บทที่ 20: คุณยายที่เจ็บป่วยหนัก
เมื่อเทียบกับผิวพรรณที่คล้ำแดดของชาวชนบทคนอื่นแล้ว ผู้หญิงคนนี้กลับมีผิวขาวสะอาด เอวบางร่างน้อย ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความงามที่เป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง
หวงจือชิวเองก็สังเกตเห็นอวิ๋นโม่ที่หลบอยู่ข้างหลังหวงไคหลินเช่นกัน ใบหน้าของเธอแสดงความสงสัยออกมาเล็กน้อย
“พ่อคะ คนนี้คือ...”
หวงไคหลินวางคานหาบบนบ่าลง แล้วดึงตัวอวิ๋นโม่มาตรงหน้าลูกสาวด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
“จือชิว นี่คือเสี่ยวโม่ เธอเดินทางมาไกลเพื่อมาหาพวกเราโดยเฉพาะเลยนะ”
หวงจือชิวชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาทรงเมล็ดอัลมอนด์ที่ดูเหมือนกับอวิ๋นโม่ไม่มีผิดเพี้ยนจ้องมองใบหน้าของอวิ๋นโม่นิ่ง ขอบตาของเธอเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
เมื่อได้เจอแม่แท้ๆ อวิ๋นโม่ก็ตื่นเต้นมาก ขอบตาของเธอร้อนผ่าว ในลำคอเหมือนมีก้อนสำลีมาอุดไว้ พอจะอ้าปากพูด เสียงก็แหบพร่าไปหมด
“แม่คะ หนูคืออวิ๋นโม่ หนูตั้งใจมาหาทุกคนค่ะ”
คำว่าแม่คำนี้ทำให้ความรู้สึกของหวงจือชิวพังทลายลงทันที น้ำตาไหลพรากราวกับสายสร้อยที่ขาดผลิ
เธอยื่นมือออกมาคล้ายจะดึงตัวอวิ๋นโม่เข้าไปหา แต่ก็กังวลว่าจะทำให้เด็กสาวตกใจ ท่าทางของเธอจึงค้างอยู่กลางอากาศแบบนั้น
อวิ๋นโม่เป็นฝ่ายยื่นมือไปกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้
ฝ่ามือของผู้หญิงคนนี้มีรอยด้านบางๆ สัมผัสแล้วอาจจะสากมือไปบ้างแต่กลับอบอุ่นมาก
อวิ๋นโม่รู้สึกได้ทันทีว่าหัวใจที่เคยล่องลอยไร้ที่พึ่งพิงของตัวเองได้รับท่าจอดที่ปลอดภัยแล้ว ในใจมีความสงบและยินดีอย่างบอกไม่ถูก
“เอาละ ข้างนอกมันร้อน อย่ามัวแต่ยืนคุยกันเลย เข้าไปนั่งคุยข้างในเถอะ เสี่ยวโม่เดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยแย่แล้ว”
“จริงด้วย รีบเข้ามาสิ”
เมื่อได้ยินหวงไคหลินเตือน หวงจือชิวถึงเพิ่งรู้สึกตัวแล้วรีบจูงมืออวิ๋นโม่เดินไปทางห้องโถงกลาง ระหว่างเดินก็ยังคอยหันมามองอวิ๋นโม่ตลอด ความดีใจในแววตานั้นแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด
ดูออกเลยว่าบ้านตระกูลหวงสร้างมานานหลายปีแล้ว ผนังดินเต็มไปด้วยรอยร้าวขนาดเล็กเหมือนเส้นด้าย ขั้นบันไดหินสึกกร่อนจนขรุขระ คานไม้ของตัวบ้านก็ผุพังไปมาก
การตกแต่งภายในบ้านก็เรียบง่ายมาก ตรงกลางมีโต๊ะสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว ด้านหน้าติดผนังมีโต๊ะยาวที่มองไม่เห็นสีเดิมของแล็กเกอร์แล้ว บนโต๊ะวางกระถางธูปและรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม บนผนังติดรูปภาพของท่านประธานเหมาและผู้นำคนอื่นๆ ผนังด้านขวามีโต๊ะน้ำชาไม้ไผ่และเก้าอี้ไม้ไผ่อีกไม่กี่ตัว นอกจากนี้ที่มุมห้องยังมีเก้าอี้สตูลตัวเล็กวางอยู่อีก 2-3 ตัว
ถึงแม้สภาพความเป็นอยู่จะดูขัดสน แต่พื้นบ้านกลับสะอาดสะอ้านมาก
หวงไคหลินแก้ถุงผ้าที่เอวออกไปแขวนไว้ที่ผนัง พลางเอ่ยถามลูกสาวว่า “มื้อเที่ยงยังมีข้าวเหลือไหม”
“มีค่ะพ่อ หนูเก็บไว้ให้พ่ออยู่ในหม้อ พ่อนั่งดื่มน้ำพักผ่อนก่อนนะคะ เดี๋ยวหนูไปยกออกมาให้”
“ได้เลย”
หวงจือชิวหมุนตัวจะไปที่ห้องครัว พอเหลือบเห็นอวิ๋นโม่ที่อยู่ข้างๆ ก็รีบถามว่า “เสี่ยวโม่ ลูกกินข้าวมาหรือยัง ในบ้านมีเส้นหมี่นะ ให้แม่ต้มบะหมี่ใส่ไข่ให้สักชามดีไหม จะได้รองท้องก่อน”
อวิ๋นโม่รีบส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ หนูทานจากในตำบลมาแล้วค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หวงจือชิวถึงวางใจแล้วเดินเข้าครัวไป
“เสี่ยวโม่ นั่งลงสิ อย่ามัวแต่ยืนเลย มา ดื่มน้ำแก้กระหายหน่อย”
หวงไคหลินเรียกเธอพลางเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยม ยกกาน้ำชาขึ้นมารินน้ำใส่ชามยื่นให้เธอ
“ขอบคุณค่ะคุณตา”
จริงๆ แล้วอวิ๋นโม่ไม่ได้หิวน้ำ เพราะเธอเตรียมน้ำจากมิติวิเศษติดตัวมาด้วยและดื่มมาตลอดทาง
แต่ความหวังดีของผู้เฒ่าเธอก็ปฏิเสธไม่ได้
เมื่อเห็นเธอชามน้ำจนหมด หวงไคหลินก็ถามด้วยรอยยิ้มว่า “พอไหม ถ้าไม่พอตาจะรินให้ใหม่”
“พอแล้วค่ะคุณตา คุณตาเองก็ดื่มน้ำบ้างนะคะ อากาศร้อนแบบนี้ คุณตาหาบของเดินป่ามาไกลขนาดนี้คงจะเหนื่อยมาก”
อวิ๋นโม่หยิบชามที่สะอาดมาใบหนึ่ง ถือกาน้ำชาแล้วอาศัยจังหวะที่รินน้ำแอบเติมน้ำมิติวิเศษลงไปในชามไม่น้อยเลย
“ไม่เหนื่อยหรอก พวกเราคนบ้านนอกทำไร่ไถนามาทั้งชีวิต เดินแค่ไม่เท่าไหร่ไม่ถือเป็นเรื่องใหญ่”
หวงไคหลินรับน้ำที่อวิ๋นโม่รินให้มาดื่ม รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏรอยเหี่ยวย่นตามวัย เขาเงยหน้าดื่มรวดเดียวจนหมดชาม
น้ำที่หลานสาวรินให้เนี่ยมันหวานจริงๆ นะ ดื่มแล้วรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที ต่อให้ต้องเดินไปกลับจากตำบลอีกรอบก็ยังไหว!
หวงไคหลินเม้มปากพลางคิดในใจอย่างมีความสุข
หวงจือชิวยกกับข้าวที่อุ่นร้อนแล้วมาวางบนโต๊ะ “พ่อคะ พ่อทานไปก่อนนะ เดี๋ยวหนูไปทำแกงจืดฟักมาให้เพิ่ม”
“ไม่ต้องยุ่งยากหรอก พ่อดื่มน้ำก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินแบบนั้น หวงจือชิวก็ไม่พูดอะไรต่อ แล้วนั่งลงข้างๆ อวิ๋นโม่
พอสบเข้ากับแววตาที่เป็นห่วงและอ่อนโยนของหวงจือชิว อวิ๋นโม่ก็นึกถึงขนมและลูกอมที่ซื้อมาได้ เธอจึงรีบหยิบของในกระเป๋าออกมาทั้งหมด
“เดินทางไม่ค่อยสะดวก หนูเลยซื้อของกินติดไม้ติดมือมานิดหน่อย หวังว่าทุกคนจะไม่รังเกียจนะคะ”
“พูดอะไรอย่างนั้นเสี่ยวโม่ ลูกมาหาพวกเราได้ พวกเราก็ดีใจจะแย่แล้ว”
“ใช่แล้ว ในบ้านไม่ได้ขาดแคลนอะไร วันหลังลูกอย่าเสียเงินซื้อของพวกนี้เลยนะ”
อวิ๋นโม่รีบอธิบาย “ของไม่กี่อย่างเองค่ะ ไม่ได้แพงอะไรเลย”
ค่าครองชีพที่เมืองอันต่ำกว่าเมืองเจียงมาก ลูกอมกระต่ายขาว 2 จิน ลูกอมรสผลไม้ 2 จิน รวมกับพวกขนมต่างๆ ทั้งหมดนี้ใช้เงินไปแค่ 20 กว่าหยวนเท่านั้น
“จือชิว พ่อของลูกกลับมาแล้วใช่ไหม”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกันอยู่ ในห้องทางซ้ายมือของห้องโถงก็มีเสียงถามแว่วออกมา
ฟังดูเป็นเสียงของหญิงชราที่ดูไม่มีเรี่ยวแรง เหมือนคนกำลังป่วยหนัก
“แม่คะ พ่อกลับมาแล้วค่ะ กำลังทานข้าวอยู่”
พอได้ยินคำตอบของหวงจือชิว อวิ๋นโม่ก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่อยู่ในห้องคือคุณยายของเธอ เธอลังเลว่าจะเข้าไปเยี่ยมดีไหม แต่แล้วมือก็ถูกหวงจือชิวที่นั่งข้างๆ กุมไว้
“เสี่ยวโม่ แม่จะพาไปหาคุณยายนะ”
“ค่ะ”
เมื่อประตูห้องถูกเปิดออก กลิ่นยาสมุนไพรจีนที่เข้มข้นพร้อมกับกลิ่นเหม็นอับจางๆ ก็พุ่งเข้ามากระทบจมูก
อวิ๋นโม่เผลอกลั้นหายใจแล้วค่อยๆ เดินตามหวงจือชิวเข้าไปในห้อง
ในห้องมืดมาก มองเห็นเพียงลางๆ ว่าบนเตียงไม้ที่มีมุ้งเก่าๆ มีหญิงชราร่างกายซูบผอมนอนอยู่
พอผ้าม่านหน้าต่างถูกเปิดขึ้น ห้องเล็กๆ ก็สว่างขึ้นมาทันที อวิ๋นโม่จึงมองเห็นคนบนเตียงได้ชัดเจน
อาจเป็นเพราะอาการป่วย ใบหน้าของอีกฝ่ายจึงผอมจนโหนกแก้มตอบ ผิวพรรณดูซีดเทา เธอพยายามลืมตาที่ฝ้าฟางจ้องมองมาที่อวิ๋นโม่ไม่วางตา
“จือชิวเอ๋ย นี่ลูกสาวบ้านไหนกัน หน้าตาสวยเชียว”
หวงจือชิวเข้าไปประคองหยางซิ่งฮวาให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วหยิบหมอนมาวางรองข้างหลังเพื่อให้ท่านนั่งสบายขึ้น
“แม่คะ ลองดูดีๆ สิว่าเด็กคนนี้หน้าเหมือนใคร”
หยางซิ่งฮวาหรี่ตามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจ “เฮ้อ แก่แล้ว สายตาไม่ค่อยดี มองไม่ออกหรอก”
หวงจือชิวหันมาโบกมือเรียกอวิ๋นโม่ “เสี่ยวโม่ มานี่สิลูก”
อวิ๋นโม่เดินเข้าไปใกล้เตียงไม้ เมื่อสบกับสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของคนชรา เธอก็ขานเรียกออกไปอย่างชัดเจนว่า “คุณยายคะ”
หยางซิ่งฮวาตกใจกับคำเรียกของคุณยายจนนิ่งค้างไป สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“จือชิว เด็กคนนี้... เมื่อกี้เขาเรียกแม่ว่าอะไรนะ”
หวงจือชิวอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา แต่น้ำตากลับคลอเบ้า “แม่คะ นี่คือเสี่ยวโม่ค่ะ เป็นหลานสาวแท้ๆ ของแม่ เธอตั้งใจเดินทางมาจากปักกิ่งเพื่อตามหาพวกเรา เพิ่งจะมาถึงวันนี้เองค่ะ”
สิ้นคำอธิบายของหวงจือชิว สีหน้าของหยางซิ่งฮวาก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา น้ำตาใสๆ รินไหลออกมาจากดวงตาที่ซูบโผน
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยื่นมือมาหา อวิ๋นโม่ก็ยื่นมือไปกุมไว้โดยสัญชาตญาณ
สัมผัสนี้ทำให้เธอตกใจมาก มือของคนชราผอมเหลือเกิน เหมือนมีเพียงผิวหนังหุ้มกระดูกเอาไว้ แถมยังเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง
ทั้งที่ตอนนี้เป็นฤดูร้อน และอุณหภูมิข้างนอกสูงถึง 30 องศา
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าร่างกายของคุณยายอ่อนแอมากเพียงใด
[จบบท]