บทที่ 143: ความบริสุทธิ์ใจ
ถ้าเป็นเวลาปกติ เจ้าอ้วนเสี่ยวหูคงวิ่งเล่นหน้าบานเป็นจานเชิงเหมือนทุกวัน แต่วันนี้เด็กชายกลับดูหงอยเหงาลงถนัดตา
ความสดใสที่เคยมีหายวับไป เหลือทิ้งไว้แค่ความกังวลใจที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้า ถึงจะเป็นแค่เด็กตัวกะเปี๊ยก แต่เขาก็ความรู้สึกไวพอที่จะรับรู้ได้ว่าบรรยากาศในบ้านตอนนี้มัน 'มาคุ' แค่ไหน ความสงบสุขที่เคยมีกำลังสั่นคลอนจนน่ากลัว
เมื่อคืนแม่ร้องไห้หนักมาก... เสียงสะอื้นดังลอดออกมาจากห้องนอนแทบทั้งคืน ฟังแล้วไม่ได้มีแค่ความเสียใจ แต่มันเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น ยิ่งตอนที่แม่พึมพำชื่อพ่อออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ เสี่ยวหูก็พอจะเดาออกลางๆ ว่าพ่อของเขาต้องไปก่อเรื่องร้ายแรงอะไรสักอย่างมาแน่นอน
ทันทีที่เห็นเฉียวชิงอวี้เดินเข้ามาพร้อมกับเฮ่อเสวี่ยหรง เสี่ยวหูที่นั่งจุมปุ๊กอยู่ก็รีบฝืนยิ้มทักทายเพื่อนตัวน้อยแบบเขินๆ
เฉียวชิงอวี้สัมผัสได้ทันทีว่าบรรยากาศรอบตัวเด็กชายดูอึมครึมชอบกล เธอค่อยๆ ปล่อยมือหลานสาวตัวน้อยแล้วก้มลงกระซิบ
"หรงหรงจ๊ะ หนูไปเล่นเป็นเพื่อนพี่เสี่ยวหูหน่อยนะลูก อาขอคุยธุระกับป้าสะใภ้หลี่แป๊บนึง"
ต้องยอมรับว่าพัฒนาการด้านภาษาของเฮ่อเสวี่ยหรงดีขึ้นแบบก้าวกระโดด สำหรับหนูน้อยคนนี้ ขอแค่มีเฉียวชิงอวี้อยู่ใกล้ๆ แกก็จะรู้สึกอุ่นใจและกล้าเผชิญโลก
พอได้รับคำสั่ง เด็กหญิงผู้ว่าง่ายก็พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเดินเตาะแตะเข้าไปหาพี่ชายตัวโตที่ยืนรออยู่
เสี่ยวหูยกมือเกาหัวแกรกๆ แก้เก้อ พลางรวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปจูงมือน้อยๆ ของน้องสาวพาไปเล่นตรงมุมกำแพงบ้าน ซึ่งเป็นฐานทัพประจำของพวกเด็กๆ
ตรงนั้นมีกองทรายที่หลี่จื้อเฉียงลงมือขนมาเทด้วยตัวเอง เขาอุตส่าห์คัดทรายเนื้อละเอียดมาก่อเป็นบ่อทรายขนาดย่อมไว้ให้ลูกชาย ถึงแถวนี้จะอยู่ใกล้แนวพายุทรายและหาทรายได้ไม่ยากก็เถอะ
แต่การที่พ่อคนหนึ่งทุ่มเทแรงกายสร้างพื้นที่เล่นที่ทั้งปลอดภัยและสะอาดสะอ้านไว้ให้ลูก มันก็บ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขารักและใส่ใจเสี่ยวหูมากแค่ไหน เด็กๆ เลยชอบมาขลุกตัวปั้นทรายกันอยู่ตรงนี้ประจำ
พอเห็นเด็กๆ เข้าคู่กันได้แล้ว โจวเสี่ยวฉิน หรือพี่สะใภ้หลี่ที่ยืนรออยู่หน้าประตูก็เอ่ยเรียก เสียงของเธอแหบแห้งเหมือนคนผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
"ชิงอวี้ เข้ามาคุยกันในบ้านเถอะ"
เฉียวชิงอวี้เดินตามเจ้าของบ้านเข้าไป พลางพูดดักคอไว้ก่อนเพื่อความรวดเร็ว "ฉันแค่แวะมาดูสถานการณ์หน่อยน่ะค่ะ เดี๋ยวต้องรีบไปที่ห้องแล็บต่อ"
สภาพของพี่สะใภ้หลี่ดูทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาบวมเป่งจากการผ่านศึกน้ำตามาตลอดคืน เธอทิ้งตัวลงนั่งแล้วถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะเริ่มระบายสิ่งที่อัดอั้น
"ฉันก็ยังไม่รู้อะไรแน่ชัดหรอกนะ แต่เมื่อวานช่วงบ่ายมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาแจ้งเรื่องให้ทราบ แล้วพวกเขาก็เข้ามาค้นบ้าน รื้อพวกหนังสือกับเอกสารไปตรวจสอบยกใหญ่เลย"
เฉียวชิงอวี้ฟังแล้วก็นิ่งคิด "แล้วเขาไม่เจอสิ่งผิดปกติอะไรใช่ไหมคะ?"
ในมุมมองของเธอ หลี่จื้อเฉียงอาจจะเป็นคนซื่อจนบื้อ หรืออาจจะประมาทเลินเล่อไปบ้าง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นสมคบคิดก่ออาชญากรรมร้ายแรง คนหัวทึบแบบนั้นจะมีเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อนได้ยังไง
พี่สะใภ้หลี่พยักหน้าช้าๆ สีหน้าดูผ่อนคลายลงนิดหน่อย "ไม่เจอจ้ะ เขาบอกว่าไม่พบอะไรน่าสงสัย"
แต่แค่อึดใจเดียว แววตาของหญิงสาวก็เปลี่ยนไป ความโศกเศร้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่รุนแรงจนน่าขนลุก เฉียวชิงอวี้เพิ่งเคยเห็นแม่บ้านธรรมดาๆ มีแววตาอาฆาตมาดร้ายขนาดนี้เป็นครั้งแรก
"ชิงอวี้... ไอ้หลี่จื้อเฉียงมันเลว!" พี่สะใภ้หลี่กัดฟันกรอด
"ถ้ามันไม่ไปทำท่าให้ความหวัง หรือทำตัวสนิทสนมเกินเบอร์กับนังเฉินตานตาน ผู้หญิงพรรค์นั้นจะกล้าวิ่งโร่เข้ามาซุกอกมันถึงในห้องทำงานเหรอ ทำไมไม่ไปกอดคนอื่น ทำไมต้องเจาะจงเป็นผัวพี่ เธอคิดว่าสองคนนี้บริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ งั้นสิ?"
เจอคำถามนี้เข้าไป เฉียวชิงอวี้ก็ถึงกับไปไม่เป็นเหมือนกัน เธอกล้าเอาหัวเป็นประกันแทนใครไม่ได้หรอกตราบใดที่ผลสอบสวนยังไม่ออก ตอนนี้หลี่จื้อเฉียงโดนสั่งพักงานและถูกกักตัวเพื่อสอบสวน ถึงตัวจะปลอดภัย แต่ชะตาชีวิตครอบครัวนี้คงเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว
ถ้าหลี่จื้อเฉียงผิดจริงก็ต้องติดคุก แต่ไม่ว่าผลจะออกหัวหรือก้อย ชีวิตของพี่สะใภ้หลี่กับเสี่ยวหูก็ต้องเดินหน้าต่อไป อย่างน้อยสองแม่ลูกก็ไม่น่าจะโดนหางเลขไปด้วย
เฉียวชิงอวี้ตัดสินใจพูดเตือนสติ พยายามใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและมีเหตุผลที่สุด
"พี่สะใภ้คะ ตื้นลึกหนาบางฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่พี่ลองตรองดูดีๆ ถ้าสองคนนั้นกิ๊กกันจริงๆ เฉินตานตานคงไม่ต้องใช้วิธี 'กอดแล้วล้วง' แบบนั้นหรอกค่ะ"
"เธอหมายความว่ายังไง?" พี่สะใภ้หลี่เงยหน้ามองด้วยความงุนงง
"ฉันหมายความว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าจะไม่ได้มีอะไรเกินเลยไงคะ" เฉียวชิงอวี้เริ่มแจกแจงทีละประเด็น
"ที่เฉินตานตานต้องแกล้งโผเข้ากอด ก็เพื่อฉวยโอกาสตอนพี่หลี่จื้อเฉียงเผลอแล้วขโมยคีย์การ์ดจากกระเป๋าเสื้อ ถ้าพี่หลี่จื้อเฉียงมีใจให้จริงๆ ธรรมชาติของผู้ชายเวลามีผู้หญิงมาเสนอตัวถึงที่ เขาคงไม่รีบผลักไสไล่ส่งหรอกจริงไหม"
เธอเว้นจังหวะให้คนฟังคิดตาม "แล้วถ้าเขารักกันชอบกันจริงๆ ป่านนี้คงล็อกประตูกันไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นเวลาที่ใช้ในห้องก็จะนานขึ้น ยิ่งอยู่นานความเสี่ยงที่จะโดนจับได้ก็ยิ่งมาก เฉินตานตานโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษอยู่แล้ว ยัยนั่นฉลาดพอที่จะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงอยู่ในห้องนั้นนานๆ จนพลาดโอกาสเข้าไปในคลังสินค้าหรอกค่ะ"
คำอธิบายที่เป็นฉากเป็นตอนทำให้สีหน้าบิดเบี้ยวของพี่สะใภ้หลี่เริ่มคลายลง มือที่กำแน่นจนเล็บจิกเนื้อค่อยๆ คลายออก แววตาเริ่มฉายความลังเล
พอเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มรับฟัง เฉียวชิงอวี้ก็รีบตอกย้ำเพื่อดึงสติ
"พี่สะใภ้คะ ต่อให้สมมติว่าเรื่องที่พี่กลัวเป็นความจริง พี่ก็ต้องใจเย็นๆ ตั้งสติให้ดี อย่าเพิ่งคิดทำอะไรวู่วามเด็ดขาด พี่หลี่จื้อเฉียงทำผิดก็มีกฎหมายจัดการ แต่พี่... พี่ยังมีเสี่ยวหูนะคะ"
เฉียวชิงอวี้ขยับเข้าไปกุมมือหญิงสาวตรงหน้า "พี่ลองคิดดู ถ้าพี่โกรธจนหน้ามืดเผลอฆ่าเขาตาย พี่ก็ต้องติดคุก ดีไม่ดีอาจถึงขั้นโดนประหาร แม้เขาจะเลวแค่ไหน แต่เราไม่ใช่ศาลที่จะไปตัดสินชีวิตใคร”
“ถ้าพี่เป็นอะไรไปอีกคน แล้วเสี่ยวหูจะอยู่ยังไง? ญาติพี่น้องพี่ก็ตัดขาดกันไปหมดแล้ว ถ้าเสี่ยวหูต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ไร้ญาติขาดมิตร เด็กตัวแค่นั้นจะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง?"
ชื่อลูกชายเปรียบเหมือนน้ำเย็นจัดที่สาดโครมใส่กองไฟในใจ พี่สะใภ้หลี่เบิกตากว้าง ความเป็นแม่ทำให้เธอเริ่มตระหนักถึงหายนะที่จะตามมาหากเธอขาดสติ
เฉียวชิงอวี้ดูออกว่าโจวเสี่ยวฉินเป็นคนอารมณ์รุนแรงและพร้อมจะทำอะไรสุดโต่ง แต่ถ้ามีคนคอยตะล่อมให้ถูกทาง เธอก็เป็นคนที่รับฟังเหตุผลคนหนึ่ง
"พี่สะใภ้คะ ที่ฉันพูดมาเป็นแค่การคาดเดาในกรณีที่แย่ที่สุด พี่อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย ฉันเชื่อว่าพี่หลี่จื้อเฉียงไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น เต็มที่เขาก็แค่ซื่อบื้อจนโดนหลอกใช้ แต่ถึงอย่างนั้น พี่ก็ต้องเผื่อใจไว้บ้างนะคะ"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดพี่สะใภ้หลี่ก็เอ่ยปาก เสียงแหบพร่านั้นฟังดูเด็ดเดี่ยวขึ้น
"ชิงอวี้... ขอบใจนะที่เตือนสติ ฉันจำใส่หัวไว้หมดแล้ว เธอพูดถูก ฉันจะมัวแต่ใช้อารมณ์ไม่ได้ ต่อให้สุดท้ายผลออกมาว่ามันนอกใจฉันแถมยังทำเรื่องเลวทรามจริงๆ ฉันก็จะกัดฟันเลี้ยงเสี่ยวหูให้ดีที่สุด ฉันจะไม่ยอมให้ลูกต้องลำบากเด็ดขาด"
"พี่คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้วค่ะ บางทีเรื่องมันอาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่เราคิดก็ได้"
พี่สะใภ้หลี่ยิ้มขื่น "แต่มันก็มีคนตายไปแล้วนะชิงอวี้ หนึ่งชีวิตต้องมาจบลงแบบนี้ ฉันรู้สึกแย่ชะมัด"
เวลานี้เธอยังไม่รู้เรื่องระทึกขวัญที่หน้าศาลากลางคอมมูนเมื่อวาน เลยไม่รู้ว่าเฉียวชิงอวี้เองก็เกือบจะกลายเป็นเหยื่อของเฉินตานตานไปอีกคน
ความโกรธแค้นต่อตัวต้นเหตุปะทุขึ้นมาอีกระลอก "นังเฉินตานตาน... จิตใจมันทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้อำมหิตผิดมนุษย์มนาขนาดนี้ มีงานมีการดีๆ ทำไม่ชอบ ดันไปขายชาติขายแผ่นดิน ทรยศต่อความไว้เนื้อเชื่อใจคนอื่น แล้วยังดึงคนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ให้มาซวยไปด้วยอีก"
เฉียวชิงอวี้ตบไหล่ปลอบใจเบาๆ "สำหรับพวกจารชน นั่นคืออาชีพและหน้าที่ของเขาค่ะ" เธอเน้นเสียงหนักแน่นขึ้น
"พี่สะใภ้คะ เรื่องพวกนี้พี่อย่าไปพูดถึงมันอีกเลยนะ ทำเหมือนพี่ไม่รู้อะไรทั้งนั้น รักษาตัวรอดในฐานะคนในครอบครัวที่ไม่รู้เห็นเป็นใจก็พอ"
"อืม ฉันรู้แล้ว ฉันจะไม่พูดซี้ซั้วเด็ดขาด"
"งั้นฉันขอตัวไปที่ห้องแล็บก่อนนะคะ งานค้างกองเป็นภูเขาเลย พี่ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ... อ้อ แล้วน้องสาวพี่ล่ะคะ ตอนนี้อยู่ไหน?"
พี่สะใภ้หลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พลางบุ้ยใบ้ไปทางห้องนอนด้านใน "นอนซมอยู่ในห้องนั่นแหละจ้ะ ชีวิตแม่คนนี้น่าเวทนาจะตาย ตั้งแต่แม่สามีของฉันเสีย พ่อก็แต่งเมียใหม่เข้ามา”
“แม่เลี้ยงใจยักษ์นั่นก็โขกสับหล่อนเยี่ยงทาส ไม่ให้เรียนหนังสือ ข้าวปลาก็ให้กินแบบอดๆ อยากๆ ถึงจะไม่ได้ไล่ให้ไปตากแดดตากลมทำนา แต่ก็ขังไว้แต่ในบ้าน ให้ซักผ้า หุงหาอาหาร เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ งานบ้านทุกอย่างโยนให้เด็กคนนี้ทำหมด แถมยังโดนทุบตีจนน่วมอยู่ประจำ..."
[จบบท]