บทที่ 121: รนหาความอับอาย
อวิ๋นเหยาส่งยิ้มหยันพร้อมกับพูดจาถากถางอวิ๋นโม่ “ในเมื่อเธอสอบได้คะแนนดีกว่าฉัน งั้นเธอลองบอกมาสิ เธอสอบได้กี่คะแนน แล้วติดอันดับที่หลายร้อยของเมืองกันล่ะ”
“ขืนพูดออกไปฉันเกรงว่าเธอจะตกใจจนหัวใจวายเอาน่ะสิ” เจิงฟางอดไม่ได้ที่จะก้าวออกมาจากด้านหลังของอวิ๋นโม่ “อะไรกัน อวิ๋นเหยา ข่าวคราวของเธอช่างล่าช้าขนาดนี้เชียวหรือ เรื่องที่โม่โม่สอบได้อันดับแปดของเมืองเธอยังไม่รู้เลยหรือไง”
อวิ๋นเหยาแทบจะหลุดหัวเราะออกมา “เจิงฟาง เธอจะคุยโตโอ้อวดก็ให้มันมีขอบเขตบ้างเถอะ ถ้าอวิ๋นโม่สอบได้อันดับแปดของเมืองจริงๆ ฉันจะยอมเขียนชื่อตัวเองกลับหัวเลย”
เมื่อกล่าวประโยคนี้จบ อวิ๋นเหยากลับรู้สึกสะดุดใจขึ้นมา ช่วงเช้าตอนที่อยู่ในห้องน้ำ มีนักเรียนหญิงคนหนึ่งเหมือนจะพูดอยู่เหมือนกันว่าอวิ๋นโม่สอบได้อันดับแปดของเมือง
พอเงยหน้าขึ้นไปสบกับสายตาอันเต็มไปด้วยความเย้ยหยันของอวิ๋นโม่ ความรู้สึกกระวนกระวายใจของอวิ๋นเหยาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
“เป็นไปไม่ได้ อวิ๋นโม่ เธอไม่มีทางสอบได้อันดับแปดของเมืองหรอก”
อวิ๋นโม่ยกนิ้วชี้ไปด้านหลังด้วยท่าทีสบายๆ “ใบประกาศผลสอบติดอยู่ตรงบอร์ดประกาศตรงนั้น เธอเดินไปดูให้เห็นกับตาตัวเองได้เลย”
พอได้ยินประโยคนี้ อวิ๋นเหยาก็ผลักทั้งสองคนออกอย่างแรง เธอรีบวิ่งตรงไปยังบอร์ดประกาศที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
บนใบประกาศผลสอบที่ติดอยู่บนบอร์ดประกาศ ชื่อของอวิ๋นโม่ปรากฏอยู่บนอันดับที่หนึ่งอย่างชัดเจน
อวิ๋นโม่ 635 คะแนน อันดับ 1 ของสายชั้น อันดับ 8 ของเมือง
ไม่ นี่ไม่ใช่เรื่องจริง ใบประกาศผลสอบแผ่นนี้ต้องเป็นของปลอมแน่ๆ อวิ๋นโม่ไม่มีทางสอบได้คะแนนดีเยี่ยมขนาดนี้เด็ดขาด
“ทีนี้เชื่อหรือยัง”
อวิ๋นเหยาหันขวับกลับมา เธอจ้องมองอวิ๋นโม่ที่เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ จู่ๆ ความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ
“เธอโกงข้อสอบใช่ไหม”
อวิ๋นโม่ยกแขนขึ้นกอดอกด้วยท่าทีผ่อนคลาย “อวิ๋นเหยา คนที่หาว่าฉันโกงข้อสอบ เธอไม่ใช่คนแรกหรอกนะ แล้วหลักฐานล่ะ ถ้าไม่มีหลักฐาน ฉันจะไปเอาเรื่องกับครูประจำชั้นของเธอนะ เด็กโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3 อย่างเธอ อยู่ๆ ก็วิ่งมาอาละวาดที่หนานหมิงโดยไม่มีเหตุผล ใครเป็นคนให้ความกล้าหาญและความมั่นใจกับเธอขนาดนี้”
“อวิ๋นโม่ เธอเลิกเสแสร้งได้แล้ว เธอคิดว่าย้ายมาอยู่หนานหมิงแล้วคนอื่นจะไม่รู้เรื่องพฤติกรรมในอดีตตอนที่เธออยู่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 6 หรือไง ระดับผลการเรียนรั้งท้ายอย่างเธอ ไม่มีทางสอบได้คะแนนสูงขนาดนี้หรอก”
“เธอก็พูดเองนะว่านั่นมันคือเรื่องในอดีต จะไม่ยอมให้ฉันกลับตัวกลับใจแล้วตั้งใจเรียนบ้างเลยหรือไง ฉันเคยเป็นนักเรียนหลังห้อง แล้วชีวิตนี้ฉันต้องเป็นนักเรียนหลังห้องไปตลอดเลยหรือไง”
เจิงฟางออกโรงปกป้องเพื่อนสนิทของเธอ “ใช่แล้ว อวิ๋นเหยา ตัวเธอเองไม่มีการพัฒนา แล้วจะไม่ยอมให้คนอื่นพัฒนาบ้างหรือไง การสอบครั้งนี้ฉันก็สอบได้ 521 คะแนน ได้คะแนนมากกว่าตอนสอบปลายภาคเทอมที่แล้วตั้ง 50 คะแนน แบบนี้ฉันก็โกงข้อสอบด้วยหรือเปล่าล่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเจิงฟางสอบได้ 521 คะแนน อวิ๋นเหยาก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เธอหันไปมองบอร์ดประกาศผลสอบตามสัญชาตญาณ แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ชื่อของเจิงฟางอยู่ในอันดับที่ห่างจากอวิ๋นโม่ลงมาไม่ไกลนัก
คะแนน 521 คะแนน หากอยู่ในโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3 คงนับว่าเป็นเพียงระดับกลาง แต่สำหรับหนานหมิงกลับถือว่าเป็นนักเรียนหัวกะทิ โดยจัดอยู่ในอันดับที่ 15 ของสายชั้น เรื่องคะแนนของอวิ๋นโม่เธออาจจะยังดึงดันหาว่าอีกฝ่ายโกงข้อสอบได้ แต่เจิงฟางกลับสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ด้วยเหมือนกัน
การสอบวัดระดับครั้งนี้จัดขึ้นอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของการสอบเกาเข่า ระยะห่างระหว่างที่นั่งคือหนึ่งเมตร อีกทั้งทุกห้องสอบยังมีครูคุมสอบถึงสองคน บริเวณระเบียงทางเดินก็ยังมีคณะกรรมการเดินตรวจตราอยู่ตลอดเวลา การจะแอบโกงข้อสอบนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
อวิ๋นโม่มองเห็นใบหน้าที่ดูไม่ได้ของอวิ๋นเหยาซึ่งกำลังจ้องมองมาที่ตนเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ อารมณ์ของเธอก็เบิกบานขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“เป็นยังไงล่ะ อวิ๋นเหยา คะแนนของฉันน่าจะดีกว่าเธออยู่บ้างใช่ไหม”
มันไม่ได้ดีกว่าแค่เล็กน้อย แต่มันบดขยี้เธอจนไม่เหลือชิ้นดีต่างหาก
เมื่อนึกถึงคะแนนของตัวเอง แล้วกลับไปมองคะแนนของอวิ๋นโม่กับเจิงฟาง เปลวไฟแห่งความอิจฉาริษยาและความไม่ยินยอมก็ลุกโชนขึ้นมาในอกของอวิ๋นเหยา
เธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินออกมาจากโรงเรียนหนานหมิงได้อย่างไร กระทั่งเดินผ่านตู้โทรศัพท์สาธารณะแห่งหนึ่ง อวิ๋นเหยาถึงได้หยุดฝีเท้าลงราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน
“ฮัลโหล สายด่วนสำนักงานการศึกษาใช่ไหมคะ ฉันต้องการแจ้งเบาะแสเรื่องอวิ๋นโม่ นักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สามห้องสองของโรงเรียนหนานหมิง เธอโกงการสอบวัดระดับในครั้งนี้ค่ะ ใช่แล้วค่ะ ก่อนหน้านี้เธอก็เคยมีประวัติการโกงข้อสอบมาก่อน”
หลังจากเดินออกมาจากตู้โทรศัพท์ ใบหน้าของอวิ๋นเหยาก็ปรากฏรอยยิ้มเย็นเยือกอันแปลกประหลาด อวิ๋นโม่ เธอดีใจเร็วเกินไปแล้ว ครั้งนี้ฉันจะคอยดูว่าเธอจะพบจุดจบยังไง
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง แม้จะร่วมมือกับอวิ๋นโม่ไล่อวิ๋นเหยาให้จากไปอย่างหัวเสียได้สำเร็จ แต่อารมณ์ของเจิงฟางก็ไม่ได้ดีขึ้นมาสักเท่าไหร่นัก
บาดแผลที่อุตส่าห์รักษาจนหายดีกลับถูกคนอื่นเปิดออกและเหยียบย่ำซ้ำรอยเดิม ไม่ว่าใครก็ยากที่จะทนรับความเจ็บปวดเช่นนี้ได้
“ฟางฟาง เลิกอารมณ์เสียได้แล้ว การโกรธก็เหมือนกับการเอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเอง ใครมาจี้จุดอ่อนของเธอ เธอก็แค่ทำให้คนคนนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิมก็พอ”
เจิงฟางจ้องมองเธอด้วยความเหม่อลอย แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน “แล้วฉันจะทำให้เธอเจ็บปวดได้ยังไงล่ะ”
อวิ๋นโม่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “วางใจเถอะ ฉันมีวิธีก็แล้วกัน”
ช่วงบ่ายหลังเลิกเรียน นักเรียนทุกคนต่างพากันวิ่งออกไปนอกโรงเรียนด้วยความตื่นเต้นดีใจ เพื่อเตรียมตัวต้อนรับวันหยุดยาวช่วงวันชาติที่กำลังจะมาถึง แต่อวิ๋นเหยากลับไม่รีบร้อนที่จะกลับบ้าน เธอเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของห้องพักครูแทน
“ครูจงคะ”
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเหยาเดินเข้ามา จงเวยหมินก็หยุดงานในมือของตัวเอง “อวิ๋นเหยา มีธุระอะไรหรือเปล่า”
อวิ๋นเหยาแสดงสีหน้าละอายใจออกมา “ครูจงคะ หนูขอโทษด้วยนะคะ การสอบครั้งนี้หนูทำตัวเป็นตัวถ่วงของห้องแล้ว”
เพื่อที่จะให้เธอได้รับการซึมซับบรรยากาศจากพวกนักเรียนหัวกะทิและกลายเป็นนักเรียนระดับท็อปไปด้วย อวิ๋นซื่อเสียนต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปอย่างมหาศาลกว่าจะส่งตัวเธอเข้ามาเรียนในห้องหนึ่งได้
ทว่าความจริงก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ลูกเป็ดขี้เหร่ต่อให้เข้าไปอยู่ในรังของหงส์ก็ไม่มีทางกลายเป็นหงส์ไปได้ ในทางกลับกัน มันกลับจะยิ่งถูกความงดงามและสง่าผ่าเผยของหงส์ขาวขับเน้นให้เห็นถึงความอัปลักษณ์ของตัวเองมากยิ่งขึ้น
จงเวยหมินมองดูนักเรียนหญิงที่เพิ่งย้ายเข้ามาเรียนกลางคันคนนี้ ในช่วงเวลานั้นเขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเหมือนกัน
ในฐานะครูประจำชั้น เขาไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องไม่พอใจกับพฤติกรรมการเรียนในแต่ละวันของอวิ๋นเหยา แต่มันก็จำกัดอยู่เพียงแค่นั้น หากไม่ใช่เพราะทางโรงเรียนให้สัญญาว่าจะช่วยจัดการเรื่องย้ายภรรยาของเขาเข้ามาสอนในโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3 ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงไม่มีทางรับนักเรียนที่เรียนอ่อนอย่างอวิ๋นเหยาเข้ามาเพื่อดึงอัตราการสอบเข้าศึกษาต่อของนักเรียนในห้องให้ตกต่ำลงอย่างแน่นอน
แต่ในเมื่ออยู่ในฐานะครูบาอาจารย์ เขาก็ไม่สะดวกใจที่จะไปสร้างความลำบากใจให้กับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง
“อวิ๋นเหยา เธอเองก็อย่าคิดมากไปเลย ผลคะแนนแค่ครั้งสองครั้งไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดอะไรได้หรอกนะ การเรียนก็ไม่ใช่เรื่องที่จะประสบความสำเร็จได้ในพริบตาเดียว สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำเอาความล้มเหลวในครั้งนี้มาเป็นบทเรียน ค้นหาข้อบกพร่องของตัวเองให้พบ จากนั้นก็นำไปปรับปรุงแก้ไขและชดเชยในส่วนที่ขาดหาย ค่อยๆ พัฒนาผลการเรียนให้สูงขึ้นไปทีละก้าว”
ราวกับว่าอวิ๋นเหยาได้รับกำลังใจ เธอพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณมากค่ะครูจง หนูจะต้องพยายามดึงผลการเรียนให้สูงขึ้นกว่านี้ให้ได้เลยค่ะ”
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว เธอรีบกลับบ้านเถอะ”
อวิ๋นเหยายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าของเธอเผยให้เห็นถึงความลังเลใจและความหนักใจ “ครูจงคะ ผลสอบวัดระดับในครั้งนี้ ครูช่วยละเว้นการแจ้งให้ทางบ้านของหนูทราบก่อนได้ไหมคะ”
เมื่อเห็นว่าจงเวยหมินมีท่าทีลังเล อวิ๋นเหยาก็รีบอธิบาย “หนูไม่ได้กลัวว่าจะโดนดุหรอกนะคะ เพียงแต่เมื่อช่วงก่อนหน้านี้คุณแม่ของหนูตกบันไดจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ท่านยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลยค่ะ ในฐานะลูกสาวคนโต การที่หนูไม่สามารถไปคอยดูแลปรนนิบัติท่านที่ข้างเตียงได้ก็ทำให้หนูรู้สึกผิดมากพออยู่แล้ว หนูไม่อยากให้คุณแม่ต้องมาโมโหเรื่องคะแนนสอบของหนูจนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบาดแผลค่ะ”
เมื่อได้ยินว่าเจี่ยงอวี๋เข้าโรงพยาบาล ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูที่ต้องคอยเอาใจใส่ดูแลนักเรียน จงเวยหมินจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงตามสัญชาตญาณ “แล้วตอนนี้คุณแม่ของเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน แถมขาก็ยังหักด้วยค่ะ แต่ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต เพียงแต่ต้องนอนพักผ่อนนิ่งๆ คุณพ่อของหนูก็งานยุ่งมาก ความเครียดก็สูง ทุกคืนต้องอาศัยยานอนหลับถึงจะสามารถนอนหลับพักผ่อนได้เต็มอิ่ม หนูไม่อยากให้พวกท่านต้องมาวุ่นวายใจเพราะเรื่องคะแนนสอบของหนูอีกค่ะ”
“ตกลง ผลการสอบวัดระดับในครั้งนี้ครูจะยังไม่แจ้งให้ทางบ้านของเธอทราบก็แล้วกัน แต่เธอเองก็ต้องเตรียมใจเอาไว้ด้วยนะ ถ้าหากว่าผู้ปกครองโทรศัพท์มาสอบถามกับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปิดบังข้อมูลหรอกนะ”
“หนูเข้าใจค่ะครูจง หนูเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเรื่องนี้ไปตลอดหรอกนะคะ รอให้ร่างกายของคุณแม่ดีขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย หนูจะเป็นคนบอกเรื่องนี้กับท่านด้วยตัวเองค่ะ”
“อืม”
หลังจากเดินออกมาจากห้องพักครู อวิ๋นเหยาก็เผยรอยยิ้มเยือกเย็นออกมาด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับได้ยกภูเขาออกจากอก เธอไม่ต้องรอให้นานจนเกินไปหรอก ขอเพียงแค่รอให้ช่วงวันหยุดยาวนี้สิ้นสุดลง เมื่อถึงเวลานั้น เธอก็จะไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องหวาดกลัวอีกต่อไปแล้ว
[จบบท]