บทที่ 98: บุตรชายผู้ไม่เอาไหน
เสียงทุบโต๊ะดังปัง! จนทุกคนในห้องจ่ายเงินเดือนสะดุ้งไปตามๆ กัน ตามมาด้วยเสียงแหลมสูงของสมุห์บัญชีที่กำลังเกรี้ยวกราด “พวกคุณน่ะ! นับเงินเดือนของตัวเองให้มันดีๆ ก่อนออกจากห้องนี้ไปนะ! ถ้าขาดไปแม้แต่เฟินเดียวฉันไม่เติมให้เด็ดขาด!”
เป็นคำพูดที่เธอตะโกนใส่พนักงานทุกเดือน และก็เป็นเหมือนทุกเดือนที่ไม่มีใครใส่ใจจะฟัง
เฉินชิงที่เพิ่งรับเงินเดือนเสร็จหันไปมองต้นเสียงแวบหนึ่ง ก่อนจะพบว่าเป็นหูไท่หง ลูกน้องในทีมของเธอนั่นเอง
เขาเพิ่งเรียนจบมาไม่นานก็จริง แต่ตอนนี้ก็อายุ 20 ปีเต็มแล้ว เหตุผลที่เรียนช้ากว่าคนอื่นเป็นเพราะพ่อของเขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกชายต้องถูกส่งไปเป็นปัญญาชนในชนบท จึงตัดสินใจให้เขาเรียนหลักสูตรอนุปริญญาที่ใช้เวลาถึง 5 ปี
จากที่ได้ร่วมงานกันมาพักหนึ่ง เฉินชิงพบว่าหูไท่หงเป็นคนเก็บตัวและปรับตัวเข้ากับคนอื่นได้ช้า
ตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน เขาก็เลือกที่นั่งในมุมที่ลึกและสงบที่สุด ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองไปเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร ตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของออฟฟิศ ซึ่งก็ไม่ต่างจากเด็กฝึกงานที่เธอเคยดูแลในชาติก่อนเลย
หูไท่หงยืนตัวลีบด้วยความประหม่า แผ่นหลังที่โค้งงอเล็กน้อยจากการติดนิสัยห่อไหล่ยิ่งทำให้เขาดูไม่มั่นใจในตัวเอง ใบหน้าของเขาแดงก่ำขณะเอ่ยขอโทษเสียงอ่อย
“คือ ผม...ผมนับเงินผิดไปเองครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”
หลังจากถูกสมุห์บัญชีสาดถ้อยคำตำหนิใส่ชุดใหญ่ เขาก็ก้มหน้าเดินจากมาอย่างสิ้นหวัง พลางนึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่รอบคอบจนเงินเดือนที่ควรจะได้รับขาดไปถึง 10 หยวน
“หูไท่หง!” เฉินชิงตัดสินใจเรียกเขาไว้
เสียงเรียกนั้นทำให้ชายหนุ่มที่กำลังจมอยู่กับความผิดหวังเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเป็นใคร “หัวหน้าทีมครับ”
“เงินที่ขาดไปมันเยอะมากเลยเหรอ” เธอเอ่ยถาม
คำถามนั้นทำให้หัวใจของหูไท่หงไหววูบ แม้ว่าหัวหน้าทีมคนนี้จะอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี แต่สำหรับเขาแล้ว เธอคือรุ่นพี่ที่น่าเกรงขามและเป็นที่พึ่งพิงได้เสมอ เมื่อนึกถึงวีรกรรมอันดุเดือดของเธอ แสงแห่งความหวังก็พลันสว่างวาบขึ้นในแววตา
“ขาดไป 10 หยวนเต็มๆ เลยครับ หรือว่าหัวหน้าทีมจะไปทวงคืนมาให้ผมเหรอครับ”
เฉินชิงส่ายหน้าปฏิเสธ เธอไม่ได้มีอิทธิพลมากพอจะไปเปลี่ยนใจสมุห์บัญชีได้หรอก
“ฉันไม่ได้จะทำแบบนั้น แค่แวะมาดูหน่อยว่าบทเรียนราคาแพงครั้งแรกในการทำงานของนายมันตีเป็นเงินเท่าไหร่”
“อ๋อ...แพงมากเลยครับ” เขาตอบเสียงแผ่ว
ถึงแม้พ่อของเขาจะมีตำแหน่งสูงและได้รับเงินเดือนเยอะ แต่เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่ต้องดูแล ทั้งคนแก่และเด็กอีกหลายชีวิต ก็ทำให้สภาพการเงินของที่บ้านตึงมืออยู่เสมอ
ก่อนที่เขาจะเริ่มทำงาน แม่อุตส่าห์ย้ำนักย้ำหนาแล้วว่าเงินเดือนที่หามาได้ เขาจะเก็บไว้ใช้ส่วนตัวได้แค่ 5 หยวนเท่านั้น
นี่เงินเดือนยังไม่ทันถึงมือก็หายไปแล้ว 10 หยวน แถมยังต้องควักเงินเก็บมาโปะอีก 5 หยวน สำหรับหูไท่หงแล้ว สถานการณ์นี้มันเลวร้ายไม่ต่างจากฟ้าถล่มลงมาตรงหน้าเลย
“จำไว้นะหูไท่หง คราวหน้าต้องนับให้รอบคอบกว่านี้ แล้วก็อีกเรื่อง คณะกรรมการโรงงานของเราต้องบันทึกเอกสารอยู่บ่อยๆ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ไม่ว่าคุณหรือเขาจะเป็นคนบันทึก หลังจากทำเสร็จแล้วต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนจะเซ็นชื่อ ต่อให้คนนั้นจะทำหน้าไม่พอใจหรือรีบร้อนแค่ไหนก็ตาม เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม”
เฉินชิงกำลังถ่ายทอดบทเรียนที่เธอเคยเจอมากับตัว
ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไกลจนมีกล้องวงจรปิดแทบทุกตารางนิ้ว แถมยังมีวิธีสำรองข้อมูลอีกสารพัด ผู้คนยังหาช่องโหว่เพื่อเอาเปรียบกันได้ นับประสาอะไรกับยุคนี้ที่ทุกอย่างยังคงพึ่งพาเอกสารและลายเซ็นเป็นหลัก เฉินชิงไม่อยากให้ลูกน้องของเธอต้องมาพลาดท่าเสียทีจนเธอต้องตามไปแก้ปัญหาให้
หูไท่หงรับคำอย่างว่าง่าย แต่ในใจก็ยังคงว้าวุ่นอยู่กับเรื่องเงิน 10 หยวนที่หายไป
เฉินชิงเองก็มีธุระต้องไปแลกตั๋วนมผง จึงไม่ได้ใส่ใจกับความทุกข์ของเขาอีก
ในยุค 70 ตั๋วนมผงถือเป็นของหายากและจำกัดสิทธิ์เฉพาะกลุ่มคนบางประเภทเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เจ็บป่วยและต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ
เธอเริ่มต้นภารกิจด้วยการเดินไปตามห้องทำงานต่างๆ ของคณะกรรมการโรงงาน เพื่อสอบถามว่ามีใครสนใจจะแลกคูปองอุตสาหกรรมและตั๋วผ้าของเธอกับตั๋วนมผงบ้าง
หลังจากเดินวนไปมาอยู่พักใหญ่ เธอก็สามารถแลกตั๋วนมผงมาได้เพียงสองใบเท่านั้น แถมคูปองอุตสาหกรรมที่อุตส่าห์เก็บสะสมมาก็ถูกใช้ไปจนหมดเกลี้ยง
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน เฉินชิงก็นั่งลงตรวจเอกสารต่างๆ ที่ลูกน้องเป็นคนบันทึกไว้ เธอพิจารณาอย่างละเอียดทีละฉบับก่อนจะรวบรวมส่งต่อไปให้หัวหน้าหลิว และนำไปเก็บเข้าแฟ้มที่ห้องเก็บเอกสารเป็นลำดับสุดท้าย
พอจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เธอก็กลับมาที่โต๊ะทำงานแล้วเอ่ยปากถามเถียนเมิ่งหย่า
“นี่เธอ พอจะรู้เรื่องเกี่ยวกับลูกชายของหัวหน้าฝ่ายสตรีบ้างหรือเปล่า”
“ลูกชายของหัวหน้าหลินน่ะเหรอ” เถียนเมิ่งหย่ามีท่าทีตื่นตัว เธอรีบลดเสียงลงต่ำพร้อมกับกวักมือเรียกเฉินชิงให้ย่อตัวลงมา
เฉินชิงย่อตัวลงตามคำขอ ทั้งสองคนซุบซิบกันอยู่ใต้โต๊ะอย่างกับสายลับ
เถียนเมิ่งหย่าเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เบาจนแทบจะเป็นลม
“บ้านของหัวหน้าหลินอยู่แถวสหกรณ์การค้าและการตลาดน่ะ เมื่อวานฉันแวะไปหายายแล้วเห็นเหตุการณ์พอดีเลย ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายมาแต่ไกล ลูกชายของหัวหน้าหลินที่ถูกส่งไปเป็นปัญญาชนน่ะสิ ดันไปทำลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านที่นั่นตั้งท้องขึ้นมา พอกลับมาถึงนี่ก็ตรงมาหาแม่ตัวเอง โวยวายลั่นบ้านให้หัวหน้าหลินช่วยจัดการให้ แถมยังปาวๆ ว่าตัวเองไม่มีวันแต่งงานกับสาวบ้านนอกเด็ดขาด!”
เฉินชิงตาโต นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
เป็นผู้ชายที่คุมกำหนัดตัวเองก็ไม่ได้ แถมยังโง่เง่าอีกต่างหาก
“เขาไม่ปกติหรือเปล่า”
“ก็ใช่น่ะสิ! หัวหน้าหลินเลยโกรธจัดจนวันนี้ไม่ยอมมาทำงานเลย ปกติแล้วเธอเป็นพวกหญิงเหล็กนะ ต่อให้ไข้ขึ้นสูงแค่ไหนก็ไม่เคยขาดงาน” เถียนเมิ่งหย่าถอนหายใจอย่างเห็นใจ
“แล้วสามีของหัวหน้าหลินไปไหนล่ะ” เฉินชิงซักต่อ
“สามีเขาเป็นทหาร นานๆ ถึงจะได้กลับบ้านที เมื่อก่อนหัวหน้าหลินเองก็งานยุ่งจะตาย ตอนแรกเธอมีลูกชายหญิงอย่างละคนแล้ว กะว่าจะไปทำหมัน แต่แม่สามีไม่ยอมสิ ที่จริงแล้วก็เพราะเห็นว่าหน้าที่การงานของลูกสะใภ้ดีวันดีคืน ไม่ยอมเชื่อฟังตัวเองเหมือนเก่า ก็เลยแผลงฤทธิ์ ทั้งร้องไห้ฟูมฟาย ทั้งขู่จะผูกคอตายสารพัด”
“น่าขยะแขยงชะมัด” เฉินชิงอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา
“ใช่ไหมล่ะ สุดท้ายก็บีบคั้นจนหัวหน้าหลินต้องยอมมีลูกคนที่สาม แถมยังจะเอาหลานไปเลี้ยงที่บ้านนอกเองอีกนะ ตอนนี้ลูกคนโตกับคนรองก็เติบโตมาเป็นคนดี แต่ไอ้ลูกคนสุดท้องเนี่ย ถูกเลี้ยงมาจนนิสัยเสียหมดแล้ว”
เถียนเมิ่งหย่านึกถึงสายตาหื่นกระหายที่ชายคนนั้นใช้มองเธอแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเล่าต่อ
“เธออย่าได้คิดไปหาหัวหน้าหลินที่บ้านเชียวนะ ลูกชายของเธอมันเป็นคนบ้าที่อยากจะได้เมียเป็นคนในเมือง คางคกคิดจะกินเนื้อหงส์ชัดๆ! เมื่อวานตอนที่เขาเห็นฉันทักทายกับแม่เขาน่ะสิ อยู่ๆเขาก็ดินเข้ามาถามฉันหน้าตาเฉยว่าอยากแต่งงานกับเขาไหม ตอนนั้นฉันทั้งโกรธทั้งอายจนน้ำตาร่วงเลย”
เฉินชิงขมวดคิ้ว “แล้วทำไมเธอไม่ด่ามันกลับไปล่ะ”
“ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะ ตอนนั้นในหัวมันขาวโพลนไปหมด คิดอะไรไม่ออกนอกจากอยากจะร้องไห้อย่างเดียว”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เถียนเมิ่งหย่าก็ยิ่งรู้สึกนับถือในความใจเด็ดของเฉินชิงมากขึ้นไปอีก
ไม่ว่าใครจะพูดจาดูถูกหรือหาเรื่องเธอแค่ไหน เธอก็สามารถตอกกลับไปได้อย่างเจ็บแสบและตรงจุดเสมอ
“แต่โชคดีนะที่หัวหน้าหลินช่วยด่ากลับไปให้ แต่ที่น่าตกใจกว่าคือลูกชายของเธอดันกล้าลงไม้ลงมือกับแม่ตัวเองด้วย” เถียนเมิ่งหย่าเสริม
เฉินชิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “นั่นมันยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า!”
“ไม่ใช่แน่ๆ!” เถียนเมิ่งหย่าตอบอย่างมั่นใจก่อนจะถอนหายใจอีกครั้ง
“หัวหน้าหลินน่ะเก่งกาจในเรื่องการจัดการปัญหาของคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องในครอบครัวตัวเองกลับจนปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นเรื่องของตัวเองโดยตรง”
“นั่นสินะ” เฉินชิงรับคำ แต่ในใจกลับคิดไปถึงอีกเรื่องหนึ่ง
หัวหน้าหลินเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก หากเธอล่วงรู้ว่าตัวละครเดิมในนิยายทอดทิ้งลูกน้อยทั้งสองคนไป เธอจะต้องยื่นมือเข้ามาจัดการอย่างแน่นอน ทว่าในเนื้อเรื่องกลับไม่มีการกล่าวถึงบทบาทของเธอเลยสักนิด นั่นอาจหมายความว่าเกิดเรื่องร้ายแรงกับเธอขึ้น!
เฉินชิงไม่รู้ลำดับเหตุการณ์ที่แน่ชัด จึงไม่สามารถคาดเดาหรือลงมือทำอะไรได้ แต่จากที่ได้ฟังเรื่องราวจากเถียนเมิ่งหย่าในตอนนี้ ก็พอจะเดาได้ว่าต้นตอของโชคร้ายทั้งหมดคงหนีไม่พ้นลูกชายตัวดีของเธอเป็นแน่
เถียนเมิ่งหย่าเองก็รู้สึกคับแค้นใจแทนหัวหน้าหลิน “เธอรู้ไหมว่าเมื่อวานนี้ ตอนที่หัวหน้าหลินกำลังจะสั่งสอนลูกชายตัวเอง พ่อแม่สามีของเธอก็เดินทางมาจากบ้านนอก แล้วก็รุมด่าว่าเธอเสียๆ หายๆ เลยนะ”
ดูเหมือนว่าทุกครอบครัวต่างก็มีปัญหาที่ยากจะแก้ไขเป็นของตัวเอง แม้แต่คนเก่งอย่างหัวหน้าหลินก็ไม่มีข้อยกเว้น
ขณะที่ทั้งสองกำลังนินทาเรื่องของหัวหน้าหลินอย่างออกรส ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “หัวหน้าทีมเฉินชิงอยู่ไหมครับ”
“อยู่ค่ะ!” เฉินชิงพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่กลับพบว่าขาของเธอเป็นเหน็บชาจากการนั่งยองๆ เป็นเวลานาน จึงได้แต่ส่งเสียงตอบกลับไปจากใต้โต๊ะ
“ใครเหรอคะ”
“ผมเอง เหมาเจี้ยนกั๋ว” เสียงทุ้มตอบกลับมา ก่อนจะพูดต่อ
“ผมเอาปิ่นโตมื้อกลางวันมาวางไว้ในห้องทำงานของคุณแล้วนะ เดี๋ยวคุณค่อยมาหยิบไป”
“ขอบคุณมากค่ะ” เฉินชิงกล่าวขอบคุณขณะที่มือก็กำลังนวดคลึงน่องของตัวเองไปด้วย
เหมาเจี้ยนกั๋วดูเหมือนจะรีบร้อน เขาจึงไม่ได้อยู่พูดคุยอะไรต่อแล้วจากไป
เถียนเมิ่งหย่ามองท่าทางของเพื่อนแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ “เธอโอเคไหมนั่น”
เฉินชิงทำหน้าเหยเก “เธอลองเดาดูสิ”
“ฮ่าๆๆ...” เสียงหัวเราะสดใสของเถียนเมิ่งหย่าดังขึ้น
กว่าเฉินชิงจะขยับตัวได้เป็นปกติก็ถึงเวลาพักเที่ยงพอดี เธอเหลือบไปเห็นปิ่นโตสองเถาที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่ละชั้นอัดแน่นไปด้วยกับข้าวประเภทเนื้อสัตว์ เธอจึงตัดสินใจหิ้วปิ่นโตกลับบ้าน
อาหารมากมายขนาดนี้ เธอคนเดียวกินไม่หมดหรอก สู้เอาไปแบ่งให้เด็กๆ ที่บ้านกินด้วยกันดีกว่า
ปกติแล้วเฉินชิงแทบจะไม่เคยกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้าน การปรากฏตัวของเธอจึงทำให้เฮ่ออวี้ถิงดีใจจนกระโดดโลดเต้น
“คุณน้าคะ ถ้าคุณพ่อของพี่เหมาเหมาเอาข้าวมาให้แบบนี้ทุกวัน แสดงว่าน้าจะกลับมากินข้าวกลางวันที่บ้านกับพวกเราทุกวันเลยใช่ไหมคะ”
“ใช่แล้วจ้ะ”
“เย้!”
เด็กหญิงวิ่งวนรอบตัวน้าสาวอย่างร่าเริง
เฮ่ออวี้เสียงที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“หยุดวิ่งเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวฝุ่นก็ฟุ้งหมดหรอก”
พื้นบ้านของพวกเขาเป็นพื้นซีเมนต์ธรรมดา ก่อนจะกวาดทำความสะอาดทุกครั้งจึงต้องพรมน้ำลงไปก่อนเพื่อไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย เฮ่ออวี้ถิงได้ยินพี่ชายดุก็รีบหยุดวิ่งทันที ก่อนจะเปลี่ยนไปหยิบชามมาล้างเพื่อเตรียมไว้ให้น้าของเธอแทน
[จบบท]