคนเสมอว่าผมกำลังตามจีบคุณอยู่ ไม่เคยพูดให้คุณเสียหายเลยสักครั้ง”
“เหอะ”
เฉินชิงแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่คิดจะปิดบัง
จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างเขามันร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ
“การตามจีบของคุณมันคือการคุกคามสำหรับฉันต่างหาก ฉันโปรไฟล์ดีขนาดนี้ มีความสามารถ แถมยังสวยเลือกได้อีกต่างหาก จะไปชายตาแลคนอย่างคุณได้ยังไง แล้วเลิกเรียกฉันว่าเสี่ยวชิงเสียที ฟังแล้วมันน่าคลื่นไส้”
คำพูดของเธอทำเอาทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
ช่างเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญ หลงตัวเอง และหยิ่งยโสได้ถึงใจจริงๆ
แต่นี่แหละคือตัวตนของเฉินชิง
ใบหน้าของหยางซิวจิ่นแทบจะแหลกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ “เสี่ยวชิง... ไม่สิ สหายเฉิน ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไล่ตามความรักไม่ใช่เหรอครับ”
“สิทธิ์บ้าบออะไรของคุณ ลองเป็นผู้หญิงคนอื่นที่ต้องมาเจอพ่อม่ายลูกติดคอยตามตอแยไม่เลิกรา แถมอีกฝ่ายยังชอบทำตัวเป็นสุภาพบุรุษผู้แสนดี ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาใจ ป่านนี้คงโดนกดดันให้ต้องแต่งงานกับผู้ชายพรรค์นั้นไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเป็นคนหน้าทนและเกลียดคุณเข้าไส้จริงๆ ป่านนี้ฉันก็คงต้องตกเป็นเมียของคนไร้ค่าอย่างคุณไปแล้วเหมือนกัน”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของเฉินชิงทำเอาคนฟังหลายคนถึงกับหน้าชา ไม่ต้องพูดถึงหยางซิวจิ่นที่ยืนเป็นเป้าอยู่ตรงนั้นเลย
ชายวัยกลางคนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ “สหายเฉิน คุณคงจะเข้าใจผมผิดไปแล้ว”
“เข้าใจผิดเรื่องอะไร เรื่องที่คุณเป็นคนดีเกินไปอย่างนั้นเหรอ หรือเรื่องที่คุณเป็นคนขี้เหนียวคิดเล็กคิดน้อย หรือว่าเรื่องที่คุณเป็นสุภาพบุรุษผู้รักมั่น ถ้าคุณเป็นคนดีจริง คุณก็ควรจะรู้ว่าการเข้าไปพัวพันกับผู้หญิงคนหนึ่งมันจะทำให้เธอเสียโอกาสในการเลือกคู่ครองไปมากแค่ไหน ถ้าคุณไม่ใช่คนขี้เหนียว บัญชีหนี้สินนั่นก็คงไม่ละเอียดยิบขนาดนั้น และถ้าคุณเป็นคนรักจริง คุณก็ควรจะใส่ใจดูแลลูกสาวของตัวเองให้ดีกว่านี้”
เฉินชิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหยางซิวจิ่น “เลิกตีสองหน้าได้แล้ว”
“เฉินชิง คุณรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงของหยางซิวจิ่นเปลี่ยนเป็นเย็นชา
เฉินชิงยิ้มมุมปาก “รู้สิคะ”
การเป็นศัตรูกับคนกลุ่มนี้ย่อมต้องมีการแก้แค้นตามมาอย่างแน่นอน เธอโลดแล่นอยู่ในสังคมมานานหลายปี ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาที่ไม่รู้อะไรเลย
ที่จริงเธอก็ไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โต แต่ในเมื่อเฮ่ออวี้เสียงต้องมาเจ็บตัวเพราะเรื่องนี้ ความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้าใส่เธอจนแทบหายใจไม่ออก
คนโบราณว่าไว้ ตีหมาต้องดูเจ้าของ หากทุกคนรับรู้ว่าเธอเป็นคนที่ไม่ควรตอแยด้วย หลานชายของเธอก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
ดังนั้น เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เธอจึงจำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นอย่างเด็ดขาด
เฉินชิงย้อนถามหยางซิวจิ่นกลับ “หัวหน้าหยาง นี่คุณกำลังข่มขู่ฉันอยู่เหรอคะ”
ทุกสายตาจับจ้องไปที่หยางซิวจิ่นทันที เขาพยายามสงบสติอารมณ์แล้วตอบกลับไป
“ผมไม่กล้าหรอกครับ”
สิงเจี้ยนไป่จึงแทรกขึ้นมา “ผมจะสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด สหายหยางซิวจิ่น เชิญคุณไปกับผมสักครู่”
หยางซิวจิ่นรับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดวงตาของเขาวาวโรจน์ขึ้นขณะจับจ้องไปยังเฉินชิง
แต่แล้วเงาร่างสูงของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาบดบังทัศนวิสัยของเขา เฮ่อหย่วนในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงสีดำยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าเธอ รูปร่างสูงโปร่งของเขาดูสง่างามราวกับต้นสนที่หยัดยืนท้าทายลมฝน
สายตาของชายหนุ่มทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ด้วยความสูงที่เหนือกว่า ทำให้เฮ่อหย่วนสามารถมองหยางซิวจิ่นได้อย่างเต็มตา
หยางซิวจิ่นกำหมัดแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ
“เร็วเข้า” สิงเจี้ยนไป่เร่ง
หยางซิวจิ่นจึงจำต้องเดินจากไป ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดอาฆาตแค้น ตั้งแต่เฮ่อหย่วนปรากฏตัวขึ้น เฉินชิงก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดูท่าเขาคงจะปล่อยให้เฮ่อหย่วนมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว
คราวก่อนที่ล้มเหลวไป คราวนี้เขาจะต้องวางแผนให้รอบคอบกว่าเดิม ทางที่ดีที่สุดคือต้องกำจัดให้หายไปจากโลกนี้เลย
ส่วนเฉินชิง...
ที่ผ่านมาเขารักและตามใจเธอมากเกินไป ผู้หญิงคนนี้ถึงได้ลำพองใจคิดว่าตัวเองแน่ คงถึงเวลาที่ต้องสั่งสอนให้หล่อนได้รู้สำนึกเสียบ้าง จะได้ไม่ลืมว่าใครกันแน่คือผู้ชายของหล่อน
[จบบท]