บทที่ 41: เช่าบ้านสี่ประสานเตรียมแยกครอบครัว
อวิ๋นโม่โต้กลับเสร็จก็หมุนตัวเดินจากไป เธอไม่ปล่อยโอกาสให้แม่ตระกูลหลี่ได้โต้ตอบกลับมาเลยสักนิด
เวลาต่อมาพอแม่ตระกูลหลี่ได้สติกลับคืนมาและคิดจะวิ่งตามออกไป หลี่ลี่ซึ่งเพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวก็ส่งเสียงเรียกเอาไว้เสียก่อน
"แม่คะ ฉันทำคนเดียวไม่ทันหรอกค่ะ แม่มาช่วยฉันล้างผักหน่อยสิคะ"
"โอ๊ย รอก่อนเถอะน่า เวลายังเหลืออีกตั้งเยอะแยะ จะรีบร้อนไปทำไมกัน"
การเสียเวลาพูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยคนี้ ทำให้ตอนที่แม่ตระกูลหลี่วิ่งตามออกไปอีกครั้ง อวิ๋นโม่ก็เดินจากไปไกลจนสุดสายตาแล้ว
แม่ตระกูลหลี่โกรธจนได้แต่เบิกตาโพลง
บริเวณปากซอยมีต้นฮวายแก่ลำต้นคดงออยู่หนึ่งต้น ใต้ต้นฮวายแก่นั้นมีการก่ออิฐทำเป็นแปลงดอกไม้เอาไว้ ตามปกติแล้วทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กเล็กในละแวกถนนสายเก่าแห่งนี้ล้วนชื่นชอบการมานั่งเล่นรับลมเย็นใต้ต้นไม้ต้นนี้กันทั้งสิ้น
พอเห็นอวิ๋นโม่เดินออกมาจากในซอย หลิงชุนฮวาซึ่งกำลังนั่งดูแลหลิงเจียเล่ออยู่ใต้ต้นฮวายแก่ลำต้นคดงอก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยความดีใจ
"คุณอาคะ"
"อืม ชุนฮวา"
พอได้เห็นหน้าหลิงชุนฮวา ใบหน้าที่ตึงเครียดของอวิ๋นโม่ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย
ในบรรดาคนตระกูลหลิงทั้งหมด คนเพียงคนเดียวที่ทำให้เธอรู้สึกชื่นชอบและเอ็นดูได้ก็มีเพียงหลิงชุนฮวาคนนี้เท่านั้น
"คุณอาคะ ห่านตัวใหญ่สองตัวนี้ของคุณอาสวยจังเลยค่ะ"
"ใช่ไหมล่ะ"
อวิ๋นโม่เห็นหลิงชุนฮวาจ้องมองห่านตัวใหญ่สองตัวในกรงไม้ไผ่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงยิ้มแย้มพร้อมกับแนะนำให้รู้จัก
"ตัวที่หัวใหญ่ๆ ตัวนี้ชื่อว่าต้าไป๋ ส่วนอีกตัวชื่อว่าเอ้อร์ไป๋ค่ะ"
หลิงชุนฮวาเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
"เอ๊ะ พวกมันมีชื่อด้วยเหรอคะ"
"มีสิคะ"
"คุณอาคะ คุณอากำลังจะออกไปข้างนอกเหรอคะ"
การเดินทางไปเมืองอันของเธอในรอบนี้ ใช้เวลาเดินทางไปกลับนานกว่าครึ่งเดือน เมื่อคืนเพิ่งจะกลับมาถึง วันนี้ก็ต้องออกเดินทางอีกแล้ว หลังจากนี้เวลาที่จะได้พบหน้าหลานสาวตัวน้อยก็คงจะมีไม่มากนัก อวิ๋นโม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาเล็กน้อย
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวออกมาจากมิติวิเศษกำมือหนึ่ง
"นี่ค่ะ เอาไว้กินนะ เก็บเอาไว้ให้ดีล่ะ วันหนึ่งกินได้แค่เม็ดเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นฟันจะผุเอานะคะ"
หลิงชุนฮวาหันกลับไปมองหลิงเจียเล่อซึ่งกำลังเล่นสนุกอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆ อย่างร่าเริง ก่อนจะรับลูกอมมาด้วยความดีใจและยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกง
"ขอบคุณค่ะคุณอา"
"เด็กดี ไปเล่นเถอะค่ะ เดี๋ยวก็รีบกลับบ้านเร็วๆ หน่อยนะ"
"ค่ะ ฉันทราบแล้วค่ะ"
อวิ๋นโม่เรียกแท็กซี่คันหนึ่ง หลังจากขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว เธอเผลอหันไปมองทางต้นฮวายแก่โดยไม่ได้ตั้งใจ ก็พบว่าหลิงชุนฮวาซึ่งอยู่ใต้ต้นไม้กำลังจ้องมองมาทางเธอตาไม่กะพริบ
อวิ๋นโม่โบกมือให้เด็กหญิงผ่านทางหน้าต่างรถ จากนั้นจึงบอกให้คนขับรถออกเดินทาง
เนื่องจากยังคิดหาที่ไปดีๆ ไม่ออก อวิ๋นโม่จึงตัดสินใจให้คนขับรถไปส่งเธอที่หน้าทางเข้าโรงแรมแห่งหนึ่ง
อวิ๋นโม่เปิดห้องพักหนึ่งห้อง จัดการดูแลต้าไป๋และเอ้อร์ไป๋จนเรียบร้อย จากนั้นก็ออกไปเดินหาบ้าน
ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ จะมีก็เพียงกลุ่มคนที่เรียกว่าแมลงบ้านซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับนายหน้า พวกเขาอาศัยการกินส่วนต่างของราคาจากทั้งฝ่ายผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อหาเงิน
ตัวเลือกแรกของอวิ๋นโม่ย่อมเป็นการซื้อบ้าน ส่วนตัวเลือกรองลงมาก็คือการเช่าบ้าน
ปัจจุบันเธอยังไม่ค่อยรู้เรื่องราคาบ้านในแต่ละเขตของเมืองเจียงมากนัก เพราะกลัวว่าจะถูกหลอกเอาได้ เธอจึงวางแผนที่จะเช่าบ้านเอาไว้เป็นที่พักพิงชั่วคราวไปก่อน
ด้วยคำแนะนำของแมลงบ้าน ไม่นานนักอวิ๋นโม่ก็สามารถเช่าบ้านสี่ประสานเก่าแก่ที่มีสระน้ำแห่งหนึ่งได้สำเร็จ
ตัวบ้านถือว่าดูดีไม่เลวเลยทีเดียว ลานบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ตรงกลางมีห้องโถงใหญ่สามห้อง ทางซ้ายและขวามีห้องปีกข้างฝั่งละสองห้อง ระหว่างห้องโถงใหญ่และห้องปีกข้างมีห้องขนาดเล็กกั้นอยู่ ส่วนด้านหน้ายังมีห้องพักสำหรับแขกเรียงรายกันอยู่อีกสี่ห้อง
เมื่อนำมารวมกันทั้งหมดแล้วก็มีห้องหับมากถึงสิบกว่าห้อง ต่อให้คนตระกูลหวงจะย้ายมาอยู่ที่นี่กันทั้งหมดก็ยังสามารถพักอาศัยอยู่ได้อย่างสบายๆ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือบ้านหลังนี้ถูกปล่อยทิ้งร้างเอาไว้เป็นเวลานานพอสมควร ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นผงหนาเตอะ ตามชายคาและมุมกำแพงก็มีหยากไย่ใยแมงมุมเกาะอยู่เต็มไปหมด สระน้ำเองก็ขาดการดูแลทำความสะอาดมานาน ทำให้น้ำกลายเป็นสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นเน่าลอยโชยออกมา
พื้นที่บ้านมีขนาดกว้างขวาง การทำความสะอาดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อาศัยเรี่ยวแรงของเธอเพียงคนเดียวย่อมไม่มีทางทำเสร็จอย่างแน่นอน
หลังจากจัดการเรื่องเช่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นโม่ก็ไปหาร้านอาหารเพื่อกินมื้อเที่ยง จากนั้นจึงกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม เธอเตรียมตัวว่าช่วงบ่ายจะไปหาคนงานที่ตลาดแรงงานมาช่วยทำความสะอาดบ้านสี่ประสานหลังนี้
ตัดภาพมาที่ฝั่งของตระกูลหลิง ทุกคนพากันกินมื้อเที่ยงจนเสร็จสิ้นไปหมดแล้ว หลี่จื้อเจี๋ยถึงเพิ่งจะเดินเหงื่อแตกพลั่กเข้ามาในบ้าน
พอเดินเข้ามาเขาก็ร้องโวยวายว่าหิวจะตายอยู่แล้ว แม่ตระกูลหลี่ซึ่งรู้สึกสงสารลูกชายจึงรีบยกหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงค่อนกะละมังที่จงใจเก็บเอาไว้พร้อมกับข้าวสวยออกมาให้
หลี่จื้อเจี๋ยกินอย่างตะกละตะกลามจนรอบปากเต็มไปด้วยคราบน้ำมัน หลิงชุนฮวาซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้พับใต้ชายคาได้แต่มองตามตาปริบๆ พร้อมกับแอบกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบ
รวมทั้งหมดแล้วหลี่ลี่ซื้อหมูสามชั้นมาแค่หนึ่งจินเท่านั้น พอทำเสร็จก็ใส่กะละมังได้แค่ครึ่งใบ ในฐานะหลานชาย หลิงเจียเล่อย่อมต้องได้กินเนื้อ แม่ตระกูลหลี่คีบเนื้อให้ตัวเองและหลี่ลี่คนละสองชิ้น ส่วนที่เหลือก็เก็บเอาไว้ให้หลี่จื้อเจี๋ยทั้งหมด หลิงชุนฮวาจึงไม่ได้กินเนื้อเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
หลี่จื้อเจี๋ยกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหมดภายในเวลาไม่กี่คำ เขาส่งเสียงบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจ
"ทำไมถึงเหลือเอาไว้ให้แค่นี้เองล่ะ ไม่ยอมเหลือไว้ให้เยอะกว่านี้หน่อย แบบนี้จะไปพอกินได้ยังไง"
พอได้ยินแบบนั้น หลี่ลี่ก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
"นายคิดว่าซื้อเนื้อไม่ต้องใช้เงินหรือไงฮะ"
หลี่จื้อเจี๋ยทำหน้าทะเล้นยิ้มแย้ม
"พี่สาว ถ้าไม่มีเงิน พี่ก็ไปขอจากพี่เขยสิ เขาออกไปหาเงินข้างนอกทุกวัน พี่อย่าทำตัวเหมือนแม่สิ ขี้เหนียวไม่ยอมใช้เงินเอาซะเลย"
"นายคิดว่าเงินมันหามาได้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นนายก็ลองหามาให้ฉันดูสักสองใบสิ"
แม่ตระกูลหลี่สงสารลูกชาย เห็นว่าเขายังไม่อิ่มจึงรีบเอ่ยปาก
"จื้อเจี๋ย ลูกรอก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะไปทอดไข่ให้ลูกอีกสักสองฟอง"
"สองฟองจะไปพอกินได้ยังไงล่ะ ทอดเพิ่มอีกหน่อยสิแม่"
"ตกลง เดี๋ยวแม่จะทอดให้สี่ฟองเลย"
พอหลี่ลี่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกไม่ยินยอม
ไข่ไก่ในบ้านล้วนมีจำนวนจำกัด ตัวเธอเองยังตัดใจกินไม่ลง ทุกวันจะต้มให้หลิงเจียเล่อกินแค่วันละหนึ่งฟองเท่านั้น พอน้องชายของตัวเองมาถึงบ้าน ก็กินทั้งเนื้อกินทั้งไข่ไก่ ทำเอาเธอรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงขั้วหัวใจ
"แม่คะ ไข่ไก่พวกนั้นต้องเก็บเอาไว้ให้เจียเล่อบำรุงร่างกายนะคะ ผักดองคราวก่อนยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย แม่เอามาหั่นแล้วคลุกน้ำมันให้จื้อเจี๋ยกินกับข้าวเถอะค่ะ"
"ผักดองมันจะมีสารอาหารอะไรล่ะ ลูกนี่ก็จริงๆ เลย จื้อเจี๋ยเป็นน้องชายแท้ๆ ของลูกนะ ไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย เขากินไข่ไก่ของลูกแค่ไม่กี่ฟองมันจะเป็นอะไรไป ดูทำตัวขี้งกเข้าสิ"
ตามปกติแล้วตัวเธอเองก็ยังไม่กล้ากินเนื้อหมูกับข้าวสวยเลยด้วยซ้ำ พอคนทางฝั่งบ้านเดิมมาหา เธอก็ต้อนรับขับสู้ด้วยเนื้อและข้าวปลาอาหารอย่างดี แต่อีกฝ่ายกลับมาหาว่าเธอขี้งกเสียได้
หลี่ลี่โกรธจัดจนรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกไปหมด
แม่ตระกูลหลี่เทน้ำมันค่อนถ้วยลงไปในกระทะโดยไม่กะพริบตา จากนั้นก็ตอกไข่ไก่ใส่ลงไปสี่ฟองรวด เสียงน้ำมันเดือดพล่านดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของไข่ดาวที่ลอยโชยออกไปทั่วบริเวณ
หลิงชุนฮวาซึ่งอยู่ใต้ชายคาสูดดมกลิ่นหอมที่ลอยออกมาจากในครัว เธอเอาแต่กลืนน้ำลายลงคอครั้งแล้วครั้งเล่า
พอฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจได้ เธอจึงหันหลังกลับไปและล้วงเอาลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวออกมาจากกระเป๋า แกะกระดาษห่อลูกอมออกแล้วเลียไปสองคำ จากนั้นก็รีบเอากระดาษห่อลูกอมเอาไว้ตามเดิม แล้วเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋า
คุณอาบอกเอาไว้ว่า วันหนึ่งกินได้แค่เม็ดเดียว เธอต้องประหยัดหน่อย กินเม็ดหนึ่งก็อยู่ได้ไปทั้งวันแล้ว
เมื่อได้ลิ้มรสกลิ่นหอมของนมที่หวานละมุนละไมในปาก หลิงชุนฮวาก็รู้สึกว่ากลิ่นหอมของหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงและไข่ดาวไม่ได้เย้ายวนใจมากขนาดนั้นอีกต่อไป
หลังจากกินไข่ดาวเข้าไปถึงสี่ฟอง หลี่จื้อเจี๋ยก็ใช้มือเช็ดปากด้วยความพึงพอใจ สายตาของเขาเอาแต่จ้องมองไปยังห้องพักของอวิ๋นโม่ไม่วางตา
มีหรือที่แม่ตระกูลหลี่จะมองความคิดของลูกชายไม่ออก เธอหันไปพูดกับหลี่ลี่ผู้เป็นลูกสาว
"อาลี่ ลูกพาเจียเล่อเข้าไปนอนในห้องเถอะ ถ้วยชามพวกนี้เดี๋ยวแม่ล้างเอง"
หลี่ลี่ก้มมองลูกชายในอ้อมแขนก่อนจะพยักหน้า เธออุ้มลูกชายลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง
หลังจากไล่หลี่ลี่ไปแล้ว แม่ตระกูลหลี่ก็ใช้ให้หลิงชุนฮวาซึ่งกำลังนั่งยองๆ นับมดอยู่ใต้ชายคาไปล้างจาน จากนั้นจึงดึงตัวลูกชายมาคุยกระซิบกระซาบกันอย่างเงียบเชียบ
"ได้ของมาหรือเปล่า"
"ได้มาแล้ว"
พูดจบ หลี่จื้อเจี๋ยก็ล้วงเอาธูปเส้นเล็กๆ ท่อนหนึ่งออกมาจากกระเป๋า หากดูจากสีและรูปร่างลักษณะแล้ว มันก็แทบจะไม่แตกต่างอะไรไปจากยากันยุงเลยสักนิด
[จบบท]