บทที่ 145: มุ่งมั่นกับอาณาจักรเมล็ดพันธุ์
กลิ่นหอมกรุ่นของซาลาเปาลอยเตะจมูกทันทีที่เดินเข้ามา กลิ่นนี้กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะให้ทำงานหนักขึ้นมาทันตาเห็น มันคือซาลาเปาไส้ถั่วฝักยาวตากแห้งผัดซอสเนื้อสูตรเด็ดฝีมือพี่สะใภ้หลี่
แม้ว่าตัวแป้งด้านนอกจะดูสีคล้ำไปสักหน่อยเพราะมีส่วนผสมของแป้งข้าวโพด แต่เรื่องรสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่กัดเข้าไปคำแรก ความอร่อยกลมกล่อมก็กระจายฟุ้งไปทั่วปาก
เฉียวชิงอวี้เคี้ยวซาลาเปาตุ้ยๆ พลางสมองก็แล่นจี๋
ถ้าวันไหนนโยบายเปิดกว้างเต็มร้อยเมื่อไหร่ ฝีมือระดับพี่สะใภ้หลี่นี่เปิดร้านอาหารในเขตบ้านพักฐานวิจัยได้สบายๆ เผลอๆ ลูกค้าจะต่อคิวยาวจนร้านแตก
แต่ก็นั่นแหละ... ความคิดนี้คงต้องพับเก็บใส่ลิ้นชักไปก่อน ตราบใดที่เรื่องคดีความของหลี่จื้อเฉียงยังคาราคาซังไม่มีบทสรุปที่แน่นอน การจะขยับตัวทำอะไรโจ่งแจ้งในช่วงนี้ก็เหมือนแกว่งเท้าหาเสี้ยน ต้องระวังตัวแจ
มื้อเที่ยงผ่านไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ล็อตสุดท้ายที่เสร็จสิ้นลง
ความตื่นเต้นดีใจฉายชัดบนใบหน้าของชายต่างวัยทั้งสองคน จางกุ้ยจี้และเฉียวเทียนเป่าอาจจะไม่เก็ทกับคำคมคนเมืองอย่าง "เวลาเป็นเงินเป็นทอง" สักเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดถึงสัจธรรมชาวไร่ชาวสวน พวกเขาเข้าใจลึกซึ้งถึงกระดูกดำ การลงมือช้าไปแค่ฤดูกาลเดียว บางทีมันหมายถึงคว้าน้ำเหลวไปทั้งปี
ยิ่งเริ่มปลูกสมุนไพรเร็วเท่าไหร่ ดอกผลแห่งความสำเร็จก็จะยิ่งงอกงามเร็วขึ้นเท่านั้น
หันมาทางลู่เย่บ้าง ถึงลุคภายนอกหมอนี่จะดูขี้เล่น ติดจะกะล่อนหน่อยๆ จนบางทีก็ดูไม่น่าไว้ใจ แต่พอถึงเวลาต้องลุยงานจริง เขากลับเป็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุดคนหนึ่ง ชายหนุ่มจดบันทึกเคล็ดลับการปลูกเทียนหมาและหงฮวา ทั้งข้อควรระวังยิบย่อยต่างๆ ลงบนกระดาษปึกใหญ่ ก่อนจะยื่นส่งให้เฉียวชิงอวี้
หญิงสาวรับมาอ่านผ่านตา เธอก็ต้องเก็บข้อมูลชุดนี้ไว้เป็นคัมภีร์เหมือนกัน ในยุคนี้จะไปหาหนังสือสอนปลูกสมุนไพรเฉพาะทางตามแผงหนังสือทั่วไปก็คงยาก เฉียวชิงอวี้เลยจัดการคัดลอกเนื้อหาทั้งหมดด้วยลายมือบรรจง พอเสร็จเรียบร้อยก็ส่งต้นฉบับชุดนั้นต่อให้จางกุ้ยจี้
ถึงสมาชิกในกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวจะยังใหม่มากกับวงการสมุนไพร แต่พื้นฐานการทำไร่ไถนามันก็ไม่ได้หนีกันไปสักกี่มากน้อย ขอแค่ตั้งใจศึกษาโพยที่ลู่เย่เขียนให้จนทะลุปรุโปร่ง แล้วทำตามอย่างเคร่งครัด สมุนไพรพวกนี้แหละที่จะกลายเป็นบ่อเงินบ่อทอง สร้างรายได้มหาศาลชนิดที่พวกเขาอาจจะไม่กล้าฝันถึงด้วยซ้ำ
***
บริเวณหน้าประตูทางเข้าเขตห้า รถบรรทุกคันใหญ่จอดสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว
ผู้อำนวยการเซี่ยสั่งการด้วยเสียงดังฟังชัด ให้เจ้าหน้าที่หนุ่มฉกรรจ์หลายคนช่วยกันลำเลียงกระสอบเมล็ดพันธุ์ขึ้นรถ บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักเข้มแข็ง
จางกุ้ยจี้กับเฉียวเทียนเป่าช่วยกันขึงผ้าใบคลุมท้ายรถอย่างทะมัดทะแมง สองคนนี้เก็บทุกรายละเอียด
เพราะรู้ดีว่าหนทางกลับบ้านมันยาวไกล แถมฟ้าฝนก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าดวงซวยไปเจอพายุกลางทาง เมล็ดพันธุ์พวกนี้อาจจะเน่าเสียหายได้ นอกจากผ้าใบผืนหนาแล้ว ด้านบนยังโปะทับด้วยกระดาษน้ำมันกันน้ำอีกชั้น มัดเชือกเงื่อนตายจนแน่นปึ้ก มั่นใจได้เลยว่าสินค้าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ได้เวลาล้อหมุน
ผู้อำนวยการเซี่ยในตอนนี้ดูชิลกว่าเมื่อเช้าเยอะ ความกระวนกระวายหายไปเป็นปลิดทิ้ง สาเหตุก็เพราะมติที่ประชุมเมื่อเช้า ไฟเขียวให้จัดตั้ง "คณะกรรมการความร่วมมือเพื่อพื้นที่สีเขียว" ประจำฐานวิจัยเถิงไห่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
และแน่นอน หวยก็มาออกที่ผู้อำนวยการเซี่ย ให้ควบตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของคณะกรรมการชุดนี้ไปอีกหนึ่งเก้าอี้
โครงสร้างทีมงานถูกวางไว้ให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการสี่คน คอยขับเคลื่อนงาน ซึ่งทั้งหมดก็เป็นพนักงานที่ทำงานควบตำแหน่งเหมือนกัน จริงๆ แล้วใจของผู้อำนวยการเซี่ยอยากจะดันเฉียวชิงอวี้ขึ้นมาเป็นรองผู้อำนวยการใจจะขาด เพราะเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดก็มาจากเธอแท้ๆ แต่ข้อเสนอนี้ดันโดนเฮ่อซิวอวี้ปัดทิ้งแบบไม่ไยดี
เหตุผลของเฮ่อซิวอวี้นั้นสั้นง่ายแต่ฟังขึ้น เขาอยากให้เฉียวชิงอวี้โฟกัสกับการสร้างอาณาจักรเมล็ดพันธุ์ของเธอให้แข็งแกร่งก่อน เอาไว้ในอนาคตถ้าทุกอย่างลงตัว เธอค่อยขยับขยายไปรับเหมาที่ดินรกร้าง สานฝันเปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นป่าก็ยังไม่สาย
แต่ตอนนี้... ตำแหน่งรองผู้อำนวยการมันยัง 'หนัก' เกินไปสำหรับเธอ
ถ้ามองในมุมส่วนตัว ลึกๆ แล้วเฮ่อซิวอวี้ก็แค่ไม่อยากให้เมียตัวเองต้องมาแบกภาระหลังแอ่นตั้งแต่เริ่มต้น แม้เขาจะตัดสินใจไปโดยไม่ได้ถามความสมัครใจเธอก่อน แต่เขาก็มั่นใจว่าเฉียวชิงอวี้ฉลาดพอที่จะอ่านเกมออก และเข้าใจความหวังดีที่เขาซ่อนไว้
ภารกิจปรับปรุงภูมิทัศน์และเพิ่มพื้นที่สีเขียวในฐานวิจัย เลยถูกโอนมาอยู่ในมือผู้อำนวยการเซี่ยเต็มๆ ถึงเขาจะเป็นเจ้าภาพหลัก แต่คนขับเคลื่อนโปรเจกต์ตัวจริงคือเหล่าเว่ย พอสองผู้ยิ่งใหญ่จับมือกัน การตั้งทีมงานก็เลยลื่นไหลเร็วยิ่งกว่าติดเทอร์โบ
พอเคลียร์เรื่องตรงหน้าเสร็จ ผู้อำนวยการเซี่ยก็เดินยิ้มร่าเข้ามาหาหญิงสาว
“ชิงอวี้เอ๊ย วันก่อนฉันกับเหล่าเว่ยแอบไปเดินเล่นแถวที่ดินรกร้างที่เธอรับเหมาไว้มาล่ะ...”
เฉียวชิงอวี้เลิกคิ้วนิดๆ ก่อนจะแซวกลับยิ้มๆ “แหม คุณอาเซี่ยคะ ไกลขนาดนั้น เดินเล่นยังไงไปถึงนั่นได้คะเนี่ย”
“ก็แค่ทางผ่าน แวะไปดูนิดๆ หน่อยๆ น่า” ผู้อำนวยการเซี่ยหัวเราะร่า โบกไม้โบกมือแก้เก้อ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น “แต่จะว่าไป หญ้าข้าวบาร์เลย์ตรงนั้นมันงามจริงๆ นะ บางต้นสูงปาเข้าไปยี่สิบเซนต์แล้วมั้ง”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง เหมือนอยากจะบิ๊วอารมณ์ “ชิงอวี้ เธอลองทายซิว่าฉันกับเหล่าเว่ยไปเจออะไรที่นั่น”
เฉียวชิงอวี้รับบทผู้ฟังที่ดี ถามกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เจออะไรเหรอคะ?”
ชายสูงวัยตบต้นขาตัวเองดังฉาด “พวกเราเห็นกระต่ายวิ่งดุ๊กดิ๊กผ่านกอหญ้าไปตัวเบ้อเริ่มเลย!”
“อ๋อ... กระต่ายนี่เอง”
ปฏิกิริยาที่ดูเฉยเมยของหญิงสาวทำเอาผู้อำนวยการเซี่ยเริ่มร้อนรน “โธ่ ชิงอวี้ เธอรู้ไหมว่าการมีกระต่ายมันหมายความว่ายังไง? มันแปลว่าระบบนิเวศแถวนั้นฟื้นตัวดีขึ้นมากแล้วนะ ปกติพื้นที่รอบๆ นี้น่ะ อย่าว่าแต่กระต่ายเลย หนูสักตัวยังหาทำยายาก”
ดวงตาของผู้อำนวยการเซี่ยเป็นประกายวิบวับยามมองไปที่ป้ายห้องปฏิบัติการเพาะพันธุ์พืชเขตห้า “เมล็ดพันธุ์ที่เธอหว่านลงไป มันไม่ใช่แค่พืชผลนะ แต่มันคือความหวังที่จะเปลี่ยนไอ้ดินแล้งๆ นี่ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”
เฉียวชิงอวี้พยักหน้ายิ้มรับ “คุณอาเซี่ยวางใจเถอะค่ะ เดี๋ยวพอปรับหน้าดินตรงแนวกันลมเสร็จเรียบร้อย คุณส่งรถมารับเมล็ดพันธุ์จากที่นี่ไปได้เลย”
จังหวะนั้นเอง เฉียวเทียนเป่าเดินเข้ามาใกล้ ผู้อำนวยการเซี่ยเลยรู้งานทันทีว่าสองพี่น้องคงมีเรื่องต้องล่ำลากัน เขาเลยทักทายเฉียวเทียนเป่าพอเป็นพิธี จดเบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานยื่นให้ แล้วก็เฟดตัวออกมาเงียบๆ
ถึงตำแหน่งใหม่จะไม่ได้ทำให้อู้ฟู่ขึ้น เงินเดือนเท่าเดิมเป๊ะ แต่เขากลับมีความสุขแบบบอกไม่ถูก
พรุ่งนี้เครื่องจักรยังมาไม่ถึง คนก็ต้องลุยก่อน พื้นที่แนวป้องกันลมทางทิศเหนือของฐานวิจัยมันกว้างตั้งหลายพันหมู่ ถ้าใช้แต่แรงคน ขุดกันให้ตายไปข้างก็ไม่เสร็จง่ายๆ
เขาเลยวางแผนให้เหล่าเว่ยดีลกับทางอำเภออวี๋ซู่ ขอยืมรถไถกับเครื่องพรวนดินสักสิบคัน แล้วไปเกณฑ์เครื่องจักรจากเมืองซีชวนมาสมทบอีก พอมารวมกับแรงงานชั่วคราวจากกลุ่มแม่บ้านที่เพิ่งรับมา รับรองว่าปรับหน้าดินเสร็จภายในหนึ่งสัปดาห์แน่นอน
พอนึกถึงตรงนี้ หน้าของเฮ่อซิวอวี้ก็ลอยมา ไอ้หนุ่มนี่มันร้ายลึกจริงๆ วางแผนกันท่าไม่ให้เมียต้องมาลำบากตากแดดตากลมเป็นรอง ผอ. นี่สินะที่เขาเรียกว่ารักเมียจนโงหัวไม่ขึ้น
ก่อนจะเลี้ยวพ้นมุมตึก เขาหันกลับมามองทางเขตห้าอีกครั้ง ลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่า ห้องแล็บเล็กๆ ของเฉียวชิงอวี้เนี่ยแหละ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่สำหรับฐานวิจัย แต่รวมถึงคอมมูนเซี่ยซีและเมืองซีชวนทั้งเมืองเลยทีเดียว
***
ในขณะเดียวกัน เฉียวชิงอวี้กำลังกำชับพี่ชายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่เทียนเป่า เรื่องที่เกิดขึ้นหน้าคอมมูนเมื่อวันก่อน พี่จำให้ขึ้นใจเลยนะ ห้ามหลุดปากบอกใครเด็ดขาด โดยเฉพาะพ่อกับแม่ ฉันไม่อยากให้พวกท่านต้องมากินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเรื่องไร้สาระพวกนี้ อีกอย่างมันเป็นกฎระเบียบเรื่องรักษาความลับด้วย”
เฉียวเทียนเป่าพยักหน้าหงึกๆ รับคำหนักแน่น หลายวันที่ผ่านมาเขาเห็นกับตาแล้วว่า เฮ่อซิวอวี้ที่ชาวบ้านลือกันว่าหยิ่ง เข้าถึงยาก ตัวจริงกลับเป็นคนอัธยาศัยดีจนน่าตกใจ เหมือนลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดมาเย็นๆ สบายๆ
คำพูดคำจา การวางตัวของน้องเขยคนนี้... บอกเลยว่าสุขุมรอบคอบหาตัวจับยาก
พูดกันตามตรง น้องสาวเขาโชคดีเหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งที่ได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้ คนแบบเฮ่อซิวอวี้น่ะ อย่าว่าแต่ในคอมมูนเฟิงโซ่วเลย ให้พลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเป่ยเฉิงก็ไม่รู้จะเจอคนที่สองไหม
น้องสาวเขาอยู่ที่นี่ ดูมีความสุขกว่าที่ทุกคนที่บ้านคิดไว้เยอะ กลุ่มภรรยาผู้บริหารในฐานวิจัยก็ดูเอ็นดูรักใคร่เธอกันทุกคน และดูออกเลยว่าไม่ได้แกล้งทำดีเพราะเกรงใจผัวเธอ แต่เป็นเพราะนิสัยใจคอของเฉียวชิงอวี้เองล้วนๆ เห็นแบบนี้แล้วเฉียวเทียนเป่าก็นับถือน้ำใจน้องสาวคนนี้จริงๆ
แต่ก็นะ ในฐานะพี่ชาย มันก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดี
“ชิงอวี้ อยู่ที่นี่ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะ แต่ถ้าวันไหนมีเรื่องไม่สบายใจ อยากจะกลับไปพักผ่อนที่บ้าน หรือแค่โทรหาพี่ สัญญามาว่าจะรีบบอก พี่จะบิ่งรถมารับเธอทันที โอเคไหม?”
“วางใจเถอะค่ะพี่ ไม่ต้องลำบากมารับหรอก เดี๋ยวช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี่แหละ ฉันกะว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้ง”
“งั้นก็ดีเลย” เฉียวเทียนเป่าก้มมองนาฬิกา เห็นว่าไม่ควรโอ้เอ้แล้ว “ชิงอวี้ พี่ต้องไปแล้วล่ะ ถ้าทางสะดวก คืนนี้ก็น่าจะถึงเมืองซีชวน”
เฉียวเทียนเป่าเหลือบไปเห็นจางกุ้ยจี้เดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่ข้างรถบรรทุก ท่าทางลุงแกเหมือนอยากจะติดปีกบินพารถเมล็ดพันธุ์กลับไปให้ถึงบ้านเดี๋ยวนี้ แล้วลงมือปลูกมันให้เสร็จภายในคืนเดียวเสียด้วยซ้ำ
[จบบท]