บทที่ 107 ผมนึกว่าคุณไม่ถือสาเรื่องนี้ซะอีก
เฉียวชิงอวี้ยืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูห้อง มือทั้งสองข้างที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว ภาพของเฮ่อซิวอวี้ที่แสดงออกถึงความใส่ใจเมื่อครู่นี้ ทำให้คำพูดที่เธอเตรียมมาและตั้งใจจะเอ่ยออกไปกลับจุกอยู่ที่คอจนพูดไม่ออก
ฝ่ายเฮ่อซิวอวี้เมื่อเห็นเฉียวชิงอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสงสัยก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติ
"คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"
เฉียวชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความกล้า ทว่าจังหวะที่กำลังจะขยับปากพูด เธอกลับรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างที่ด้านหลัง เมื่อหันกลับไปมองก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าเฮ่อเสวี่ยหรงมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
เด็กน้อยยืนเงียบๆ อยู่ที่หน้าประตูห้องรับแขก ห่างจากตัวเธอไปเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
อันที่จริงแล้วโครงสร้างบ้านพักของเฮ่อซิวอวี้ดูเรียบง่ายมาก ผังบ้านถูกจัดวางในลักษณะสี่เหลี่ยมคล้ายตัวอักษร 'เถียน' ในภาษาจีน แบ่งพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสัดส่วนชัดเจนรวมทั้งหมด 8 ห้อง ฟังดูเหมือนจะมีห้องเยอะแยะมากมาย แต่พอแยกย่อยรายละเอียดออกมาจริงๆ พื้นที่แต่ละส่วนก็ไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก
เมื่อเดินผ่านประตูหลักเข้ามาจะเป็นโถงทางเดิน หากเลี้ยวขวาก็จะเจอกับโถงห้องรับแขก ถัดเข้าไปด้านในอีกหน่อยคือห้องครัว ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องน้ำที่อยู่ติดกัน ส่วนอีกฟากหนึ่งของห้องรับแขกจะเป็นพื้นที่ส่วนตัว ประกอบด้วยห้องหนังสือและห้องนอนของเฮ่อซิวอวี้
สำหรับฝั่งซ้ายของประตูทางเข้า เป็นห้องนอนของเฉียวชิงอวี้และห้องนอนเล็กของเฮ่อเสวี่ยหรง ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เด็กหญิงตัวน้อยจะแอบปีนลงจากเตียงเตาแล้วเดินออกมาเงียบๆ ด้วยความที่ตัวเล็กนิดเดียวและการเคลื่อนไหวที่แผ่วเบา ทำให้ไม่มีใครทันสังเกตเห็นการมาถึงของเธอ
ยังไม่ทันที่เฉียวชิงอวี้จะได้ขยับตัวทำอะไร เฮ่อซิวอวี้ก็ก้าวขายาวๆ เข้าไปหาหลานสาวของเขาแล้ว ชายหนุ่มก้มตัวลงช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มไว้อย่างทะนุถนอม พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"หรงหรง เดี๋ยวอาขอคุยธุระกับอาสะใภ้สักครู่นะ อาจะหยิบหนังสือภาพให้หนูดู หนูไปนั่งดูรูปสวยๆ รอที่เก้าอี้เงียบๆ ได้ไหมครับ"
เฮ่อเสวี่ยหรงไม่ได้แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบอะไรออกมาทางสีหน้า แต่ร่างกายที่เกร็งเขม็งในตอนแรกค่อยๆ ผ่อนคลายลง อาการนี้ทำให้เฮ่อซิวอวี้รู้ได้ทันทีว่าแกยอมตกลงแล้ว
ชายหนุ่มอุ้มหลานสาวเดินตรงไปยังห้องหนังสือ วางแกลงบนเก้าอี้อย่างเบามือ จากนั้นก็ก้มลงไปที่ชั้นล่างสุดของตู้หนังสือ ดึงนิตยสารภาพเล่มหนึ่งออกมาวางตรงหน้าเด็กน้อย
แม้เฮ่อเสวี่ยหรงจะยังเปิดหนังสือเองไม่คล่อง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเฮ่อซิวอวี้ เขาจัดการกางหน้าหนังสือออกให้หลานสาวเสร็จสรรพ มันเป็นนิตยสารภาพสำหรับเด็กฉบับล่าสุด
เนื้อหาด้านในแตกต่างจากเล่มเก่าๆ ที่เคยมี ภาพประกอบมีสีสันสดใสสะดุดตา เฉียวชิงอวี้เหลือบมองผ่านๆ ก็เห็นว่าเป็นภาพการ์ตูนเรื่อง 'ไซอิ๋ว ตอนอาละวาดบนสวรรค์' ฉบับแอนิเมชันที่กำลังโด่งดัง
ความวุ่นวายเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นทำให้บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่จางลงไป เฉียวชิงอวี้เริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่จะพูดนั้นเก็บไว้ก่อนก็ได้ แต่เฮ่อซิวอวี้กลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะเขารู้ดีว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า งานของเขาจะยุ่งรัดตัวจนแทบไม่มีเวลาปลีกตัวมาคุยธุระส่วนตัวได้อีก
หลังจากจัดการเรื่องหลานสาวเรียบร้อย เฮ่อซิวอวี้ก็หันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจัง
"เมื่อกี้คุณตั้งใจจะพูดอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ตอนนี้พูดมาได้เลย"
เฉียวชิงอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง รวบรวมสมาธิแล้วเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แววตาของเธอฉายแววจริงจังขึ้นมา
"เฮ่อซิวอวี้ คุณเคยเจอแม่ของฉันไหมคะ"
คำถามนั้นทำให้เฮ่อซิวอวี้ชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดไม่ถึงว่าสิ่งที่เธอจะถามคือเรื่องนี้ ชายหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ เป็นคำตอบ
"ไม่เคยครับ"
เขาหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะอธิบายเสริมเพื่อให้เธอเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น
"หลังจากที่ผมตัดสินใจจะแต่งงานกับคุณ ผมเคยหิ้วของขวัญไปที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวเพื่อจะไปฝากเนื้อฝากตัว แต่ผมโดนไล่ออกมาตั้งแต่ยังไม่ทันพ้นปากทางเข้าหมู่บ้านด้วยซ้ำ เพราะงั้นผมเลยยังไม่มีโอกาสได้เจอพ่อกับแม่ของคุณเลยครับ"
สถานการณ์ในตอนนั้นมันค่อนข้างพิเศษและอ่อนไหว เขาไม่อาจดึงดันที่จะบุกเข้าไปพบว่าที่พ่อตาแม่ยายได้ สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นคือวางของขวัญทิ้งไว้ที่ทางเข้าหมู่บ้านแล้วเดินจากมา แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหอบของขวัญพวกนั้นตามหลังเขามาจนทัน แล้วโยนข้าวของทั้งหมดลงแทบเท้าเขาด้วยความโกรธ
เด็กหนุ่มคนนั้นวิ่งหนีไปพร้อมกับหันมาถลึงตาใส่เขาอย่างดุร้าย ทิ้งท้ายด้วยวาจาเผ็ดร้อนว่า "อยากจะแต่งกับน้องสาวฉันเหรอ รอชาติหน้าเถอะไป๊!"
เท่าที่เขาสืบทราบมา พี่ชายคนโตของเฉียวชิงอวี้เป็นคนหัวอ่อนและมีนิสัยประนีประนอม ดังนั้นคนที่กล้าประกาศกร้าวใส่เขาแบบนั้น น่าจะเป็นลูกพี่ลูกน้องคนใดคนหนึ่งของเธอนั่นแหละ
เฉียวชิงอวี้ถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง
"ฉันคิดว่าคุณคงไม่เคยเจอท่านจริงๆ นั่นแหละ เพราะถ้าคุณเคยเห็นหน้าแม่ของฉันมาก่อน คุณคงไม่สามารถทำตัวสบายๆ กับฉันได้เหมือนตอนนี้หรอกค่ะ"
"ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นล่ะ"
"เพราะว่าหน้าตาของฉันเหมือนแม่มาก... เหมือนกันอย่างกับแกะเลยค่ะ"
คิ้วเข้มของเฮ่อซิวอวี้ค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน เขามองพิจารณาเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาประเมิน ในวินาทีนี้เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่า 'เฉียวเฉียว' ต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่
เรื่องที่เฉียวชิงอวี้หน้าตาถอดแบบมาจากแม่ของเธอนั้นไม่ใช่ความลับอะไร ใครๆ ก็รู้กันทั่ว แต่ทำไมจู่ๆ เธอถึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเวลานี้ มันมีความหมายแฝงอะไรหรือเปล่า
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อซิวอวี้ก็ตัดสินใจถามออกไปตรงๆ
"เฉียวชิงอวี้ คุณต้องการจะบอกอะไรผมกันแน่ครับ"
สีหน้าของเฉียวชิงอวี้ยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ขณะที่เอ่ยตอบ
"ฉันแค่อยากจะบอกว่า ด้วยใบหน้าที่เหมือนแม่ขนาดนี้ ฉันไม่กล้าไปสู้หน้าครอบครัวของคุณหรอกค่ะ!"
รูม่านตาของเฮ่อซิวอวี้หดเล็กลงทันที ประโยคนั้นเหมือนกุญแจที่ไขความสงสัยทั้งหมด ในที่สุดเขาก็เข้าใจสิ่งที่เฉียวชิงอวี้พยายามจะสื่อ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบช้าและแฝงความนัย
"ผมนึกว่าคุณไม่ถือสาเรื่องนี้ซะอีก"
ดวงตาของเฉียวชิงอวี้วูบไหวลงเล็กน้อย ความจริงแล้วคนที่ 'ไม่ถือสา' คือเจ้าของร่างเดิมต่างหาก ไม่ใช่ตัวเธอที่มาอยู่ใหม่ในตอนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าจิตใจของเจ้าของร่างเดิมนั้นช่างแข็งแกร่งเหลือเกิน เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับไม่อยู่ในความกังวลของหล่อนเลยแม้แต่น้อย
เฉียวชิงอวี้พยายามปรับน้ำเสียงให้ฟังดูนุ่มนวลและมีเหตุผลที่สุด
"เฮ่อซิวอวี้... คุณลงมือปั้นและเผากระถางต้นไม้ให้ฉันด้วยตัวเอง เวลาคุณออกไปทำงานต่างที่ คุณก็ยังอุตส่าห์จำได้และซื้อครีมเสวี่ยฮวามาฝากฉัน เรื่องเงินทองคุณก็ไม่เคยทำให้ฉันต้องลำบาก..."
เธอไล่เรียงสิ่งที่เขาทำให้ทีละเรื่อง ยิ่งพูดยิ่งค้นพบว่าผู้ชายคนนี้ทำหน้าที่สามีได้ดีมากจริงๆ เธอหยุดพูดชั่วขณะ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่เปิดเผยจริงใจ
"สิ่งเหล่านี้ที่ฉันพูดออกมา คุณเข้าใจความหมายของมันใช่ไหมคะ"
สีหน้าของเฮ่อซิวอวี้เย็นชาลงทันตาเห็น เข้าใจสิ... เขาจะไปไม่เข้าใจได้ยังไงกัน เธอพูดออกมาชัดเจนขนาดนี้ว่าไม่อยากให้เขามาเสียเวลากับเธออีก
นี่คือการบอกปัดความหวังดีและขีดเส้นความสัมพันธ์ เธอไม่ต้องการและไม่ซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำให้ แถมยังไม่ได้คิดจะมีอนาคตร่วมกันกับเขาด้วยซ้ำ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ แล้วตอนแรกจะดิ้นรนแต่งงานกับเขาทำไม
สายตาของเฮ่อซิวอวี้ลึกล้ำยากจะคาดเดา เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็ง
"เฉียวชิงอวี้ ก่อนหน้านี้ไม่นานคุณยังเคยขู่จะฆ่าตัวตายเพื่อให้ผมพาคุณไปปักกิ่งอยู่เลย คุณเป็นคนพูดเองว่าเตรียมตัวพร้อมจะไปอยู่กับพ่อแม่ของผม คุณบอกว่าจะทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดี และจะทำให้ทุกคนในบ้านยอมรับและชอบคุณให้ได้..."
เฉียวชิงอวี้ก้มหน้าลงหลบสายตา
คำพูดเหล่านั้นเธอจำได้แม่นยำ เพราะเธอได้รับความทรงจำทั้งหมดของร่างนี้มา จะไม่รู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร เหตุการณ์นั้นน่าจะเกิดขึ้นตอนที่เฮ่อซิวอวี้เพิ่งพาเธอมาที่นี่ใหม่ๆ พอเจ้าของร่างเดิมเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ทุรกันดาร ยากจน และลำบาก เธอก็เกิดความรู้สึกเสียใจภายหลัง
เธอคิดว่าตัวเองตัดสินใจผิดที่ตามเฮ่อซิวอวี้มาตกระกำลำบากที่แดนตะวันตกเฉียงเหนือแห่งนี้ เธอควรจะเรียกร้องให้พาไปปักกิ่งตั้งแต่แรก
ในเมื่อจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ทำไมเธอจะไม่มีสิทธิ์ไปเสวยสุขในตึกขาวหลังใหญ่ของตระกูลเฮ่อ ได้ยินมาว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่ใกล้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง เพื่อนบ้านรอบข้างก็มีแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้น
เพราะความโลภและความรักสบาย หล่อนจึงกล้าเรียกร้องเรื่องนี้อย่างหน้าไม่อาย ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ทุกครั้งที่เฮ่อซิวอวี้กลับมาจากฐานวิจัย หล่อนก็จะยกเรื่องนี้ขึ้นมาอาละวาดเสมอ
"เฉียวชิงอวี้ ที่ตอนนั้นผมไม่รับปากคุณ เพราะผมเห็นว่ามันยังไม่เหมาะสม ผมจำได้ว่าผมเคยบอกคุณไปแล้วว่าแม่ของผมยังไม่ยอมรับเรื่องของเรา คุณต้องให้เวลาท่านหน่อย…”
“ตลอดมาผมเห็นว่าคุณไม่ได้ใส่ใจเรื่องหน้าตาของตัวเอง และผมก็เข้าใจมาตลอดว่าคุณไม่ได้เก็บเรื่องอดีตของคนรุ่นพ่อแม่มาคิดมาก แต่วันนี้จู่ๆ คุณก็มีความคิดแบบนี้ขึ้นมา ผมไม่เข้าใจจริงๆ ช่วยบอกผมได้ไหมครับว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า"
เฉียวชิงอวี้เลือกที่จะเงียบ
ความจริงแล้วมันไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น เรื่องที่พ่อแม่ในนามของเธอที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวสั่งห้ามไม่ให้เธอกลับไปบ้าน เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ขาเป็นของเธอ ถ้าเธออยากจะกลับ ใครจะมาห้ามได้
เธอวางแผนไว้แล้วว่า หลังจากจัดการเรื่องทางนี้ให้เข้าที่เข้าทาง อีกสักสองสามวันเธอจะไปซื้อตั๋วรถเพื่อกลับบ้าน
ในเมื่อเธอมาอาศัยอยู่ในร่างนี้ และครอบครัวนั้นก็กำลังวุ่นวายขายปลาช่อน เธอก็ควรกลับไปเตือนสติลุงใหญ่ให้ระมัดระวังเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น
ที่สำคัญ ตอนนี้การบุกเบิกพื้นที่รกร้างก็ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ห้องแล็บเพาะพันธุ์เมล็ดพืชก็พร้อมใช้งานในเร็วๆ นี้ เธอจำเป็นต้องกลับไปที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวสักครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น พวกขวดแก้วเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ฝากไว้กับลุงใหญ่ แม้จะดูปลอดภัยดี แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้เอามันเข้ามาเก็บรักษาไว้ในห้องแล็บของเธอเอง เธอก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี
[จบบท]