บทที่ 125: การโต้กลับที่งดงาม
บางทีแม่สามีอาจจะตำหนิเธอที่เอาแต่อ่านนิยายเพ้อฝันพวกนั้นจนเก็บเอามาเป็นตุเป็นตะ คิดมากจนจิตใจฟุ้งซ่านไปเอง
แต่ในโลกใบนี้ก็ยังมีเรื่องราวลึกลับอีกมากมายที่วิทยาศาสตร์ยังหาคำอธิบายไม่ได้ไม่ใช่หรือ
หานเซียงหลานไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มาเผชิญกับเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ด้วยตัวเอง ลึกๆ แล้วเธอก็หวังให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา เป็นเพียงความสงสัยที่ไร้สาระของคนแก่ที่คิดมากไปเองเหมือนอย่างที่แม่สามีค่อนขอด
แต่ทว่าหลักฐานที่อยู่ตรงหน้านี้กลับปฏิเสธไม่ได้เลย จดหมายฉบับนี้คือพยานปากเอกที่ชัดเจนที่สุด
ในความทรงจำของหานเซียงหลาน เธอกับเฮ่อซานเคยเรียนหนังสือด้วยกันในโรงเรียนหมู่บ้านอยู่หลายปี ครูผู้สอนเป็นซิ่วไฉเฒ่าผู้ไม่สมหวังในเส้นทางขุนนาง แต่กลับมีฝีมือการเขียนพู่กันที่งดงามหาตัวจับยาก
ตัวเธอเองก็พอมีพรสวรรค์ในการเขียนอักษรอยู่บ้าง ซิ่วไฉเฒ่าจึงเอ็นดูและมักจะถ่ายทอดเคล็ดลับการเดินพู่กันให้เธอเสมอ
เพราะแบบนี้ ทันทีที่เห็นลายมือในจดหมาย เธอถึงดูออกทันทีว่าลายมือของเฉียวชิงอวี้ผิดปกติ
ลูกสาวของเธอเรียนถึงแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ โรงเรียนก็ถูกสั่งปิด พอสถานการณ์บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติและโรงเรียนเปิดอีกครั้ง เฉียวชิงอวี้ก็หัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมกลับไปเรียนต่ออีก แต่ถึงอย่างนั้นคนเป็นแม่ย่อมจำลายมือไก่เขี่ยของลูกตัวเองได้แม่นยำ
ทว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ กลับมีลายมือที่งดงามทรงพลัง ราวกับผ่านการฝึกฝนคัดลายมือมาอย่างหนักหน่วงไม่ต่ำกว่าสิบปี ถึงแม้จะพยายามดัดแปลงให้ดูเหมือนลายมือเดิมแค่ไหน แต่โครงสร้างของตัวอักษรและความหนักเบาของเส้นหมึกก็ยังฟ้องอยู่ดี
น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีสมุดการบ้านเล่มเก่ามาเปรียบเทียบ เพราะเมื่อตอนอายุสิบห้า เฉียวชิงอวี้ได้เผาสมุดบันทึกและหนังสือเรียนทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง
พูดตามความจริง นี่คือเลือดในอกของเธอ คือลูกสาวที่เธออุ้มท้องมาสิบเดือนเต็มๆ วันแรกที่คลอดออกมา เด็กน้อยผิวขาวอมชมพูน่ารักน่าชังจนชาวบ้านสิบทิศต่างร่ำลือว่าไม่เคยเห็นเด็กที่ไหนสวยขนาดนี้มาก่อน
ใครๆ ก็บอกว่าลูกสาวเธอคือนางฟ้าตัวน้อยลงมาจุติ ซึ่งเธอก็เชื่อแบบนั้นมาตลอด
ต่อให้ตอนโตขึ้นแกจะเริ่มทำตัวเหลวไหลและดูหัวทึบไปบ้าง แต่เธอก็ไม่เคยคิดระแวงไปในทางลี้ลับแบบนี้เลย
จนกระทั่งเกิดเรื่องงามหน้าขึ้น... วันที่เฉียวชิงอวี้ฉวยโอกาสตอนที่เฮ่อซิวอวี้เมามายไม่ได้สติ
ความสงสัยทั้งหมดในใจของหานเซียงหลานแปรเปลี่ยนเป็นความรังเกียจและความเจ็บปวดรวดร้าว แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นลูกสาวแท้ๆ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชิงชังการกระทำนั้น
เธอรักและประคบประหงมลูกมาดั่งไข่ในหิน แต่ผลตอบแทนที่ได้รับกลับเหมือนถูกลูกในไส้เอามีดกรีดกลางใจ
ทั้งที่ลูกก็รู้อยู่เต็มอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับตระกูลเฮ่อเป็นอย่างไร แต่เฉียวชิงอวี้ก็ยังกล้าทำเรื่องบัดสีแบบนั้น มิหนำซ้ำยังป่าวประกาศเรียกผู้คนมามุงดูเพื่อบีบบังคับให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก โดยไม่คำนึงเลยว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นหายนะ
แต่งงานไปแบบนั้นจะมีความสุขได้อย่างไร
เมิ่งซือฉี ภรรยาใหม่ของเฮ่อซาน จะยอมรับลูกสะใภ้ที่ใช้วิธีสกปรกแบบนี้ได้หรือ
แล้วตัวเฮ่อซิวอวี้เองเล่า เขาจะให้เกียรติผู้หญิงที่วางแผนจับเขาได้อย่างไร
ที่สำคัญที่สุด ลูกก็รู้ดีว่าแม่กับพ่อของเฮ่อซิวอวี้มีอดีตที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต่อให้ลูกจะรักผู้ชายคนนั้นจนยอมตายถวายชีวิต แต่ลูกก็ควรจะตัดใจเมื่อเห็นแก่หน้าแม่บ้างไม่ใช่หรือ
ในเมื่อเฉียวชิงอวี้ไม่เห็นหัวแม่คนนี้ เธอก็ตัดสินใจว่าจะไม่นับญาติกับลูกอีก แต่สุดท้ายหัวอกคนเป็นแม่ก็ยังใจอ่อน ยอมส่งชุดเจ้าสาวที่ปักเย็บด้วยมือตัวเองพร้อมกับเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปให้
ส่วนเงินที่หยิบยืมมาจากตระกูลเฮ่อ หานเซียงหลานไม่แตะต้องแม้แต่สตางค์แดงเดียว เธอส่งคืนกลับไปทั้งหมด
นับตั้งแต่นั้นมา เธอก็คิดว่าต่างคนต่างอยู่ ตัดขาดกันไปชั่วชีวิต
เธอพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีลูกสาวคนนี้อีกแล้ว และเฉียวชิงอวี้ก็คงคิดว่าไม่มีแม่คนนี้เช่นกัน
ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ ลูกสาวตัวดีจะกลับมาที่เป่ยเฉิง
ใจจริงเธอไม่อยากจะเจอหน้าลูกด้วยซ้ำ จึงยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมให้เฉียวชิงอวี้เข้ามาพบ
แต่ทว่า... การกลับมาของเฉียวชิงอวี้ในครั้งนี้ กลับทำให้ภาพจำในหัวของเธอสั่นคลอนไปหมด
ไม่รู้ทำไม ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในหัวของเธอถึงเอาแต่ฉายภาพเด็กสาวท่าทางหยิ่งผยองแต่แฝงความฉลาดเฉลียว คนที่พวกเด็กๆ ในหมู่บ้านตั้งฉายาให้ว่า "ราชาเฉียว"
ลูกสาวของเธอคนนี้ดูมีความภาคภูมิใจในตัวเอง และดูฉลาดทันคน รู้จังหวะจะโคนว่าควรทำอะไรตอนไหน ถึงจะไม่ชนะขาดลอยแต่ก็ไม่มีทางยอมเสียเปรียบให้ใคร
โดยเฉพาะเรื่องที่ถูกจ้าวด้าจวี๋และพวกปากตลาดรุมด่าทอ เฉียวชิงอวี้ก็โต้กลับได้เจ็บแสบและงดงามหมดจดเสียจนน่าทึ่ง
ข้างหูของเธอยังคงได้ยินเสียงเฉียวจื้อไฉบ่นพึมพำไม่หยุดปาก แต่แววตาของสามีกลับฉายแววปลื้มปริ่มและภูมิใจจนปิดไม่มิด หานเซียงหลานถอนหายใจยาวก่อนจะยื่นมือไปแตะแขนสามีเพื่อตัดบท
"พอได้แล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว พรุ่งนี้บอกให้ชิงอวี้มาหาฉันเถอะ"
เฉียวจื้อไฉที่กำลังพูดเพลินชะงักกึก เขากำลังจะเทศนาต่อว่า "ผมก็บอกคุณแล้วไง ว่าอย่าทิฐิสูงนักเลย นั่นลูกเรานะ ไม่ใช่ลูกชาวบ้านที่ไหน แกก็สำนึกผิดแล้ว..." ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง หันขวับมามองภรรยาอย่างไม่อยากเชื่อหู
"คุณ... เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ"
หานเซียงหลานทำเสียงดุกลบเกลื่อนความขัดเขิน "ฉันพูดไม่ชัดหรือไง พรุ่งนี้ไปตามลูกสาวของคุณมาสิ"
เฉียวจื้อไฉดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอยลงจากเตียงเตา เขารีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างลนลาน หยิบรองเท้ามาใส่เตรียมจะพุ่งออกไปที่ประตู
หานเซียงหลานขมวดคิ้วมุ่น "นี่มันจะห้าทุ่มแล้ว คุณจะไปไหน"
"ผมจะไปบอกชิงอวี้!"
"ป่านนี้ลูกหลับไปแล้ว ดึกดื่นขนาดนี้คุณจะไปปลุกแกขึ้นมาทำไม พรุ่งนี้เช้าค่อยไปรับมาก็ยังไม่สาย"
เฉียวจื้อไฉยืนเกาหัวอยู่ที่หน้าประตู เขาหัวเราะแหะๆ อย่างมีความสุข เงยหน้าขึ้นกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่น้ำใสๆ ที่เอ่อคลอเบ้าให้ไหลย้อนกลับไป ดีจริงๆ ในที่สุดปมในใจของภรรยาก็คลายออกเสียที หลายวันที่ผ่านมาเขาอึดอัดเหมือนโดนย่างสดอยู่บนกองไฟ ทรมานใจเหลือเกิน
ความจริงแล้ว เขาแอบย่องไปที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวตั้งสามรอบ แต่ได้เห็นหน้าลูกแค่ครั้งเดียว แถมยังเป็นการแอบมองจากระยะไกลลิบ
เหตุผลที่เขาไม่กล้าปรากฏตัว เพราะกลัวว่าถ้าลูกเห็นเขาแล้วจะรั้งตัวไว้ ร้องห่มร้องไห้จะขอมาเจอแม่ เขาเองก็คงใจอ่อนปฏิเสธไม่ลง แล้วถ้าพามาจริงๆ ก็กลัวจะเกิดเรื่องราวใหญ่โตจนอาการป่วยของภรรยากำเริบ ยาที่กินไปจะเสียเปล่า
เลยได้แต่แอบมองอยู่ห่างๆ แต่แค่นั้นเขาก็ภูมิใจจนตัวพอง
ลูกสาวของเขายืนเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับหัวหน้ากองผลิตซุน เด็กสาวอายุยังไม่เต็มสิบแปดปียืนหลังตรงแหน่ว แววตาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บุคลิกท่าทางสง่างามจนเผลอคิดว่าเป็นผู้บริหารระดับสูงจากในเมืองมาตรวจงานเสียอีก
ตอนนั้นเขายิ้มแก้มแทบแตก หุบยิ้มไม่ได้ตลอดทางกลับบ้าน
ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว ภรรยายอมให้ลูกเข้าบ้าน เขาไม่ต้องคอยเป็นคนกลางที่โดนบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองอีกต่อไป
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดอันสดใสสาดส่องทะลุชั้นเมฆลงมาอาบไล้ผืนดินแห่งเป่ยเฉิง ท้องฟ้าทางเหนือเป็นสีฟ้าครามสดใสราวกับอัญมณี ไร้เมฆหมอกบดบัง ยิ่งเมื่อคืนมีฝนโปรยปรายลงมา ก็ยิ่งชะล้างให้ท้องฟ้าดูสะอาดตาราวกับกระจกเงา ยอดกิ่งหลิวแตกใบอ่อนสีเขียวขจีพลิ้วไหวล้อสายลมยามเช้า
ผืนดินแห่งเป่ยเฉิงถูกห่มคลุมด้วยสีเขียวขจี เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและพลังชีวิต
ในขณะเดียวกัน หนิวกุ้ยลี่กำลังง่วนอยู่ในห้องครัวด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก โบราณว่าไว้ 'แม่ศรีเรือนต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าไม่มีข้าวสารก็หุงข้าวไม่ได้' ไม่มีวัตถุดิบ ต่อให้มีฝีมือระดับเชฟหลวงก็ไร้ความหมาย
เมื่อวานเช้า ตอนที่น้องสามีกับครอบครัวออกเดินทางไปทุ่งหญ้าโม่เป่ย เธอจำใจต้องขูดแป้งข้าวโพดก้นถังมาทำแผ่นแป้งย่างจนหมดเกลี้ยง ผัดผักดองอีกหนึ่งชาม แล้วก็เอาผักป่าที่เก็บมาเมื่อวานซืนมาต้มซุป
กะว่ามื้อเที่ยงคงต้องอดกันถ้วนหน้าเพราะไม่มีอะไรจะกินแล้ว
แต่เธอก็ไม่กล้าบ่นหรือโวยวาย กลัวน้องสามีมาได้ยินเข้าแล้วจะรู้สึกไม่ดีที่มาพักอยู่ด้วย ยังไงเสียเฉียวชิงอวี้ก็แต่งงานออกไปแล้ว ถือเป็นแขกคนสำคัญ จะมาอยู่บ้านแม่ได้กี่วันกันเชียว ถ้าแม่สามียังไม่ยอมใจอ่อน อีกไม่นานน้องสามีก็คงต้องกลับซีชวน
แต่ใครจะไปคาดคิด พอตื่นเช้าเดินเข้าครัวมา หนิวกุ้ยลี่แทบขยี้ตาตัวเอง
มีแป้งสาลีขาวจั๊วะวางอยู่หนึ่งกระสอบ ข้าวโพดอีกหนึ่งกระสอบ แถมด้วยข้าวฟ่างอีกครึ่งกระสอบ
บนตู้กับข้าวยังมีวุ้นเส้นและบะหมี่แห้งวางเรียงราย
ที่สำคัญ บนโต๊ะกินข้าวกลางบ้านมีกะละมังใบใหญ่ใส่ซาลาเปาลูกขาวอวบวางอยู่เต็มพูน
แวบแรกเธอเกือบจะนึกว่ามีเทวดาเสกของมาให้
จนกระทั่งเฉียวชิงอวี้ตื่นขึ้นมาอธิบายว่า ทั้งหมดนี้เธอไปเหมามาจากร้านขายธัญพืชในตัวอำเภอ
ตามกฎแล้ว ตั๋วปันส่วนอาหารที่เฉียวชิงอวี้มีอยู่ไม่น่าจะใช้ซื้อข้าวของข้ามเขตในเป่ยเฉิงได้ แต่ตั๋วของเธอกลับเป็นตั๋วพิเศษสำหรับบุคลากรทางทหารและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั่วราชอาณาจักร
มิน่าล่ะ ถึงได้ขนเสบียงมาได้เยอะขนาดนี้
ตอนนี้ในหม้อกำลังอุ่นซาลาเปาร้อนๆ และต้มโจ๊กข้าวฟ่างส่งกลิ่นหอมฉุย
กลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยฟุ้งไปทั่ว แม้แต่ยืนอยู่ในลานบ้านก็ได้กลิ่นความสุขนี้อย่างชัดเจน
[จบบท]