บทที่ 68: ต้าไป๋และเอ้อร์ไป๋ของบ้านเธอจะออกไข่เมื่อไหร่
หลิงเจียงหยิบกล้องยาสูบที่วางอยู่บนก้อนหินด้านข้างขึ้นมาถือไว้ในมือ เขากำลังเตรียมตัวสูบยาสูบที่เหลืออยู่อีกครึ่งมวนให้หมดเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้า ทว่าหลิงชุนฮวาลูกสาวของเขากลับวิ่งอุ้มกล่องเหล็กใบใหญ่กลับมาหาเขาอีกครั้ง
“คุณพ่อคะ หนูให้กล่องใบนี้ค่ะ”
หลิงเจียงจำต้องวางกล้องยาสูบกลับลงไปบนก้อนหินตามเดิม เขารับกล่องเหล็กใบนั้นมาถือไว้ด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจพร้อมกับเขย่าเบาๆ เพื่อฟังเสียงสิ่งของที่อยู่ด้านใน
“ข้างในกล่องใบนี้คืออะไรหรือลูก”
“เป็นเงินค่าขนมที่หนูเก็บสะสมเอาไว้เองค่ะ”
หลิงเจียงเปิดกล่องเหล็กออกดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ภายในกล่องมีเงินอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพียงแต่เงินเหล่านั้นล้วนเป็นเศษเงินเหรียญมูลค่า 1 เฟินและ 2 เฟินปะปนกันไป
หลิงเจียงกล่าวชมเชยลูกสาวพร้อมกับรอยยิ้มกว้างด้วยความปลาบปลื้ม
“โอ้โห ชุนฮวาของพ่อเก่งมากเลยนะเนี่ย อุตส่าห์เก็บสะสมเงินค่าขนมเอาไว้ได้เยอะแยะขนาดนี้เชียว”
หลิงชุนฮวาแจกแจงวิธีเก็บเงินของตัวเองให้ผู้เป็นพ่อฟังด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ
“เงินบางส่วนหนูได้มาจากการเก็บขยะไปขายค่ะ แล้วก็มีเงินที่หนูไปช่วยหนิวหนิวกับยาหยาทำงาน พวกเขาก็เลยให้ค่าแรงหนูมา คุณพ่อคะ ตอนแรกหนูตั้งใจจะเก็บเงินพวกนี้เอาไว้ใช้ตอนไปโรงเรียน คุณพ่อเอาเงินก้อนนี้ไปจ่ายค่าเทอมให้หนูนะคะ”
ความรู้ความเข้าใจในเหตุผลของลูกสาวทำให้หลิงเจียงรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากนำเงินของลูกสาวมาใช้จ่าย
“ไม่ต้องหรอกลูก พ่อมีเงินจ่ายค่าเทอมอยู่แล้ว เงินของหนูก็เก็บเอาไว้ให้ดีเถอะนะ เอาไว้ซื้อพวกเครื่องเขียนตอนไปโรงเรียนก็แล้วกัน”
หลิงชุนฮวาคิดว่าสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูดนั้นถูกต้อง เด็กหญิงจึงเตรียมตัวยื่นมือออกไปรับกล่องเหล็กกลับคืนมา จังหวะนั้นเองกลับมีมือของใครบางคนยื่นมาจากด้านข้างและแย่งกล่องเหล็กใบนั้นไปจากมือของหลิงเจียงอย่างรวดเร็ว
หลี่ลี่เปิดกล่องเหล็กใบนั้นออกดู เมื่อเธอเห็นเศษเงินจำนวนมากอยู่ภายในกล่อง เธอจึงเอ่ยปากถามทันควัน
“ไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหนกัน”
หลิงเจียงรีบออกรับหน้าอธิบายแทนลูกสาวเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องบานปลาย
“ชุนฮวาไปเก็บขยะมาขายแล้วก็สะสมเงินเอาไว้เองน่ะ”
หลี่ลี่แค่นเสียงในลำคอเบาๆ พร้อมกับมองเงินในกล่องเหล็ก
“ดีเลย พรุ่งนี้ฉันจะเอาเงินก้อนนี้ไปซื้อกับข้าว”
หลิงเจียงอดไม่ได้ที่จะบ่นภรรยาของตนเองเมื่อเห็นว่าเธอต้องการเอาเงินของลูกสาวไปใช้
“เงินก้อนนี้ชุนฮวาอุตส่าห์เก็บสะสมเอาไว้ซื้อพวกเครื่องเขียนนะ คุณจะเอาของลูกไปทำไมกัน ที่บ้านเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินแค่ 2 หรือ 3 หยวนเสียหน่อย”
“ลูกสาวของคุณเก่งกาจขนาดนี้ ก็ปล่อยให้เธอไปเก็บขยะสะสมเงินเอาใหม่สิคะ” หลี่ลี่ตอบกลับโดยไม่สนใจสิ่งใด
หลิงเจียงไม่มีคำพูดใดจะเอ่ยต่อยอดบทสนทนากับภรรยา
หลังจากหลี่ลี่ถือกล่องเหล็กเดินกลับเข้าไปในบ้าน หลิงเจียงรู้สึกกังวลว่าลูกสาวจะไม่พอใจ เขาจึงเอ่ยปลอบโยนเด็กหญิงด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเพื่อรักษาน้ำใจของลูก
“ชุนฮวา ไม่เป็นไรนะลูก รอให้พ่อได้ค่าแรงเมื่อไหร่ พ่อจะเอาเงินมาคืนให้หนูเองนะ”
ทิศทางกลับตรงกันข้ามกับความกังวลของหลิงเจียง หลิงชุนฮวาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย เด็กหญิงกลับรู้สึกภาคภูมิใจที่หยาดเหงื่อแรงกายของตนเองได้รับการยอมรับ
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณพ่อ พรุ่งนี้หนูค่อยไปเก็บขยะมาขายใหม่ก็ได้ค่ะ”
“เด็กดีของพ่อ” หลิงเจียงเอ่ยชมลูกสาวพร้อมกับลูบศีรษะของเด็กหญิง
วันต่อมา หลิงเจียงเดินทางไปที่สถานีตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ พระอาทิตย์เพิ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า เขามีความตั้งใจไปสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีความของหลี่จื้อเจี๋ยให้แน่ชัด
จากคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้ หลิงเจียงได้รับรู้ว่าหลี่จื้อเจี๋ยทำร้ายร่างกายผู้อื่นและก่อเหตุชิงทรัพย์ รูปคดีมีความรุนแรงเป็นอย่างมาก โทษสถานเบาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการจำคุกเป็นเวลา 5 ปี ต่อให้พวกเขาจ้างทนายความมาช่วยเหลือก็คงไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดีเท่าไหร่นัก ทางที่ดีควรไปเกลี้ยกล่อมให้หลี่จื้อเจี๋ยยอมรับสารภาพผิดแต่โดยดีจะดีกว่า เมื่อถึงเวลาขึ้นศาล ทางศาลอาจจะพิจารณาลดหย่อนโทษให้บ้างตามความเหมาะสม
หลังจากเดินออกมาจากสถานีตำรวจ หลิงเจียงก็รีบเดินทางมุ่งหน้าไปยังสถานีกักกันฝั่งตะวันออกของเมืองอย่างไม่หยุดพักเพื่อขอเข้าพบหลี่จื้อเจี๋ย
“จื้อเจี๋ย คดีความของนายฉันไปสอบถามมาให้เรียบร้อยแล้วนะ คนของสถานีตำรวจบอกเอาไว้ว่า ขอเพียงแค่นายยอมรับสารภาพผิดมาตามตรง พอถึงเวลาขึ้นศาล พวกเขาจะพิจารณาลดโทษให้นาย”
“พี่เขยครับ ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้เป็นคนลงมือทำร้ายคนแซ่สวีคนนั้นเลยนะครับ” หลี่จื้อเจี๋ยเอ่ยโต้แย้ง
หลิงเจียงอธิบายเหตุผลให้ฟังตามหลักฐานที่ปรากฏ
“จื้อเจี๋ย ทางสถานีตำรวจเอาใบรายงานการตรวจร่างกายมาให้ฉันดูหมดแล้วนะ บนหัวของเถ้าแก่สวีมีรอยแผลที่ถูกทุบด้วยประแจ แล้วบนประแจอันนั้นก็มีรอยนิ้วมือของนายติดอยู่ด้วย”
“ประแจอะไรกันครับ ประแจที่ไหน ผมไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย แผลบนหัวของเถ้าแก่สวีเกิดจากอุบัติเหตุรถชนต่างหาก มันไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ” หลี่จื้อเจี๋ยพยายามปฏิเสธข้อกล่าวหา
หลี่จื้อเจี๋ยเป็นคนที่มีนิสัยสะเพร่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาหลงลืมรายละเอียดตอนที่ตัวเองเผลอเอามือไปจับประแจก่อนจะขึ้นรถไปจนหมดสิ้นแล้ว
“จื้อเจี๋ย นายอย่าดื้อดึงไปหน่อยเลย ถึงเวลานั้นคนที่ต้องรับเคราะห์หนักก็คือนายเองนะ”
“พี่จะให้ผมพูดซ้ำอีกสักกี่รอบ ผมไม่ได้เป็นคนทำร้ายคนแซ่สวีคนนั้น แผลบนหัวของเขามันไม่ได้เกิดจากการลงมือของผม เขาขับรถชนจนได้แผลมาเองต่างหากครับ”
ภายในใจของหลี่จื้อเจี๋ยเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกคับแค้นใจและอึดอัดใจอย่างหาทางออกไม่ได้
ทำไมถึงไม่มีใครยอมเชื่อคำพูดของเขาเลยสักคนเดียว เขาไม่ได้ทำร้ายร่างกายใครจริงๆ และเขาเองก็ไม่ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ด้วย เขาเพียงแค่อาศัยจังหวะที่เถ้าแก่สวีสลบไป แอบขโมยนาฬิกาข้อมือและเงินของอีกฝ่ายมาก็เท่านั้นเอง
ลักษณะความผิดของทั้งสองข้อหานี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คดีลักทรัพย์ถือเป็นคดีลหุโทษ อย่างมากก็คงถูกศาลตัดสินจำคุกเพียงแค่ 1 หรือ 2 ปีเท่านั้น แต่คดีชิงทรัพย์เป็นคดีอุกฉกรรจ์ โทษจำคุกขั้นต่ำก็เริ่มต้นที่ 3 ปีเข้าไปแล้ว
ในเวลานี้หลี่จื้อเจี๋ยไม่มีทางล่วงรู้เลยว่า ตนเองได้ก้าวเท้าตกลงไปในหลุมพรางที่มีคนขุดล่อเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าเขาจะตะโกนร้องขอความเป็นธรรมมากสักแค่ไหนก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไป เขาจำต้องชดใช้ผลกรรมจากความผิดที่ตนเองเคยก่อเอาไว้ในอดีตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลิงเจียงพยายามพูดหว่านล้อมจนปากเปียกปากแฉะ แต่เขาก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้หลี่จื้อเจี๋ยยอมรับสารภาพผิดได้สำเร็จ สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงแค่เดินจากไปอย่างหมดหนทาง
ทางด้านอีกฝั่งหนึ่ง
เรื่องราวการติดคุกของหลี่จื้อเจี๋ยได้กลายเป็นข้อสรุปที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกต่อไป ในขณะเดียวกัน อวิ๋นโม่ก็ได้รับมิตรภาพจากเพื่อนสนิทคนแรกนับตั้งแต่ที่เธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเพื่อนคนนั้นก็คือเจิงฟาง
ทว่าเรื่องที่ทำให้อวิ๋นโม่คาดไม่ถึงก็คือ เจิงฟางให้ความสำคัญกับตัวเธอและมิตรภาพในครั้งนี้มากจนเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการเอาไว้เสียอีก
ทันทีที่เจิงฟางได้รับรู้ว่าอวิ๋นโม่กำลังจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนหนานหมิง เธอก็จัดการย้ายชื่อของตัวเองออกจากโรงเรียนมัธยมหมายเลข 6 แล้วย้ายมาเข้าเรียนที่โรงเรียนหนานหมิงอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมบอกกล่าว
แม้ว่าชื่อเสียงของโรงเรียนมัธยมหมายเลข 6 จะไม่สามารถนำไปเทียบเคียงกับโรงเรียนมัธยมหมายเลข 3 ได้ แต่สถานที่แห่งนั้นก็ถือเป็นโรงเรียนที่ดีในระดับต้นๆ สภาพแวดล้อมในหลายๆ ด้านล้วนดีกว่าโรงเรียนหนานหมิงอยู่หลายระดับ
“ฟางฟาง ความจริงแล้วเธอไม่เห็นจำเป็นจะต้องย้ายมาเรียนที่หนานหมิงเลยนะ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นก็เลยต้องไปเรียนที่หนานหมิง เธอเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมหมายเลข 6 ก็ดีอยู่แล้ว พอย้ายมาเรียนที่นี่ เธออาจจะปรับตัวไม่ได้ก็ได้นะ ถ้าเกิดผลการเรียนของเธอตกลงไป ฉันคงต้องรู้สึกผิดมากแน่ๆ” อวิ๋นโม่กล่าวอธิบาย
“ในเมื่อเธอสามารถปรับตัวได้ ฉันเองก็ต้องปรับตัวได้เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเกิดผลการเรียนของฉันมันตกลงไปจริงๆ นั่นก็เป็นเพราะว่าฉันยังมีความสามารถไม่มากพอ มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลยนะ” เจิงฟางตอบกลับอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าเจิงฟางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว อวิ๋นโม่จึงไม่สะดวกใจที่จะเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายให้มากความอีกต่อไป
อันที่จริงแล้ว การที่มีใครสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อนก็ทำให้อวิ๋นโม่รู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ภายในใจเช่นกัน
เจิงฟางชื่นชอบบ้านสี่เรือนล้อมลานที่อวิ๋นโม่เช่าพักอาศัยอยู่เป็นอย่างมาก เธอแวะเวียนมาหาอวิ๋นโม่ที่นี่แทบจะทุกวัน นอกจากนี้เธอยังนำเอาต้นไม้ดอกไม้ที่บ้านไม่ได้ปลูกแล้ว รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานมามอบให้อวิ๋นโม่เพื่อเป็นของขวัญอีกด้วย
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน บ้านสี่เรือนล้อมลานที่เคยว่างเปล่าก็ถูกตกแต่งด้วยสิ่งของที่เจิงฟางนำมามอบให้ บรรยากาศภายในบ้านเริ่มมีกลิ่นอายของความงดงามและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น เจิงฟางยังชื่นชอบห่านตัวใหญ่ทั้งสองตัวที่อวิ๋นโม่เลี้ยงเอาไว้อีกด้วย เธอจะคอยนำเอาใบผักสดๆ มาป้อนให้พวกมันกินในทุกๆ วัน
“โม่โม่ ต้าไป๋กับเอ้อร์ไป๋ของบ้านเธอจะออกไข่เมื่อไหร่หรือ” เจิงฟางเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คำถามข้อนี้ทำเอาอวิ๋นโม่หาคำตอบมาตอบไม่ได้ หากเจิงฟางไม่ได้เป็นคนเอ่ยปากถามขึ้นมา เธอคงจะหลงลืมเรื่องที่ห่านสามารถออกไข่ได้ไปเสียสนิท
“เอาไว้ฉันลองไปถามแม่ดูก่อนนะ” อวิ๋นโม่หาทางออก
“เรามาตกลงกันไว้ก่อนเลยนะ ถ้าเกิดต้าไป๋กับเอ้อร์ไป๋ออกไข่เมื่อไหร่ เธอจะต้องเก็บไข่เอาไว้ให้ฉันด้วยล่ะ ถึงตอนนั้นฉันจะไปขุดบ่อน้ำเล็กๆ เอาไว้หลังบ้านเพื่อเลี้ยงห่านบ้าง”
อวิ๋นโม่หัวเราะออกมาเบาๆ อย่างอารมณ์ดี “ตกลงค่ะ”
หลังจากจัดการล็อคประตูบ้านเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นโม่ก็เดินทางไปที่บริษัทจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเจียงพร้อมกับเจิงฟาง พวกเธอเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักและเมล็ดพันธุ์ธัญพืชคุณภาพดีกลับมาเป็นจำนวนมาก
เมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์เสร็จสิ้น อวิ๋นโม่ก็เดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อหาซื้ออาหารบำรุงสุขภาพ ชา และลูกอมเพิ่มเติม ในท้ายที่สุดเธอก็นำสิ่งของทั้งหมดมาห่อรวมกันเป็นพัสดุและส่งไปที่เมืองอัน
หลังจากจัดการส่งพัสดุเรียบร้อยแล้ว อวิ๋นโม่ก็เดินทางไปที่ทำการโทรศัพท์เพื่อโทรหาผู้เป็นแม่ของตนเอง
ก่อนหน้านี้อวิ๋นโม่ได้นัดหมายกับหวงจือชิวเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อถึงวันที่ 5 วันที่ 15 และวันที่ 25 ของทุกเดือน ในเวลาบ่าย 2 โมงตรง เธอจะโทรศัพท์ไปที่ตำบลลิ่วอัน ซึ่งหวงจือชิวก็จะไปยืนรอรับสายอยู่ที่ปลายทางก่อนเวลาเสมอ
“โม่โม่”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันอ่อนโยนและไพเราะของผู้เป็นแม่ อวิ๋นโม่ก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
“คุณแม่คะ คนที่บ้านสบายดีไหมคะ”
“ทุกคนสบายดีลูก แล้วลูกล่ะ ลูกอยู่ตัวคนเดียวที่เมืองเจียงไม่ได้ถูกใครรังแกใช่ไหม” หวงจือชิวถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“คุณแม่วางใจได้เลยค่ะ คนที่จะมารังแกหนูได้ยังไม่เกิดเลยนะคะ ตอนนี้หนูหาที่เรียนได้แล้วค่ะ พอถึงสิ้นเดือนหนูก็จะไปรายงานตัว อ้อ จริงสิคะคุณแม่ หนูซื้อเมล็ดพันธุ์พืชแล้วก็ส่งพัสดุไปให้เรียบร้อยแล้วนะคะ คาดว่าไม่น่าจะเกินหนึ่งสัปดาห์ของก็คงจะส่งไปถึง เมื่อถึงตอนนั้นคุณแม่ก็อย่าลืมไปรับพัสดุที่ที่ทำการไปรษณีย์ในตัวตำบลนะคะ ของที่ส่งไปมีค่อนข้างเยอะ คุณแม่คนเดียวยกไม่ไหวหรอกค่ะ คุณแม่ไปตามคุณลุงใหญ่ให้มาช่วยยกด้วยนะคะ”
สองแม่ลูกใช้เวลาพูดคุยกันนานเกือบ 5 นาที ท่ามกลางเสียงเร่งเร้าของหวงจือชิวที่ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเตือนเรื่องค่าบริการ ในที่สุดอวิ๋นโม่ก็ต้องวางสายโทรศัพท์ไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์
การใช้โทรศัพท์ในยุคสมัยนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่มีราคาสูงมาก การโทรภายในตัวเมือง หากใช้เวลาไม่เกิน 3 นาทีจะคิดค่าบริการ 5 เหมา แต่ถ้าหากโทรเกิน 3 นาทีเป็นต้นไปจะคิดค่าบริการเพิ่มนาทีละ 2 เหมา ยิ่งถ้าเป็นการโทรข้ามจังหวัด ค่าบริการก็จะยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีก โดยจะคิดค่าบริการสูงถึงนาทีละ 8 เหมาเลยทีเดียว
[จบบท]