บทที่ 132: เปิดห้องเพาะพันธุ์เมล็ด
รถบรรทุกคันใหญ่แล่นมาจอดสนิทอยู่ที่หน้าเรือนพักรับรองแห่งหนึ่ง ซึ่งทำเลที่ตั้งนับว่าดีทีเดียวเพราะอยู่ติดกับอู่ซ่อมรถพอดี แต่ปัญหาก็คือทางอู่แจ้งว่าไม่มีอะไหล่ที่ต้องการ ทำให้เฉียวเทียนเป่าต้องคว้าจักรยานปั่นออกไปตระเวนหาซื้ออะไหล่ในตัวอำเภอใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน
ดูท่าแล้วคืนนี้คงหนีไม่พ้นต้องนอนค้างอ้างแรมกันที่นี่อย่างแน่นอน
ตัวรถบรรทุกจอดสงบนิ่งอยู่หน้าประตูใหญ่ของอู่ซ่อมรถซึ่งอยู่ติดกับเรือนพักรับรอง
สภาพของเรือนพักรับรองแห่งนี้ดูไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาเท่าไหร่นัก มองไปทางไหนก็เห็นแต่คราบสกปรกฝุ่นเขรอะไปหมด เฉียวชิงอวี้มองสำรวจดูแล้วก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า ให้เธอนอนขดตัวอยู่ในห้องโดยสารหน้ารถบรรทุกยังจะรู้สึกดีเสียกว่าต้องไปนอนในห้องพักซอมซ่อแบบนั้น
ถึงแม้ในห้องโดยสารของพี่เทียนเป่าจะมีกลิ่นน้ำมันเครื่องตลบอบอวลไปบ้าง แต่เบาะนั่ง พื้นรถ และบริเวณรอบๆ กลับถูกเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยมอ่องไร้ฝุ่นผง
ที่สำคัญคือเบาะรองนั่งพวกนั้นเป็นฝีมือของเฉียวจื้อไฉที่ถักทอขึ้นมาจากต้นอ้ออย่างประณีต มันจึงส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของพืชธรรมชาติออกมาช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
แต่แน่นอนว่าทั้งพี่เทียนเป่าและลุงจางกุ้ยจี้ไม่มีทางยอมให้เธอทำแบบนั้นแน่ๆ เป็นสาวเป็นนางจะมานอนเฝ้ารถข้างถนนได้ยังไง มันอันตรายเกินไป
เฉียวชิงอวี้ทำท่าทีอิดออดเล็กน้อยอย่างจนปัญญา ก่อนจะรับปากส่งๆ ว่าจะเข้าไปนั่งพักข้างในสักครู่แล้วค่อยเข้าห้องนอน เพื่อให้ชายต่างวัยทั้งสองคนสบายใจและเลิกเซ้าซี้เธอเสียที
เมื่อคล้อยหลังทั้งสองคน เฉียวชิงอวี้ก็ฉวยโอกาสเอนตัวลงนอนแผ่หราอยู่บนเบาะคนขับอย่างสบายอารมณ์
ในหัวของเธอเริ่มครุ่นคิดวางแผนการใหญ่ เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่จะเอาไปส่งให้คอมมูนเซี่ยซี เธอจะสับเปลี่ยนกับเมล็ดพันธุ์จากห้องแล็บยังไงดีนะ
เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างทุ่มเทแรงกายแรงใจเหลือเกิน หัวใจดวงน้อยๆ นี้ต้องมาแบกรับภาระอันหนักอึ้งจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
ผ่านไปสักพัก เฉียวชิงอวี้ก็เปิดประตูห้องโดยสารแล้วปีนขึ้นไปบนกระบะท้ายรถบรรทุกอย่างคล่องแคล่ว เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าปลอดคนและมั่นใจว่ายุคนี้ยังไม่มีกล้องวงจรปิดมาคอยจับจ้องพฤติกรรม เธอจึงรีบไปนั่งหลบมุมอยู่ที่มุมหนึ่งของกระบะรถ
มือขวาของเธอทาบลงไปที่ไฝแดงบนข้อมือ ส่วนมือซ้ายก็คว้าหมับเข้าที่กระสอบเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาว เพียงแค่สิบวินาที ร่างของเธอก็แวบหายเข้าไปยืนอยู่ในมิติห้องแล็บเรียบร้อยแล้ว
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งสติ เสียงสัญญาณเตือน ติ๊ง ติ๊ง ดังระงมไปทั่วพื้นที่ห้องแล็บ ทำเอาเฉียวชิงอวี้สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
จากนั้นเสียงสังเคราะห์แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น เป็นเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินตอนเปิดใช้งานห้องแล็บครั้งแรก
"ระบบตรวจสอบพบเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวจำนวนห้าสิบกิโลกรัม ปริมาณถึงเกณฑ์มาตรฐานการเพาะพันธุ์ ทำการเปิดห้องเพาะพันธุ์เมล็ด..."
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เฉียวชิงอวี้ถึงกับอ้าปากค้าง ผนังกระจกฝ้าที่อยู่ตรงข้ามค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปด้านบนอย่างช้าๆ เผยให้เห็นพื้นที่ห้องปฏิบัติการอีกห้องหนึ่งที่มีอุปกรณ์หน้าตาคล้ายคลึงกับห้องเพาะพันธุ์เมล็ดในโลกเดิมของเธอ
เฉียวชิงอวี้ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก้าวเท้าเข้าไปสำรวจภายในห้องนั้นทันทีโดยไม่ลังเล
บรรยากาศและอากาศภายในห้องนี้เหมือนกับในห้องเก็บเมล็ดพันธุ์ไม่มีผิดเพี้ยน มันคือพื้นที่สองส่วนที่เชื่อมต่อถึงกัน แสดงว่าอุปกรณ์มิติแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดเล็กเท่าที่เธอเห็นในตอนแรก แต่มันสามารถขยายอาณาเขตได้
ห้องเพาะพันธุ์นี้เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า บนโต๊ะทดลองที่วางเรียงรายอยู่นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์ล้ำสมัย ทั้งกล้องจุลทรรศน์ อุปกรณ์วิจัย ตู้อบเพาะพันธุ์ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ และเครื่องจักรหน้าตาแปลกประหลาดอีกหลายชิ้นที่เธอเองก็เรียกชื่อไม่ถูก
ความรู้สึกในตอนนี้ของเฉียวชิงอวี้คือความปิติยินดีอย่างถึงที่สุด สรุปแล้วห้องแล็บมิตินี้สามารถใช้งานหมุนเวียนและอัปเกรดได้จริงๆ ด้วย
สาเหตุที่ถั่วเหลืองรอบก่อนไม่สามารถเปิดฟังก์ชันนี้ได้ น่าจะเป็นเพราะน้ำหนักและปริมาณยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ระบบกำหนดไว้นั่นเอง
แม้ว่าในใจจะตื่นเต้นจนแทบจะกรีดร้องออกมา แต่เฉียวชิงอวี้ก็ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เธอตรวจสอบความเรียบร้อยจนมั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด แล้วจึงรีบออกจากมิติห้องแล็บทันที เพราะสถานที่ที่เธออยู่ตอนนี้คือหลังรถบรรทุกซึ่งไม่ปลอดภัย หากพี่ชายหรือลุงจางเดินกลับมาเห็นเข้าคงเป็นเรื่องใหญ่
เฉียวชิงอวี้รีบกลับเข้าไปในเรือนพักรับรองอย่างว่าง่าย
เธอจัดการปิดไฟเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ
ทางด้านเฉียวเทียนเป่าที่กว่าจะหาซื้ออะไหล่รถได้ก็เล่นเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาด พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ส่วนจางกุ้ยจี้ด้วยความที่อายุมากแล้วต้องมานั่งรถทางไกลก็เพลียจัดจนหลับสนิทไปเช่นกัน
ห้องพักของเฉียวชิงอวี้อยู่ติดกับห้องของพวกเขา ผนังห้องพักที่นี่บางราวกับกระดาษ แทบไม่เก็บเสียงเลย เธอได้ยินเสียงกรนสนั่นหวั่นไหวทะลุกำแพงมา แต่เธอก็ยังใจเย็นพอที่จะนอนรอต่อไปอีกสองชั่วโมง
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสูเที่ยงคืน เฉียวชิงอวี้จึงย่องเบาออกจากเรือนพักรับรองอย่างเงียบเชียบ
เธอปีนกลับขึ้นไปบนกระบะรถบรรทุกอีกครั้ง
ตามหลักการแล้ว การขนของสำคัญแบบนี้ควรจะต้องมีคนเฝ้ารถหนึ่งคน เพราะถ้าเกิดมีใครมาขโมยเมล็ดพันธุ์ไปคงเป็นเรื่องหายนะ
แต่โชคดีที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มาก และจุดที่รถจอดอยู่ก็ดันเป็นทำเลทอง ฝั่งตรงข้ามเรือนพักรับรองคือที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่น ส่วนข้างๆ ก็เป็นกองรักษาความปลอดภัย
ดังนั้นความปลอดภัยจึงหายห่วง
และนั่นก็เปิดโอกาสทองให้เฉียวชิงอวี้ลงมือปฏิบัติการได้อย่างสะดวกโยธิน
เฉียวชิงอวี้ใช้เวลาถึงสามชั่วโมงเต็มในการสับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้าจำนวนสองพันจินจนครบถ้วน
ตอนนี้เธอยังไม่มีเวลาพอที่จะทำการเพาะพันธุ์หรือปรับปรุงสายพันธุ์ในห้องแล็บ แต่เธอเลือกที่จะนำเมล็ดพันธุ์ธรรมดาทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในห้องเพาะพันธุ์เมล็ดก่อน
รอให้มีจังหวะและเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ เธอค่อยกลับเข้ามาจัดการทีหลัง
และไหนๆ ก็ลงมือแล้ว เธอเลยจัดการสับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์หญ้าข้าวบาร์เลย์หนึ่งพันจิน กับเมล็ดพันธุ์มันฝรั่งอีกแปดร้อยจินไปด้วยเสียเลย
กว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น เฉียวชิงอวี้ก็เหนื่อยจนแขนขาอ่อนแรงแทบยกไม่ขึ้น แต่เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดก็ถูกสลับเปลี่ยนเรียบร้อยสมความตั้งใจ
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เฉียวชิงอวี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
***
สามวันต่อมา
คณะเดินทางของเฉียวชิงอวี้ก็เดินทางมาถึงคอมมูนเซี่ยซีได้อย่างปลอดภัย
ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งแรก แม้ว่าการเดินทางตลอดหลายวันที่ผ่านมาจะขรุขระและโคลงเคลงจนแทบเมารถ แต่เฉียวชิงอวี้ก็กัดฟันสู้จนกลับมาถึงเขตซีชวนได้สำเร็จ
ทันทีที่รถจอดสนิท เธอก็รีบกระโดดลงจากรถเพื่อยืดเส้นยืดสายและสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่
เธอยืนอยู่หน้าทางเข้าคอมมูนเซี่ยซี พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่าบรรยากาศที่นี่มันดูแปลกๆ ชอบกล
ทำไมคนถึงได้น้อยขนาดนี้นะ
ปกติแล้วคอมมูนเซี่ยซีไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์เหมือนที่อื่น ช่วงหน้าหนาวที่ว่างเว้นจากการทำนาอาจจะมีหยุดบ้าง แล้วก็หยุดยาวช่วงตรุษจีนเท่านั้น
ดังนั้นถ้าเป็นเวลากลางวันแสกๆ แบบนี้ ปกติจะต้องมีผู้คนเดินขวักไขว่ แต่ภาพที่เห็นวันนี้กลับดูเงียบเหงาถนัดตา เฉียวชิงอวี้คาดเดาว่าชาวบ้านคงจะออกไปทำงานในนากันหมด เพราะถึงแม้ลู่เย่จะส่งเครื่องจักรการเกษตรมาสนับสนุน แต่เครื่องจักรพวกนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก งานถอนหญ้า ใส่ปุ๋ย หรือรดน้ำ ก็ยังต้องใช้แรงงานคนอยู่ดี
ในขณะที่กำลังสงสัย รองหัวหน้าเฉียน หรือที่ใครๆ เรียกว่าเหล่าเฉียน ก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาต้อนรับด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ตอนที่อยู่เมืองซีชวน เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวล่วงหน้าแล้ว คืนนี้ทั้งคืนเขานอนไม่หลับเลยเพราะกลัวว่าคณะของเฉียวชิงอวี้จะมาถึงกลางดึกแล้วไม่มีคนคอยรับ
นับตั้งแต่วันที่ออกจากกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว วันนี้ก็เข้าสู่วันที่ห้าในช่วงสายๆ พอดี
เฉียวชิงอวี้ชี้มือไปที่กระบะท้ายรถบรรทุก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใสฉะฉาน
"รองหัวหน้าเฉียน เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้าที่คุณต้องการจำนวนหนึ่งพันจินขนมาถึงแล้วค่ะ ทางสถานีเมล็ดพันธุ์อำเภอหนิงอานเขาคิดราคาต้นทุนให้เลย ตอนแรกฉันว่าจะโทรมาปรึกษาคุณก่อน แต่คิดไปคิดมาก็ตัดสินใจขนมาให้ดูของจริงเลยดีกว่า ถ้าคุณดูแล้วพอใจก็รับไว้ แต่ถ้าไม่ถูกใจ เดี๋ยวฉันขนกลับไปที่ฐานวิจัยเองค่ะ"
รองหัวหน้าเฉียนรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงกังวาน "พอใจสิ พอใจมากเลยล่ะ ชิงอวี้ พูดแบบนี้ดูห่างเหินไปหน่อยนะ ของที่เธออุตส่าห์หามาให้ มีหรือจะไม่ใช่ของดีที่สุด"
พูดจบเขาก็หันไปสั่งฟางเสี่ยวเหมยที่เดินตามออกมา "เสี่ยวเหมย รีบไปตามนักบัญชีกับคนจ่ายเงินมาเร็วเข้า"
ฟางเสี่ยวเหมยรับคำแล้ววิ่งกลับเข้าไปในสำนักงานคอมมูนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
เรื่องงานก็ต้องทำตามระเบียบ ขั้นตอนต่างๆ ต้องทำให้ถูกต้องครบถ้วน เฉียวชิงอวี้หยิบเอกสารรับรองและใบเสร็จต่างๆ ที่ออกโดยสถานีเมล็ดพันธุ์อำเภอหนิงอานส่งให้กับรองหัวหน้าเฉียน
รองหัวหน้าเฉียนรับไปตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทุกใบมีตราประทับราชการถูกต้องชัดเจน เขาอดชื่นชมในใจไม่ได้ว่าเฉียวชิงอวี้คนนี้ทำงานได้รอบคอบและเด็ดขาดจริงๆ
เฉียวเทียนเป่าขับรถพาไปจอดเทียบที่หน้าโกดังสินค้าของคอมมูน
ที่นั่นมีคนงานมารรอเตรียมพร้อมสำหรับขนถ่ายสินค้าอยู่แล้ว
ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ถึงแม้จะถือว่าล่าช้าไปบ้างสำหรับการเพาะปลูก แต่พื้นที่การเกษตรบางส่วนที่ประสบภัยพิบัติก็ไม่สามารถปลูกธัญพืชหลักได้แล้ว สถานการณ์ตอนนี้เรียกว่ามีอะไรก็ต้องลองเสี่ยงดู ดีกว่าปล่อยที่ดินทิ้งร้าง และที่สำคัญคือรองหัวหน้าเฉียนมีความเชื่อใจในตัวเฉียวชิงอวี้อย่างเต็มเปี่ยม
ในเมื่อเธอยืนยันว่าพืชพวกนี้มีระยะเวลาการเติบโตสั้นและสามารถเก็บเกี่ยวได้ทันเวลา เขาก็เลือกที่จะเชื่อเธอ
ระหว่างที่ขนย้ายเมล็ดพันธุ์ลงจากรถ เขาตะโกนกำชับคนงานจนเสียงแหบเสียงแห้ง ให้ระมัดระวังถุงเมล็ดพันธุ์ยิ่งกว่าไข่ในหิน ทางด้านฝ่ายการเงินก็เริ่มดำเนินการตามขั้นตอนเบิกจ่าย
เฉียวชิงอวี้จึงไปจัดการโทรศัพท์กลับไปที่สถานีเมล็ดพันธุ์อำเภอหนิงอาน เพื่อแจ้งให้ทางนั้นทราบว่าได้รับของเรียบร้อยแล้ว และกำลังจะดำเนินการโอนเงินไปให้...
[จบบท]