บทที่ 57: อวิ๋นเหยา พวกเรามาทำข้อตกลงกันเถอะ
เจิงฟางในตอนนี้มีสภาพจิตใจที่แตกต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิง เธอรู้สึกเพียงแค่ว่ามันเป็นเรื่องน่าขันและประหลาดนัก หากอีกฝ่ายมีความเป็นห่วงเป็นใยเธออย่างแท้จริง ทันทีที่ได้รับสายโทรศัพท์ก็ควรจะรีบร้อนออกจากบ้านมาหาเธอแล้ว ไม่ใช่ยังมีกะจิตกะใจมานั่งแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยงามอยู่แบบนี้
เจิงฟางดึงมือของตัวเองกลับมาอย่างเงียบเชียบ เธอมีสีหน้าเย็นชาขณะเอ่ยปากพูด “ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบดื่มอะไร ก็เลยสั่งชามาให้แก้วหนึ่ง”
อวิ๋นเหยาเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะมีแก้วชาเขียวที่เย็นชืดวางอยู่ เธอไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก
“เจิงฟาง เธอเรียกฉันมาพบกะทันหันแบบนี้ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“มีเรื่องนิดหน่อย”
เจิงฟางมองดูอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก “อวิ๋นเหยา พวกเรามาทำข้อตกลงกันเถอะ”
ก่อนที่จะเดินทางมาถึงที่นี่ อวิ๋นเหยาได้คาดเดาสถานการณ์เอาไว้หลายรูปแบบ บางทีเจิงฟางอาจจะขอร้องให้เธอช่วยเก็บความลับเรื่องนั้นเอาไว้ หรือบางทีอาจจะต้องการคำปลอบโยนจากเธอ ทว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่เธอคาดไม่ถึง นั่นคือการที่เจิงฟางพูดเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมาว่าต้องการทำข้อตกลงกับเธอ
ถึงอย่างนั้นเธอก็พอจะเดาได้ว่าข้อตกลงที่เจิงฟางพูดถึงคือเรื่องอะไร คงหนีไม่พ้นการใช้ผลประโยชน์มาติดสินบนเธอ
อวิ๋นเหยาพูดขึ้นด้วยความมั่นใจ “เจิงฟาง เธอวางใจได้เลย เรื่องของเธอฉันไม่ได้บอกใครทั้งนั้น และหลังจากนี้ก็จะไม่บอกใครด้วย”
“แล้วพ่อของเธอรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” เจิงฟางขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อวิ๋นเหยารีบอธิบาย “ตอนนั้นฉันร้อนใจมาก ฉันเป็นห่วงว่าเธอจะเป็นอันตราย แต่เธอสบายใจได้นะ มีแค่พ่อของฉันคนเดียวที่รู้เรื่องนี้”
“แล้วแม่ของเธอละ แม่ของเธอไม่รู้เรื่องนี้เลยหรือ เธอถึงขั้นเดินทางไปที่บ้านของฉันด้วยซ้ำ”
อวิ๋นเหยาเงียบไป
การถูกตอกหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้อวิ๋นเหยารู้สึกอับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก เธอไม่สามารถหาคำแก้ตัวใดมาโต้แย้งได้เลย
“อวิ๋นเหยา เธอควรจะรู้ดีนะว่าสำหรับลูกผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว ชื่อเสียงและความบริสุทธิ์มีความสำคัญมากแค่ไหน หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฉันคงไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ถึงเวลานั้นหากฉันเผลอพูดเรื่องที่ไม่สมควรพูดออกไป อวิ๋นเหยา ฉันเชื่อว่าเธอคงจะเข้าใจฉันใช่ไหม”
“เจิงฟาง ทำไมฉันถึงฟังคำพูดของเธอไม่เข้าใจเลย”
เจิงฟางไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เธอเล่าเรื่องที่อวิ๋นเหยาขโมยเงินจนเป็นเหตุให้งานแต่งงานของหวงอวี่ต้องล้มเลิก ทั้งยังเป็นต้นเหตุทางอ้อมที่ทำให้หยางซิ่งฮวาต้องหกล้มจนขาหักออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินว่าหยางซิ่งฮวาต้องขึ้นเขาไปขุดหาสมุนไพรเพื่อนำเงินมาใช้หนี้จนหกล้มขาหัก สีหน้าของอวิ๋นเหยาก็เปลี่ยนไป
เรื่องการขโมยเงินหากแพร่งพรายออกไป อุปนิสัยของเธอจะต้องถูกตั้งข้อสงสัยอย่างแน่นอน นั่นยังไม่เท่าไร เพราะการขโมยเงินย่อมมีเหตุผลเบื้องหลัง ทว่าหากบวกกับข้อหาที่เกือบทำให้ผู้อาวุโสต้องจบชีวิตลง นั่นหมายถึงความอกตัญญูอย่างรุนแรง ถึงเวลานั้นเธอจะต้องกลายเป็นคนเนรคุณที่ถูกผู้คนประณามหยามเหยียด อย่าว่าแต่เรื่องสัญญาการหมั้นหมายกับตระกูลซูเลย เกรงว่าเธอคงไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองเจียงได้อีกต่อไป
“เจิงฟาง เธอไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไร เป็นอวิ๋นโม่ที่เล่าให้เธอฟังใช่ไหม”
เจิงฟางหลุบตาลงต่ำ เธอไม่ได้ตอบคำถามของอวิ๋นเหยาโดยตรง “อวิ๋นเหยา หากฉันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข ฉันก็จะปิดปากเงียบเรื่องในอดีตของเธอเอาไว้อย่างแน่นอน”
อวิ๋นเหยาทั้งโกรธและร้อนรนใจ “เจิงฟาง เธออย่าไปเชื่ออวิ๋นโม่นะ เธอคนนั้นทนเห็นฉันได้ดีไม่ได้ เธออย่าปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกใช้สิ”
“จะถูกหลอกใช้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ตอนนี้ฉันมีเพียงคำขอเดียวเท่านั้น หากฉันมีทางรอด ฉันก็จะเหลือทางรอดเอาไว้ให้เธอ พวกเราทุกคนจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มิเช่นนั้น พวกเราก็พังพินาศไปด้วยกันเถอะ”
“แล้วถ้าหากเป็นคนอื่นที่เอาเรื่องนี้ไปพูดละ แบบนี้จะมาโทษว่าเป็นความผิดของฉันได้หรือ”
“เรื่องนั้นฉันไม่สนหรอกนะ ในเมื่อฉันไม่สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ ฉันก็ต้องหาใครสักคนมาตายเป็นเพื่อน อวิ๋นเหยา จะโทษก็ต้องโทษที่เธอโชคร้ายเอง ไม่สิ ต้องบอกว่าฉันโชคร้ายเองต่างหาก ฉันไม่ควรจะรู้จักกับเธอเลย และยิ่งไม่ควรไปสนิทสนมกับเธอด้วย”
“เจิงฟาง เธอไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย เรื่องนี้จะมาโทษฉันได้อย่างไร”
“ไม่ให้โทษเธอหรือ ไม่ใช่เธอหรอกหรือที่ลากฉันไปที่บ้านตระกูลหลิง ไม่ใช่เธอหรือที่พอสังเกตเห็นความผิดปกติก็ทิ้งฉันแล้ววิ่งหนีไปคนเดียว ไม่ใช่เธอหรือที่ยืนดูอยู่เฉยๆ โดยไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ อวิ๋นเหยา เรื่องราวมันดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันไม่อยากจะพูดอะไรให้มากความอีก ฉันขอยืนยันคำเดิม ตราบใดที่เรื่องนี้ไม่ถูกแพร่งพรายออกไป ฉันก็จะช่วยปิดบังเรื่องราวอันน่าอับอายของเธอเอาไว้ แต่ถ้าหากมีเรื่องหลุดออกไป ฉันไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเป็นคนปล่อยข่าวหรือไม่ ฉันจะมาคิดบัญชีกับเธอแค่คนเดียว”
“เจิงฟาง เธอทำให้ฉันผิดหวังมากจริงๆ การที่เธอไปคลุกคลีกับอวิ๋นโม่ ไม่ช้าก็เร็วเธอจะต้องเสียใจ”
ทิ้งคำพูดเอาไว้เพียงแค่นั้น อวิ๋นเหยาก็เดินจากไปด้วยความโกรธจัด
เมื่อมองดูประตูห้องส่วนตัวที่ถูกปิดลงอย่างแรง แผ่นหลังที่เหยียดตรงของเจิงฟางก็โค้งงอลงในพริบตา ร่างกายของเธอทรุดลงไปนั่งกองกับเก้าอี้ราวกับลูกบอลที่ถูกปล่อยลมออก
ผ่านไปเพียงไม่นาน เสียงเคาะประตูห้องส่วนตัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
อวิ๋นโม่ผลักประตูเดินเข้ามา เจิงฟางลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายตามสัญชาตญาณ เธอมีสีหน้าตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “ฉันทำตามที่เธอพร่ำบอกทุกอย่างแล้วนะ”
อวิ๋นโม่พยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้ “อืม แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง”
เจิงฟางพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ “มันไม่ได้ยากอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เลย แต่การทำแบบนี้จะสามารถหยุดยั้งข่าวลือได้จริงๆ หรือ”
“ฉันไม่กล้ารับประกันเต็มร้อยหรอกนะ แต่วิธีนี้สามารถยับยั้งการจงใจปล่อยข่าวลือและการใส่ร้ายป้ายสีได้มากทีเดียว ตอนที่เกิดเรื่อง เธออยู่กับอวิ๋นเหยา ตราบใดที่เธอยอมปิดบังและจัดการเรื่องนี้ให้เธอ ต่อให้คนภายนอกจะได้ยินข่าวลืออะไรมา พวกเขาก็จะคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง เจิงฟาง เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอเลย เธอเพียงแค่โชคร้ายถูกหมาบ้ากัดเข้าก็เท่านั้น เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกต่ำต้อย และยิ่งไม่ต้องดูถูกตัวเอง หากใครกล้าเอาเรื่องนี้มาหัวเราะเยาะหรือเหยียดหยามเธอ เธอก็ตบหน้าคนพวกนั้นให้แรงๆ ตบจนกว่าพวกเขาจะรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเห็นหน้าเธอ และไม่กล้านินทาเรื่องของเธออีกต่อไป”
“แต่ว่า”
“การลงไม้ลงมือกับคนอื่นมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็จริง แต่การปล่อยให้คนอื่นมาเหยียบย่ำบาดแผลของเธอ นั่นคือการทำร้ายตัวเองอย่างโหดร้าย เจิงฟาง เธอจดจำคำพูดของฉันเอาไว้นะ บางสิ่งบางอย่างก็ไม่คู่ควรที่จะมามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธอ ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ใช้ชีวิตให้เต็มที่ อยากทำอะไรให้มีความสุขก็ทำไปเลย”
เจิงฟางตื่นรู้ราวกับเพิ่งหลุดออกจากความฝัน ใบหน้าของเธอฉายแววตื่นเต้นยินดี “อวิ๋นโม่ เธอพูดถูกต้องแล้วละ”
“อวิ๋นโม่ หลังจากนี้พวกเราควรจะทำอย่างไรต่อไปดี”
เจิงฟางไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาที่เธอมองดูอวิ๋นโม่ในเวลานี้กำลังทอประกายระยิบระยับ มันเหมือนกับเด็กสาวที่กำลังมองดูบุคคลต้นแบบในดวงใจ แววตานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและความไว้วางใจ
อวิ๋นโม่ดีดนิ้วเสียงดัง “แน่นอนว่าต้องไปคิดบัญชีกับตัวการใหญ่ของเรื่องนี้สิ”
อวิ๋นโม่พาเจิงฟางกลับมาที่โรงแรมซึ่งเธอพักอาศัยอยู่ ทั้งสองคนปิดประตูอยู่ในห้องเพื่อปรึกษาหารือกันอยู่นานครึ่งค่อนวัน หลังจากนั้นเจิงฟางก็เดินทางกลับบ้าน ส่วนอวิ๋นโม่ก็เดินทางกลับไปที่บ้านตระกูลหลิงในเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น
หลี่ลี่ไม่ได้อยู่ในบ้าน คาดว่าน่าจะออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด หลิงชุนฮวากำลังทำความสะอาดบ้านอยู่เพียงลำพัง
“ชุนฮวา”
“คุณอาสะใภ้คะ”
เมื่อมองเห็นอวิ๋นโม่ หลิงชุนฮวาก็ทิ้งไม้กวาดในมือแล้ววิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจ เธอสวมกอดท่อนขาของอวิ๋นโม่พร้อมกับออดอ้อนอย่างสนิทสนม
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความเขินอายในอดีต ตอนนี้หลิงชุนฮวากล้าแสดงออกต่อหน้าเธอมากขึ้นหลายเท่าตัว
อวิ๋นโม่ลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยเส้นผมอ่อนนุ่มของอีกฝ่าย เธอหยิบยางรัดผมรูปโบสีชมพูคู่ออกมาคล้ายกับกำลังเล่นกล บนโบมีลูกปัดประดับพู่ห้อยเรียงร้อยอย่างสวยงาม เมื่อขยับเขยื้อนมันก็จะส่งเสียงดังกังวานใส
อาจเป็นเพราะอาการขาดสารอาหาร จึงทำให้เส้นผมของหลิงชุนฮวาค่อนข้างบางและอ่อนนุ่มเป็นพิเศษ ในช่วงเวลาปกติหลี่ลี่ไม่ค่อยใส่ใจดูแลลูกสาวมากนัก ในแต่ละวันหลิงชุนฮวาจะต้องใช้หวีสางผมให้เรียบร้อยด้วยตัวเอง จากนั้นก็ใช้ไหมพรมสีแดงมัดผมเป็นทรงหางม้าเอาไว้ที่ด้านหลังศีรษะ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาอวิ๋นโม่ต้องเดินทางไปทำธุระข้างนอก เธอพบเห็นเด็กผู้หญิงบนท้องถนนจำนวนมากมัดผมด้วยยางรัดผมประเภทนี้ เธอรู้สึกว่ามันเหมาะสมกับหลิงชุนฮวาเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจซื้อติดมือมาหนึ่งคู่
“นี่ อาให้หนูนะ”
หลิงชุนฮวาจ้องมองยางรัดผมเส้นนั้นอยู่เป็นเวลานาน เธอค่อยๆ นำมือเล็กไขว้เอาไว้ที่ด้านหลัง ดวงตากลมโตสีดำขลับมองดูอวิ๋นโม่ “คุณอาสะใภ้คะ หนูไม่เอาค่ะ”
“ทำไมถึงไม่เอาละ หนูไม่ชอบหรือ”
“ของสิ่งนี้ต้องใช้เงินซื้อมา หนูไม่สามารถใช้เงินของคุณอาสะใภ้ได้ตลอดไปหรอกค่ะ”
ความรู้ความเข้าใจของหลานสาวตัวน้อยทำให้อวิ๋นโม่รู้สึกปลาบปลื้มใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดใจมากเช่นกัน
[จบบท]