บทที่ 15: หากไม่แยกบ้าน เราก็หย่ากันเถอะ
อวิ๋นโม่บ่นพึมพำก่นด่าหลิงชวนไอ้คนเฮงซวยในใจไปจนถึงครั้งที่ 20 เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้มือก็ส่งเสียงดังขึ้นมาในที่สุด
“โทรมาหาผมมีธุระอะไรหรือครับ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงทุ้มกังวานอันคุ้นเคยของชายหนุ่มจากปลายสาย อวิ๋นโม่ก็รู้สึกถึงความโกรธที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ก่อนหน้านี้ปะทุขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เราตกลงกันไว้ตอน 12 นาฬิกาไม่ใช่หรือคะ นี่มันเลยเวลามาเกือบ 10 นาทีแล้ว คุณไม่มีความรับผิดชอบเรื่องเวลาบ้างเลยหรือคะ”
“ผมมีธุระอื่นเข้ามาแทรกนิดหน่อยครับเลยทำให้ล่าช้า”
ได้ เอาเถอะ
“ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะคุยกับคุณค่ะ”
“พูดมาสิครับ”
“ฉันต้องการแยกบ้านค่ะ”
“ขอเหตุผลด้วยครับ”
“ฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่เข้ากันไม่ได้เลยค่ะ นิสัยความเคยชินของเราก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การฝืนทนอาศัยอยู่ร่วมกันใต้ชายคาเดียวกันต่อไปก็มีแต่จะสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้นเปล่าๆ ค่ะ”
“พวกคุณทะเลาะกันหรือครับ”
เมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ความไม่ลงรอยระหว่างเธอกับหลี่ลี่ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา อวิ๋นโม่ก็พยักหน้ารับ
“จะเป็นอย่างนั้นก็ได้ค่ะ”
“พี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนชนบท ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องหนังสือเท่าไรนัก คุณอย่าเก็บเอาเรื่องของเธอมาใส่ใจให้มากความเลยครับ”
อวิ๋นโม่ส่งเสียงขึ้นจมูกเบาๆ
“ฉันอาจจะทนได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะให้ฉันทนไปตลอดชีวิตอย่างนั้นหรือคะ คุณเป็นผู้ชายอก 3 ศอกแท้ๆ แต่กลับปล่อยให้ภรรยาของตัวเองต้องทนรับความอึดอัดใจโดยไม่คิดจะทำอะไรเลย คุณไม่อายบ้างหรือคะ”
หลิงชวนเงียบสายไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับมา
“ผมกับพี่ชายคนโตสู้ชีวิตเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายปี ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต ผมก็ไม่เคยมีความคิดที่จะแยกบ้าน และผมจะไม่มีวันแยกบ้านกับพี่ชายเด็ดขาดครับ”
“หลิงชวน ถ้าคุณไม่ยอมตกลงเรื่องแยกบ้าน งั้นเรา 2 คนก็หย่ากันเถอะค่ะ”
“ขอเพียงแค่คุณสามารถเกลี้ยกล่อมคนตระกูลอวิ๋นให้ยอมรับเรื่องนี้ได้ ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”
ชายหนุ่มพูดจบประโยคก็กดวางสายไปโดยไม่เปิดโอกาสให้อวิ๋นโม่ได้เอ่ยอะไรต่อ พออวิ๋นโม่พยายามโทรกลับไปอีกครั้ง เถ้าแก่ร้านขายของชำก็แจ้งเรื่องหลิงชวนเดินออกจากร้านไปแล้วให้เธอทราบ
ให้ตายสิ
คนตระกูลหลิงนี่มีนิสัยเหมือนกันหมดจริงๆ แต่ละคนเก่งเรื่องปัดความรับผิดชอบกันทั้งนั้น ช่างเถอะ เธอขอเดินทางกลับไปที่บ้านเกิดก่อนก็แล้วกัน เรื่องอื่นค่อยตกลงกันทีหลัง
“ชวนจื่อ น้องสะใภ้คุยอะไรกับนายบ้าง”
พอหลิงชวนเดินกลับมาถึงแคมป์คนงานก่อสร้าง หลิงเจียงก็รีบดึงแขนเขาเข้ามาถามไถ่
หลิงชวนมองดูใบหน้าของพี่ชายที่กำลังแสดงความกระตือรือร้นอย่างเต็มเปี่ยม เขาพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกปั่นป่วนภายในใจเอาไว้
“เธอไม่ได้มีเรื่องสำคัญหรอกครับ แค่ถามเรื่องพวกเราจะเดินทางกลับไปเมื่อไรเท่านั้นเอง”
หลิงเจียงฉีกยิ้มกว้าง
“น้องสะใภ้จะต้องคิดถึงนายมากแน่ๆ”
หลิงชวนฝืนยิ้มที่มุมปาก คิดถึงเขาอย่างนั้นหรือ คิดอยากจะหย่าขาดจากเขาน่าจะถูกต้องกว่า แถมเธอยังเอาเรื่องแยกบ้านมาเป็นข้ออ้างอีกต่างหาก
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อวิ๋นโม่สะพายกระเป๋าสัมภาระใบเล็กของตัวเอง เธอจัดการล็อคประตูห้องพักให้เรียบร้อยแล้วเรียกรถรับจ้างตรงไปยังสถานีรถไฟ ตู้โดยสารแบบเตียงนุ่มเป็นห้องส่วนตัวขนาดเล็ก ซึ่งในแต่ละห้องจะมีเตียงนอนทั้งหมด 4 เตียง
อวิ๋นโม่และอวิ๋นเหยาต่างก็เลือกจับจองเตียงนอนชั้นล่างกันคนละฝั่ง ส่วนแม่บ้านโจวที่เดินทางมาด้วยกันนั้นพักอยู่บนเตียงชั้นบนเหนือที่นอนของอวิ๋นเหยา พอรถไฟเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสถานี อวิ๋นโม่ก็ล้มตัวลงนอนแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา เนื่องจากวันนี้เธอต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ ทำให้ตอนนี้สมองของเธอยังคงมึนงงอยู่บ้าง
อวิ๋นเหยานั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียงของตัวเอง ทางด้านแม่บ้านโจวก็นอนพักผ่อนอยู่บนเตียงชั้นบนอย่างเงียบเชียบ ส่วนเตียงชั้นบนอีกฝั่งหนึ่งยังคงว่างเปล่าไม่มีผู้โดยสาร การเดินทางผ่านไปครึ่งวันอย่างราบรื่นโดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น
หลังจากอวิ๋นโม่ตื่นนอน เธอชะโงกหน้าออกไปมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างและพบถึงวิวทิวทัศน์ข้างทางมีความสวยงามกว่าที่คาดคิด เธอจึงลุกขึ้นนั่งแล้วใช้มือเท้าคางชื่นชมธรรมชาติภายนอกอย่างเพลิดเพลิน
“เสี่ยวโม่ ตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว พวกเราเดินไปกินข้าวที่ตู้เสบียงกันเถอะค่ะ”
ผ่านไปเพียงครู่เดียว อวิ๋นเหยาก็พับเก็บหนังสือในมือแล้วหันมาเอ่ยชวน
อวิ๋นโม่ปรายตามองอีกฝ่าย
“ไม่ต้องหรอกค่ะ พวกคุณไปกินกันเถอะ ฉันยังไม่หิว”
อวิ๋นเหยาไม่ได้พยายามเซ้าซี้ เธอพาแม่บ้านโจวเดินออกจากห้องพักไป
เมื่ออวิ๋นเหยาเดินพ้นสายตาไป อวิ๋นโม่ก็บิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า จากนั้นเธอก็นำอาหารที่เตรียมเอาไว้ออกมาจากมิติ เธอลงมือจัดการอาหารตรงหน้าพร้อมกับจิบน้ำชาที่ชงด้วยน้ำพุวิญญาณไปด้วย
หลังจากกินอิ่มและดื่มน้ำจนพอใจได้ไม่นาน อวิ๋นเหยาก็เดินกลับมาที่ห้องพักพร้อมกับแสดงความหวังดีด้วยการซื้อข้าวกล่องติดมือมาเผื่อเธอ 1 ที่
อวิ๋นโม่รับข้าวกล่องมาวางไว้ข้างตัว ก่อนจะเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับครอบครัวสายเลือดแท้ๆ ของอวิ๋นเหยา
อวิ๋นเหยาตอบคำถามด้วยท่าทีคลุมเครือ ซึ่งทำให้อวิ๋นโม่รู้สึกถึงอีกฝ่ายไม่อยากให้เธอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวที่แท้จริงมากนัก แม้จะคิดทบทวนอย่างไรก็หาเหตุผลไม่ได้ แต่อวิ๋นโม่ก็เริ่มระแวดระวังตัวมากขึ้น เธอมีความรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าตลอดการเดินทางครั้งนี้อวิ๋นเหยากำลังวางแผนการอะไรบางอย่างอยู่
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงเย็น
การนอนบนเตียงมาทั้งวันทำให้อวิ๋นโม่รู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกาย หลังจากจัดการธุระในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย เธอไม่ได้รีบร้อนเดินกลับเข้าไปในห้องโดยสาร แต่เลือกจะยืนยืดเส้นยืดสายอยู่ตรงทางเดิน พร้อมกับถือโอกาสชมความสวยงามของพระอาทิตย์ตกดินไปด้วย
เมื่อเธอเดินกลับเข้ามาในห้องโดยสาร เธอก็พบความจริงถึงบนโต๊ะตัวเล็กมีอาหารเย็นมื้อใหญ่จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เมนูอาหารประกอบไปด้วยเนื้อวัวผัดหัวหอม หมูผัดเปรี้ยวหวาน และไข่ผัดมะเขือเทศ
“เสี่ยวโม่ คุณกลับมาแล้ว มาทานข้าวกันเถอะค่ะ”
พอเห็นอวิ๋นโม่กวาดสายตามองดูอาหารบนโต๊ะ อวิ๋นเหยาก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับอธิบาย
“เมื่อตอนกลางวันคุณไม่ได้ทานอะไรเลย ฉันก็เลยตั้งใจซื้อเมนูโปรดของคุณมาเพิ่มอีก 2 อย่างค่ะ”
อวิ๋นโม่เพียงแค่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉยโดยไม่ตอบรับ อวิ๋นเหยาจึงหันหน้าไปส่งสัญญาณให้แม่บ้านโจวเดินออกไปรอข้างนอกก่อน พอแม่บ้านโจวเดินออกไปพ้นประตูแล้ว ท่าทีของอวิ๋นเหยาก็เปลี่ยนมาจริงจังขึ้น
“อวิ๋นโม่ ฉันมีเรื่องอยากจะขอให้คุณช่วยสักหน่อยค่ะ ขอเพียงแค่คุณตกลงรับปาก เงินทั้งหมดนี้จะเป็นของคุณทันที”
อวิ๋นโม่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นอวิ๋นเหยายื่นธนบัตรปึกหนามาให้ เธอแสร้งทำสีหน้าดีใจและแสดงความโลภออกมา
“ว่ามาสิคะ คุณต้องการให้ฉันทำอะไร”
ใบหน้าของอวิ๋นเหยาปรากฏร่องรอยของความละอายใจและความอึดอัดอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
“ฉันอยากให้คุณช่วยปิดบังเรื่องเรื่องหนึ่งให้ฉันค่ะ ตอนฉันแอบหนีออกจากบ้าน ฉันไม่มีเงินพอจะซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้าน ฉันก็เลยขโมยเงินของที่บ้านมา”
อวิ๋นเหยายกมือขึ้นเช็ดน้ำตา
“เสี่ยวโม่ ขอเพียงแค่คุณไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกคุณพ่อกับคุณแม่ เงิน 1000 หยวนก้อนนี้ก็จะเป็นของคุณทันทีค่ะ”
อวิ๋นโม่รับปึกธนบัตรมาพลิกดู ธนบัตรทั้งหมดเป็นใบละ 10 หยวนที่ดูใหม่เอี่ยม เหมือนกับเพิ่งไปเบิกมาจากธนาคารโดยเฉพาะ
“ต่อให้ฉันไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความถึงคนตระกูลหวงจะยอมปิดปากเงียบนะ คุณคิดจะเอาเงินไปยัดเยียดซื้อตัวพวกเขาทีละคนอย่างนั้นหรือ”
อวิ๋นเหยารีบตอบกลับมา
“ฉันจะอ้อนวอนขอให้พวกเขายกโทษให้ค่ะ”
“เรื่องนี้ฉันขอเวลาคิดดูก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อสังเกตเห็นเรื่องอวิ๋นโม่แสดงท่าทีสนใจอย่างชัดเจน อวิ๋นเหยาก็พยายามโน้มน้าวต่อ
“เสี่ยวโม่ ขอแค่คุณยอมรับปากเรื่องการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ หลังจากที่เรากลับไปถึงบ้านแล้ว ฉันจะช่วยพูดขอร้องคุณพ่อให้จัดการหาหน้าที่การงานที่ดูดีและไม่เหนื่อยให้คุณทำ คุณเห็นด้วยไหมคะ”
อวิ๋นโม่คิดทบทวนในใจ
“เรื่องงานคงไม่จำเป็นหรอกค่ะ เงินก้อนนี้ฉันก็ไม่ต้องการ ฉันแค่อยากหย่ากับหลิงชวน ถ้าคุณสามารถช่วยพูดเกลี้ยกล่อมให้คนตระกูลอวิ๋นยอมตกลงเรื่องนี้ได้ ฉันก็จะยอมช่วยเก็บความลับให้คุณค่ะ”
“ตกลงค่ะเสี่ยวโม่ พอกลับไปถึงบ้านเมื่อไรฉันจะจัดการช่วยคุณเอง”
เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย อวิ๋นเหยาก็ลุกขึ้นยืนแล้วดึงแขนอวิ๋นโม่ให้นั่งลงด้วยท่าทีเป็นกันเอง
“เสี่ยวโม่ พวกเรามากินข้าวกันก่อนเถอะค่ะ ปล่อยทิ้งไว้จนอาหารเย็นชืดหมดแล้วจะไม่อร่อยนะคะ”
“ได้สิคะ”
อวิ๋นโม่ทำตัวใสซื่อไร้เดียงสาเมื่ออยู่ต่อหน้า ภายในใจกลับคอยระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เธอเฝ้ารอให้อวิ๋นเหยาคีบอาหารแต่ละจานกินนำไปก่อน จากนั้นเธอถึงจะเริ่มใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก
หลังจากลงมือกินไปได้เพียงไม่กี่คำ อวิ๋นเหยาก็วางตะเกียบลง
“ฉันรู้สึกกระหายน้ำนิดหน่อยค่ะ เดี๋ยวฉันเดินไปซื้อเครื่องดื่มสักหน่อยดีกว่า เสี่ยวโม่ คุณอยากดื่มอะไรไหมคะ”
ตอนแรกอวิ๋นโม่ตั้งใจจะตอบปฏิเสธ พอคิดไปคิดมาเธอก็เปลี่ยนใจ
“ฉันขอเครื่องดื่มเหมือนกับของคุณก็แล้วกันค่ะ”
“ตกลงค่ะ”
เมื่ออวิ๋นเหยาเดินออกไปจากห้อง อวิ๋นโม่ก็รีบนำน้ำพุวิญญาณออกมาดื่มรวดเดียว น้ำพุวิญญาณมีสรรพคุณช่วยถอนพิษได้ทุกชนิด ไม่ว่าอาหารพวกนี้จะมียาพิษเจือปนอยู่หรือไม่ การป้องกันตัวเอาไว้ล่วงหน้าย่อมเป็นผลดีกว่าเสมอ
อวิ๋นเหยาใช้เวลาไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับแม่บ้านโจว ในมือของแม่บ้านโจวมีน้ำลูกพีชอยู่ 3 ขวด ฝาขวดถูกเปิดออกเรียบร้อยแล้วและมีหลอดพลาสติกสีขาวเสียบเอาไว้ด้านใน
“เสี่ยวโม่ อาหารพวกนี้เยอะมากจนพวกเรา 2 คนคงกินกันไม่หมดหรอกค่ะ ให้แม่บ้านโจวมากินข้าวด้วยกันกับพวกเราเถอะนะคะ”
“ได้สิคะ ยังไงมื้อนี้คุณก็เป็นคนเลี้ยงอยู่แล้ว”
แม่บ้านโจวกล่าวขอบคุณด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ สายตาที่เธอมองไปยังอวิ๋นเหยานั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ว้าย มีหนูตัวใหญ่เบ้อเริ่มเลย”
ในจังหวะที่ทั้ง 3 คนกำลังนั่งลงเพื่อเตรียมตัวกินข้าว อวิ๋นโม่ก็ยกนิ้วชี้ไปทางเตียงนอนของอวิ๋นเหยาแล้วส่งเสียงร้องตะโกนดังลั่น
อาศัยช่วงเวลาที่แม่บ้านโจวและอวิ๋นเหยาหันหน้าไปมองดูที่เตียงนอน อวิ๋นโม่ก็ลงมือสลับขวดน้ำลูกพีชของตัวเองกับขวดของอวิ๋นเหยาอย่างรวดเร็ว
“ไหนคะ ไม่เห็นมีหนูตรงไหนเลย”
“มันน่าจะวิ่งหนีไปแล้วล่ะค่ะ ช่างเถอะ ปล่อยมันไปแล้วมากินข้าวกันดีกว่า ฉันหิวจนตาลายไปหมดแล้ว”
[จบบท]