ทุกคนนั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ไม่มีใครพูดอะไร นั่งพักไปครึ่งชั่วโมงเต็มๆ จนกระทั่งมีคนทำลายความเงียบขึ้นมา
"เทพธิดา"
จีฝานหันไปมองเหวินเฉียนและเสี่ยวไป๋ที่อยู่ข้างเธอ แล้วอดไม่ได้ที่จะถาม
"สัตว์เลี้ยงที่เธอพามานี่... มันเป็นตัวอะไรกันแน่?"
คำถามของเขาทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่เริ่มมีแรงขึ้นมาอีกครั้ง ต่างพากันเงี่ยหูรอฟังคำตอบจากเหวินเฉียน
เหวินเฉียนเหลือบมองจี้ฝานแวบหนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"แมวไง นายไม่เคยเห็นเหรอ?"
จีฝานนิ่งไปชั่วขณะ"ฉันเคยเห็นแมว... แต่ไม่เคยเห็นตัวที่อ้วนขนาดนี้..."
เสี่ยวไป๋:"เหมียว!!!"นายว่าอะไรนะ?!
"ไม่ใช่แบบนั้น! ฉันหมายถึง ไม่เคยเห็นตัวที่ล่ำขนาดนี้ แข็งแกร่งขนาดนี้!"จีฝานรีบแก้คำพูดทันที กลัวว่าเสี่ยวไป๋จะพุ่งเข้าใส่"แมวตัวนี้ต้องหนักสี่ถึงห้าสิบจินแน่ๆ มันเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็กเลยเหรอ?"
เหวินเฉียนเอื้อมมือไปเกาหมัดเสี่ยวไป๋ มันยืดตัวด้วยความสบายใจ แล้วกลิ้งไปกับพื้นก่อนจะหงายท้องโชว์ให้เธอลูบท้อง
ทุกคนที่มองอยู่ถึงกับหน้าแดงเพราะความน่ารัก แต่พอนึกถึงภาพตอนที่มันฉีกซอมบี้เป็นชิ้นๆ เมื่อกี้ ก็พากันขนลุกไปตามๆ กัน
"เสี่ยวไป๋เป็นแมวจร ฉันเจอมันเมื่อเดือนที่แล้วเลยเอากลับมาเลี้ยง มันมีความสามารถในการปรับตัวสูง เลยกลายพันธุ์ได้ พวกนายกลับไปแล้วลองสังเกตพวกสุนัขทหารในฐานดูสิ อาจจะเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ได้"
เหวินเฉียนไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้ว เพราะในโลกวันสิ้นโลกแบบนี้ เสี่ยวไป๋ไม่ใช่สัตว์ตัวเดียวที่กลายพันธุ์แน่ๆ
เธอมั่นใจว่าทางฝั่งโม่หานต้องมีข้อมูลเยอะกว่าที่เธอรู้เสียอีก ต่อให้เธอไม่พูด คนกลุ่มนี้ก็ต้องรู้อยู่ดี
จีฝานและพวกพากันหันไปมองสุนัขค้นหาอีกสองตัวที่พวกเขาพามา
วันนี้พวกมันก็พยายามช่วยต่อสู้เต็มที่เหมือนกัน แต่ตัวหนึ่งถูกซอมบี้เตะจนปลิวไปไกล ตอนนี้กระดูกหักทั้งตัว ส่วนอีกตัวหนึ่งก็บาดเจ็บที่ตา ทีมแพทย์ช่วยพันแผลให้แบบลวกๆ ยังไม่รู้ว่าจะติดเชื้อหรือเปล่า
สุนัขทั้งสองตัวนอนหมอบอยู่บนพื้นอย่างน่าสงสาร พวกมันหันไปมองเสี่ยวไป๋ด้วยแววตาเว้าวอน เหมือนอยากเข้าไปใกล้แต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ส่งเสียงครางต่ำๆ เหมือนพยายามจะคุยกับเสี่ยวไป๋จากระยะไกล
แต่น่าเสียดาย เสี่ยวไป๋หยิ่งมาก ไม่แม้แต่จะชายตามองพวกมันสักนิด มันสนใจแค่อย่างเดียวคือให้ทาสรีบลูบท้องมันเร็วๆ เพราะมันอยากไปอึแล้ว
จีฝานถามเรื่องแมวเสร็จ ก็เริ่มหันมาสนใจเหวินเฉียนแทน
เพราะเขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าทำไมผู้หญิงคนหนึ่งถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้
พวกเขาที่มาวันนี้มีทั้งหมดสิบห้าคน ทุกคนล้วนเป็นระดับหัวกะทิของทีม
พวกเขามีความภาคภูมิใจในตัวเอง แต่วันนี้ ความภาคภูมิใจทั้งหมดนั้นถูกบดขยี้จนไม่เหลือซาก
เพราะถ้าไม่มีเหวินเฉียน พวกเขาคงตายหมดไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
"เทพธิดา เธอเก่งขนาดนี้ ก่อนหน้านี้ทำงานอะไรมาก่อนเหรอ? หรือว่าเคยเป็นทหาร?"
เหวินเฉียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบเบาๆ
"ไม่เคย ฉันแค่ชอบต่อสู้ก็เท่านั้นเอง เพราะตอนเด็กๆ ที่บ้านจน ไม่มีข้าวกิน เพื่อนบ้านกับเพื่อนที่โรงเรียนก็รังเกียจฉัน คอยรังแกฉันตลอด"
พอเธอพูดจบ ผู้ชายสิบกว่าคนที่อยู่ตรงนั้นถึงกับรู้สึกจี๊ดในใจ
โดยเฉพาะจีฝาน เขาแทบอยากตบปากตัวเองสองที
ปากหมาจริงๆ! ถามอะไรออกไปเนี่ย! ไปสะกิดแผลเก่าของเขาเข้าแล้วใช่ไหม?!
จีฝานรู้สึกผิดแทบแย่ พวกเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ ก็พากันต่อยเขาสองหมัดด้วยความหงุดหงิด
เหวินเฉียนก้มลงมองพื้น แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงช้าๆ
"ตอนเด็กๆ ฉันต้องใส่เสื้อผ้าที่พี่ชายใช้แล้ว คนพวกนั้นเลยด่าว่าฉันเป็นกะเทย แล้วพยายามจะถอดเสื้อฉันเพื่อดูว่าฉันเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันถึงเริ่มเรียนรู้วิธีต่อสู้"
จีฝาน:"..."ฉันสมควรตายจริงๆ
เหวินร่าง:"..."เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนไหน ทำไมฉันไม่รู้เลย?!
เหวินร่างมีสีหน้าสงสัยหนักมาก
ครอบครัวพวกเขาเคยยากจนจริง แต่ตอนเหวินเฉียนเข้าเรียนประถม บ้านพวกเขาก็เริ่มมีฐานะดีขึ้นแล้ว
แถมยัยเด็กนี่ไม่เคยใส่เสื้อผ้ามือสองเลยสักครั้ง!
พ่อกับแม่ของเขา ยอมอดข้าวเอง แต่จะไม่ยอมให้ลูกสาวต้องใส่อะไรที่ไม่สวยเด็ดขาด!
มีอยู่ครั้งหนึ่ง พวกเขาซื้อชุดกระโปรงให้เหวินเฉียน แต่ปรากฏว่ามันใหญ่เกินไป ใส่ไม่ได้ พ่อกับแม่เลยบอกให้เหวินร่างที่ตอนนั้นเป็นเด็กมัธยมต้น เอามาใส่นอนแทน!!!
เหวินร่างหันขวับไปมองเหวินเฉียน ขมวดคิ้วแน่น
ส่วนเหวินเฉียนทำเป็นมองไม่เห็น สร้างเรื่องมั่วต่อไปเรื่อยๆ พูดไปพูดมา จนจีฝานและคนอื่นๆ ฟังแล้วน้ำตาคลอ
แม้แต่เย่ซิงฮวาก็เริ่มรู้สึกผิด
เขาเริ่มคิดว่า... ก่อนหน้านี้เขาปฏิบัติต่อเธอแย่เกินไปหรือเปล่า?
หลังจากจบคำพูดของตัวเอง เหวินเฉียนถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวสรุป
"ขอบคุณคนที่เคยทำร้ายฉัน เพราะพวกเขาทำให้ฉันเติบโตและเข้มแข็งขึ้น ถ้ามีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง..."
ทุกคนที่ฟังอยู่ต่างตั้งใจฟัง คิดว่าเธอกำลังจะพูดอะไรที่กินใจ แต่ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงของเหวินเฉียนก็เปลี่ยนไป พร้อมกับรอยยิ้มบาง
"ฉันจะฆ่าพวกมันให้หมด แล้วโยนให้หมากิน"
เว้นแต่ว่าจะป่วยทางสมอง ไม่อย่างนั้นใครจะไปขอบคุณศัตรูกันล่ะ?
เหวินเฉียนกลอกตา ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้าของตัวเอง
"เริ่มจะมืดแล้ว หาเพิ่มอีกสักหน่อยดีกว่า ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตก ไม่อย่างนั้นพอถึงเวลากลางคืน ซอมบี้จะเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น แล้วเราอาจจะไม่มีโชคดีเหมือนเมื่อกี้"
ตอนนี้เหวินเฉียนรู้สึกเหนื่อย แม้ว่าเธอจะดื่มน้ำจากบ่อน้ำในมิติแล้วก็ตาม แต่ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ถ้าเป็นไปได้ เธออยากเข้าไปแช่บ่อน้ำร้อนในมิติสักพัก แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้ออำนวยเลย
พอกลางคืนมา ซอมบี้จะต่างจากตอนกลางวันโดยสิ้นเชิง แค่คิดถึงเรื่องนี้ ทุกคนก็ขนลุก รีบฝืนความเจ็บปวดในร่างกายแล้วลุกขึ้นยืน เดินไปค้นหาต่อ
นอกจากเหวินเฉียนและพวกอีกสองคนที่ไม่มีบาดแผลแล้ว คนที่เหลือล้วนมีรอยฟกช้ำและบาดเจ็บจากการต่อสู้
สภาพร่างกายแบบนี้ทำให้พวกเขาไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกย่างก้าวต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
ดังนั้น เมื่อเสียงฝีเท้าดังขึ้นอีกครั้งในป่า ทุกคน รวมถึงเหวินเฉียน ต่างรีบยกปืนขึ้นเล็งทันที แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาและพร้อมฆ่า!
"อย่า... อย่ายิง!"
เสียงสั่นเครือดังมาจากพุ่มไม้ ทุกคนหันไปมองทันที แล้วก็เห็นชายหนุ่มที่สวมหมวกนิรภัย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เดินขโยกเขยกออกมา
"ป๋อเหวิน?!"
เย่ซิงฮวาจำอีกฝ่ายได้ รีบวิ่งเข้าไปพยุงตัวเขา
กวนป๋อเหวินเองก็ไม่คิดว่าจะเจอพวกเขาจริงๆ ทันทีที่เห็นหน้าเพื่อน สีตาของเขาก็แดงก่ำจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เหวินเฉียนยืนพิงต้นไม้ เฝ้าสังเกตผู้รอดชีวิตคนนี้อย่างเงียบๆ
ขาหักไปข้างหนึ่ง แขนก็หักอีกข้าง สภาพขนาดนี้ยังรอดมาได้ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
เย่ซิงฮวาตบไหล่กวนป๋อเหวินด้วยมือสั่นๆ ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่นเครือ
"นอกจากนายแล้ว ยังมีใครรอดอีกไหม?"
กวนป๋อเหวินส่ายหัวช้าๆ"ไม่มีแล้ว... แต่ศาสตราจารย์โอวหยางกับคนอื่นๆ ยังอยู่!"
พอได้ยินแบบนี้ เย่ซิงฮวาและพวกถึงแม้จะเสียใจที่คนอื่นไม่รอด แต่ก็ยังรู้สึกโล่งอก
เพราะภารกิจหลักของพวกเขาครั้งนี้ก็คือการตามหานักวิจัยเหล่านั้น และพาพวกเขากลับฐานอย่างปลอดภัย
"นายไม่เห็นสัญญาณพลุที่เรายิงขึ้นไปเหรอ?"
เหวินเฉียนที่ยืนอยู่ด้านหลังถามขึ้นมาด้วยความสงสัย กวนป๋อเหวินได้ยินแล้วก็หันมามองเธอ สีหน้าดูซับซ้อน
"เห็น... แต่ฉันไม่คิดว่าพวกนายจะรอด"
"ซอมบี้พัฒนาไปแล้ว ทีมนักรบที่มาก่อนหน้านี้ ยิงพลุส่งสัญญาณขึ้นไป พวกมันกลับเป็นฝ่ายเจอซอมบี้เข้า แล้วไม่มีใครรอดเลยสักคน..."
"ดังนั้น..."
ดังนั้นเขาจึงรอจนกระทั่งพลุและเสียงปืนเงียบลงหมดแล้ว ถึงได้กล้าค่อยๆ ออกมา...