บทที่ 30: วันคืนที่งดงามของชีวิต
อวิ๋นโม่ไม่รู้เลยว่าหวงเจี้ยนกั๋วและเผิงฟางสองสามีภรรยาตั้งใจเดินทางมาเพื่อหาเธอโดยเฉพาะ ในตอนแรกเธอเข้าใจว่าทั้งสองคนเพียงแค่เดินทางมาเยี่ยมเยียนดูอาการของหยางซิ่งฮวาผู้เป็นยายเท่านั้น กระทั่งหลิวจือฉวยจังหวะดึงตัวเธอหลบออกไปพูดคุยกันในมุมลับตาคน ป้าสะใภ้ใหญ่เล่าเรื่องที่หวงเจี้ยนจวินเผลอหลุดปากพูดเรื่องเงินออกไปให้ฟัง เมื่อนำเรื่องราวทั้งหมดนี้มาประกอบเข้ากับท่าทีของสองสามีภรรยาที่ดูผิดแปลกไปจากปกติ อวิ๋นโม่ก็กระจ่างแจ้งแก่ใจถึงจุดประสงค์แท้จริงของคนทั้งคู่อย่างทะลุปรุโปร่ง
หลิวจือมีสีหน้าละอายใจขณะเอ่ยปากขอโทษหลานสาว
“โม่โม่ ป้าขอโทษจริงๆ นะ ลุงของหลานเป็นคนดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือเป็นคนซื่อเกินไป ป้าด่าเขาไปตั้งหลายหน เขาก็ไม่เคยจำใส่ใจเลยสักนิด หนี้สินของที่บ้านในครั้งนี้ ไหนจะค่ารักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของยายหลานอีก ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะได้หลานคอยช่วยเหลือเอาไว้แท้ๆ แต่ลุงของหลานกลับเอาเรื่องไปพูดจนสร้างความวุ่นวายให้หลานอีกจนได้ ป้าละอายใจจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว”
อวิ๋นโม่ระบายยิ้มบางเบาเพื่อให้อีกฝ่ายคลายความกังวลใจ
“ไม่เป็นไรค่ะป้าสะใภ้ใหญ่ คุณลุงไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้นหรอกค่ะ”
หลิวจือมีนิสัยซื่อตรงและจริงใจไม่ต่างจากหวงเจี้ยนจวินผู้เป็นสามี ยิ่งอวิ๋นโม่แสดงท่าทีไม่ถือสาหาความเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจเตือนสติหลานสาวจากใจจริง
“โม่โม่ เงินทองที่อยู่ในมือหลานตอนนี้ หลานต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดีนะ อย่าไปหูเบาเชื่อคำพูดของคนอื่นง่ายๆ แล้วก็อย่าให้ใครหยิบยืมเงินไปเด็ดขาด ตอนให้คนอื่นยืมมันง่ายนักล่ะ แต่พอถึงเวลาจะทวงคืนมันยากลำบากแสนเข็ญเลยนะ”
“ขอบคุณป้าสะใภ้ใหญ่ที่คอยเตือนสติค่ะ หนูเข้าใจแล้วค่ะ”
หลิวจือสังเกตเห็นท่าทีของอวิ๋นโม่ดูคล้ายกับไม่ได้เก็บคำเตือนของเธอไปใส่ใจเท่าไหร่นัก เธอตั้งใจจะพูดอธิบายเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ทว่าเผิงฟางก็โผล่พรวดพราดมาจากมุมไหนก็ไม่อาจทราบได้
“แหม สองคนนี้แอบมาหลบมุมนินทาใครอยู่ตรงนี้กัน”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้ำเสียงกระแนะกระแหนของเผิงฟาง หลิวจือก็ชักสีหน้าบึ้งตึง ความรู้สึกดีๆ หายวับไปทันตาเห็น
ย้อนกลับไปตอนที่ครอบครัวเกิดปัญหาใหญ่โต ครอบครัวของลูกชายคนที่สองนอกจากจะไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแล้ว พวกเขายังเอาเรื่องในบ้านไปนินทาว่าร้ายให้คนในหมู่บ้านฟัง หลิวจือบังเอิญไปได้ยินเรื่องนี้เข้าพอดี นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา สะใภ้ทั้งสองคนก็บาดหมางจนถึงขั้นแตกหักกันอย่างเป็นทางการ เวลาเดินสวนกันในหมู่บ้านยังต้องถ่มน้ำลายใส่กันด้วยความเกลียดชัง
เผิงฟางเห็นหลิวจือทำเป็นหูทวนลมไม่ยอมพูดจาด้วย เธอจึงหันไปฉีกยิ้มประจบประแจงอวิ๋นโม่แทน
“โม่โม่ ช่วงหลายวันนี้หลานกับแม่คงจะเหน็ดเหนื่อยกันน่าดูเลยสินะ ป้าเห็นหลานผอมลงไปตั้งเยอะเลยเชียว”
อวิ๋นโม่ได้ยินดังนั้นจึงแสร้งทำทีเป็นโอดครวญไปตามน้ำ
“เหนื่อยมากจริงๆ ค่ะ คุณยายลุกเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวกเลย ไม่ว่าจะกินข้าว ดื่มน้ำ หรือขับถ่ายก็ต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา จะปล่อยให้คลาดสายตาไปไม่ได้เลยล่ะค่ะ เฮ้อ ถ้ามีใครสักคนมาช่วยสลับเวรเฝ้าไข้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย ฉันกับแม่จะได้มีเวลาพักผ่อนกันอย่างเต็มที่สักวันสองวัน”
เผิงฟางรีบตบหน้าอกรับปากอย่างแข็งขัน
“โม่โม่ ตอนแรกป้าไม่รู้เรื่องนี้ก็แล้วไปเถอะ แต่ในเมื่อตอนนี้ป้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ป้าในฐานะลูกสะใภ้ก็ต้องทำหน้าที่ดูแลแม่สามีอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ คืนนี้ป้าจะอยู่เฝ้าไข้คุณยายให้เอง หลานกับแม่จะได้กลับไปนอนหลับพักผ่อนให้สบายใจเลย”
อวิ๋นโม่รอคอยประโยคนี้อยู่นานแล้ว เธอจึงรีบพยักหน้ารับพร้อมกับส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้นคงต้องรบกวนป้าสะใภ้รองแล้วนะคะ”
“มีอะไรให้ต้องรบกวนกัน คนกันเองทั้งนั้น ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องเกรงใจหรอก”
อวิ๋นโม่เพียงแค่ยิ้มรับแต่ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
ช่วงบ่ายก่อนจะเดินทางกลับออกจากห้องพักผู้ป่วย อวิ๋นโม่จับมือหยางซิ่งฮวาเอาไว้แน่น เธอจงใจพูดด้วยระดับเสียงที่ดังพอจะให้ทุกคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน
“คุณยายคะ คืนนี้ป้าสะใภ้รองจะอยู่เฝ้าไข้คุณยายนะคะ หนูรบกวนคุณยายดูแลตัวเองดีๆ ด้วย ถ้าคุณยายรู้สึกไม่สบายตัวตรงไหน หรือมีเรื่องอะไรไม่ถูกใจ พรุ่งนี้เช้าคุณยายรีบบอกหนูได้เลยนะคะ หนูจะจัดการทวงความยุติธรรมให้คุณยายเองค่ะ”
สีหน้าของหยางซิ่งฮวาดูสดใสขึ้นมาก เธอจ้องมองหลานสาวฝั่งแม่ด้วยแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“โม่โม่ หลานไม่ต้องเป็นห่วงยายหรอกนะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ดูสิ ขอบตาของหลานดำคล้ำไปหมดแล้ว”
อวิ๋นโม่ส่งยิ้มหวานออดอ้อน
“คุณยายคะ หนูจะเชื่อฟังคุณยายแค่คนเดียวเท่านั้นค่ะ คุณยายสั่งอะไรมาหนูก็จะทำตามนั้นทุกอย่างเลยค่ะ”
คำพูดข่มขู่ทางอ้อมของอวิ๋นโม่ส่งผลให้เผิงฟางไม่กล้าอู้งานตอนที่ต้องอยู่เฝ้าไข้หยางซิ่งฮวาในคืนนั้น เธอต้องคอยปรนนิบัติพัดวีอย่างสุดความสามารถเพราะกลัวว่าหากดูแลไม่ดีแล้วจะทำให้หยางซิ่งฮวารู้สึกขัดใจ แล้วสุดท้ายเธอเองนั่นแหละที่จะหมดโอกาสกอบโกยผลประโยชน์จากอวิ๋นโม่
เผิงฟางต้องคอยเช็ดหน้าเช็ดตัว คอยยกกระโถนให้แม่สามีขับถ่ายตลอดทั้งคืน กว่าจะผ่านพ้นคืนนั้นไปได้ก็ทำเอาเผิงฟางปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ศีรษะของเธอก็ปวดตุบราวกับถูกใครเอาไม้มาตีจนเกิดเสียงวิ้งวับอยู่ในหัว
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่ออวิ๋นโม่และหวงจือชิวเดินทางมาเปลี่ยนเวร เผิงฟางก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เธอหลงคิดไปเองว่าฝันร้ายในครั้งนี้ได้จบลงแล้ว ทว่าเธอหารู้ไม่ว่าทุกสิ่งเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
หยางซิ่งฮวาคงจะรู้สึกขัดเคืองใจกับความแล้งน้ำใจของครอบครัวลูกชายคนที่สองก่อนหน้านี้ หญิงชราจึงตั้งใจจะดัดนิสัยลูกสะใภ้อย่างเผิงฟางเสียหน่อย พอตกกลางคืนหยางซิ่งฮวาก็ออกปากเจาะจงให้เผิงฟางมาอยู่เฝ้าไข้เธออีกครั้ง
เผิงฟางยังไม่ทันจะได้อ้าปากหาข้ออ้างเพื่อปฏิเสธ อวิ๋นโม่ก็ชิงพูดจายกยอปอปั้นเพื่อปิดปากเธอเสียก่อน
“ป้าสะใภ้รองเก่งจริงๆ เลยนะคะ ดูแลคุณยายได้ดีมากจนคุณยายไม่อยากให้ใครมาสลับเวรแล้ว ป้าสะใภ้รองคะ คืนนี้หนูคงต้องรบกวนป้าสะใภ้รองให้เหนื่อยอีกสักคืนนะคะ”
แม้ในใจของเผิงฟางจะต่อต้านและไม่อยากทำสักแค่ไหน แต่เธอก็จำใจต้องปั้นหน้ายิ้มแล้วตอบตกลงรับคำไปอย่างเสียไม่ได้
เมื่อได้เผิงฟางมาช่วยแบ่งเบาภาระ อวิ๋นโม่และหวงจือชิวก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก สองแม่ลูกถึงขั้นมีเวลาว่างปลีกตัวออกไปเดินเล่นซื้อของกันได้อย่างสบายใจ
อวิ๋นโม่เดินทางไปหาเถ้าแก่จางเป็นอันดับแรกเพื่อรับเงินส่วนที่เหลือมาจนครบจำนวน จากนั้นเธอก็จัดการซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่และรองเท้าผ้าใบคู่ใหม่ให้ตา ยาย และแม่แท้ๆ ของเธอคนละสองชุด ส่วนครอบครัวของหวงเจี้ยนจวินนั้น เธอซื้อผ้าฝ้ายความยาวห้าเมตรเตรียมไว้ให้เป็นของฝาก
สำหรับเผิงฟาง อวิ๋นโม่เลือกซื้อเสื้อเชิ้ตราคาถูกมาหนึ่งตัวเพื่อใช้เป็นของรางวัลปลอบใจ ถือเสียว่าเป็นค่าจ้างสำหรับการมาช่วยเฝ้าไข้ในช่วงหลายวันนี้ก็แล้วกัน
ทันทีที่อวิ๋นโม่หิ้วข้าวของพะรุงพะรังกลับมาถึงบ้านพักชั่วคราวที่เช่าเอาไว้ หวงจือชิวก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
อาการของหยางซิ่งฮวายังไม่ดีขึ้นจนถึงขั้นออกจากโรงพยาบาลได้ในเร็ววันนี้ การทนเช่าห้องพักในโรงแรมต่อไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก นอกจากราคาจะแพงหูฉี่แล้วยังไม่สะดวกสบายอีกด้วย อวิ๋นโม่จึงตัดสินใจเช่าบ้านพักขนาดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นที่อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลมากนัก บ้านเช่าหลังนี้มีทั้งห้องครัวและห้องน้ำในตัว ไม่ว่าจะทำกับข้าวหรืออาบน้ำก็สะดวกสบายไปเสียทุกอย่าง ค่าเช่ารายเดือนตกอยู่ที่สามสิบหยวน ไม่ว่าจะลองคิดคำนวณอย่างไรก็คุ้มค่ากว่าการไปเช่าโรงแรมอยู่เป็นไหนๆ
หวงจือชิวรีบเดินเข้ามาช่วยลูกสาวถือของ
“โม่โม่ ทำไมลูกถึงซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ”
อวิ๋นโม่โยนข้าวของทั้งหมดลงบนเตียงนอน ก่อนจะรื้อหาเสื้อผ้าและรองเท้าคู่ใหม่ที่ตั้งใจซื้อมาให้หวงจือชิว
“แม่คะ นี่คือกระโปรงกับรองเท้าแตะที่หนูตั้งใจซื้อมาให้แม่ค่ะ แม่ลองสวมดูสิคะว่าใส่ได้พอดีไหม ถ้าใส่ไม่ได้พวกเราจะได้เอาไปเปลี่ยนที่ร้านค่ะ”
อวิ๋นโม่คำนึงถึงสภาพความเป็นอยู่ของหวงจือชิวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในชนบท เธอจึงไม่ได้เลือกซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าใยสังเคราะห์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้ แต่เธอเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บจากผ้าลินินซึ่งสวมใส่สบาย ระบายอากาศได้ดี และทนทานต่อการใช้งาน รองเท้าแตะที่ซื้อมาก็เป็นแบบตาข่ายพลาสติก นอกจากจะมีดีไซน์สวยงามแล้วยังกันน้ำได้อีกด้วย
“โม่โม่ วันหลังลูกห้ามใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้อีกแล้วนะ ที่บ้านเรายังมีของพวกนี้อยู่อีกตั้งเยอะ แม่ไม่ได้ขัดสนเสื้อผ้าหรือของใช้พวกนี้หรอกนะ”
แม้ปากจะเอ่ยตำหนิลูกสาว ทว่าเมื่อหวงจือชิวได้เห็นเสื้อผ้าและรองเท้าชุดใหม่เอี่ยมอ่อง ความรู้สึกซาบซึ้งและตื้นตันใจก็เอ่อล้นอยู่เต็มอกจนแทบจะเก็บซ่อนเอาไว้ไม่ไหว
อวิ๋นโม่สวมกอดผู้เป็นแม่ด้วยความรัก
“แม่คะ ผู้หญิงเราก็ต้องแต่งตัวสวยๆ เพื่อตัวเองสิคะ หนูอยากเห็นแม่ใช้ชีวิตอย่างงดงามและมีความสุขในทุกๆ วันเลยค่ะ”
หวงจือชิวค้อนขวับด้วยความเขินอาย
“แม่เป็นแค่ชาวนาบ้านนอกคอกนา จะแต่งตัวสวยไปอวดใครเขาได้ล่ะ”
“ก็แต่งให้หนูดูไงคะ แล้วก็แต่งให้คุณตาคุณยายดูด้วย แม่เป็นแม่ของหนู และแม่ก็เป็นแก้วตาดวงใจของคุณตาคุณยายนะคะ ถ้าพวกท่านเห็นว่าแม่มีความสุข พวกท่านก็จะได้หมดห่วงยังไงล่ะคะ”
ถ้อยคำอันแสนอบอุ่นและจริงใจของลูกสาวส่งผลให้หัวใจของคนเป็นแม่อ่อนยวบ ไม่มีผู้หญิงคนไหนบนโลกใบนี้ที่จะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้รับฟังคำพูดเหล่านี้
หวงจือชิวจ้องมองใบหน้าของลูกสาว ขอบตาของเธอเริ่มแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
“โม่โม่ ลูกเป็นเด็กดีและรู้ความมากจริงๆ แม่ทั้งดีใจและรู้สึกผิดต่อลูกเหลือเกิน ทุกอย่างเป็นเพราะความสะเพร่าของแม่เองที่ทำให้ลูกกับหวงเหยาต้องสลับตัวกันในตอนนั้น”
อวิ๋นโม่รีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นแม่
“แม่คะ เรื่องนี้จะโทษแม่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษโชคชะตาที่เล่นตลกกับพวกเรา โทษสวรรค์ที่ไม่ยุติธรรม แต่ในเมื่อสวรรค์รู้ตัวว่าทำผิดพลาดและยอมแก้ไขให้หนูกับหวงเหยาได้กลับคืนสู่ที่เดิมอย่างทันท่วงที พวกเราก็อภัยให้สวรรค์สักครั้งก็แล้วกันนะคะ”
คำพูดติดตลกของอวิ๋นโม่ทำเอาหวงจือชิวถึงกับหัวเราะร่าออกมาทั้งน้ำตา ความโศกเศร้าเสียใจที่อัดอั้นอยู่ในอกมลายหายไปจนสิ้น
เมื่อถึงเวลาที่หวงเจี้ยนจวินจะต้องเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน อวิ๋นโม่ก็จัดการฝากข้าวของทั้งหมดที่ซื้อมาไปกับเขาเพื่อนำกลับไปแจกจ่ายให้คนอื่นๆ ในครอบครัว ส่วนตัวเธอเองหิ้วเสื้อเชิ้ตที่ตั้งใจซื้อให้เผิงฟางเดินตรงไปยังห้องพักผู้ป่วย
อวิ๋นโม่ยื่นถุงใส่เสื้อเชิ้ตให้ป้าสะใภ้รอง
“ป้าสะใภ้รองคะ ช่วงหลายวันนี้ป้าเหนื่อยมามากแล้ว นี่เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากหนูนะคะ หวังว่าป้าสะใภ้รองจะไม่รังเกียจนะคะ”
เผิงฟางหลงคิดไปเองว่าอวิ๋นโม่ตั้งใจซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เธอเพียงคนเดียว หญิงวัยกลางคนจึงฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจจนหุบปากไม่ลง เธอรีบคว้าถุงเสื้อผ้าแล้ววิ่งตรงไปยังห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนชุดใหม่
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อย เผิงฟางก็เดินกลับมาอวดโฉมให้แม่สามีดู
“แม่คะ ฉันใส่เสื้อตัวนี้แล้วดูดีไหมคะ”
หยางซิ่งฮวาปรายตามองลูกสะใภ้เล็กน้อย
“ดูดีสิ สีสันกับลวดลายของเสื้อตัวนี้ช่างเหมาะกับเธอเสียจริง คงจะมีแต่ในตัวเมืองเท่านั้นแหละถึงจะหาซื้อเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าและดีไซน์สวยงามแบบนี้ได้”
แม้ภายในใจของหยางซิ่งฮวาจะรู้สึกว่าเสื้อตัวนี้ดูธรรมดามาก ทว่าเธอก็ยอมฝืนใจเอ่ยปากชมลูกสะใภ้ออกไปสองสามประโยคเพื่อรักษามารยาท
[จบบท]