บทที่ 161: ผู้ติดตามผู้ภักดี
ต้าซุ่นรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นที่สุด ความรู้สึกคับข้องใจยังไม่ทันได้ระบายออกมา น้องชายตัวดีอย่างต้าจี๋ก็แผดเสียงร้องไห้จ้าออกมาเสียก่อน
เฉียวชิงอวี้หันไปมองต้นเสียง ภาพที่เห็นคือคำนิยามที่ชัดเจนที่สุดของประโยคที่ว่า ‘เด็กข้างบ้านร้องไห้เพราะอยากกิน’
ไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด ของกินบ้านเธอทำเอาเด็กพวกนี้ร้องไห้เพราะความอยากได้จริงๆ
เฉียวชิงอวี้มองดูเด็กสามคนที่กำลังยืนร้องไห้น้ำมูกย้อย พลางคิดในใจว่าในเมื่อร้องไห้หนักขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่รักษาศักดิ์ศรีด้วยการหันหลังวิ่งกลับบ้านไปฟ้องพ่อแม่เสียเลยล่ะ ถ้าทำแบบนั้นเธอก็จะได้ถือโอกาสไปเจอกับแม่ของต้าซุ่นกับต้าจี๋ด้วย
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องอาการป่วยของเฮ่อเสวี่ยหรงไม่ใช่เรื่องที่ใครควรเอามาพูดพล่อยๆ สนุกปาก ยิ่งเรื่องพ่อของหลี่หมิงกวงยิ่งไม่ใช่หัวข้อสนทนาที่ควรหยิบยกมานินทาในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าเด็กๆ
ผู้หญิงคนนั้นปากเสียเกินไป เธอต้องหาโอกาสสั่งสอนสักหน่อยแล้ว
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือ เด็กทั้งสามคนกลับยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน
เว่ยเสี่ยว ลูกสาวของอวี๋จิ้งซึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเฮ่อเสวี่ยหรงยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย
ในเวลานี้ ดวงตาคู่เล็กของเด็กหญิงกำลังจ้องมองไปที่เสี่ยวหูและเฮ่อเสวี่ยหรงตาละห้อย เด็กสองคนนั้นกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็ก ลิ้มรสอาหารสีเหลืองทองอร่ามที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างเอร็ดอร่อย
บางครั้งการร้องไห้ก็เหมือนโรคติดต่อ เมื่อเห็นเพื่อนร้องและตัวเองก็อยากกินแต่ไม่ได้กิน น้ำตาของเด็กหญิงตัวน้อยก็ร่วงเผาะลงมาบ้าง จากนั้นพี่ใหญ่อย่างต้าซุ่นที่พยายามกลั้นไว้ในทีแรกก็ต้านทานกระแสไม่ไหว ดวงตาเริ่มแดงก่ำ ก่อนจะเบะปากร้องไห้ตามออกมาอีกคน
เสียงร้องไห้ไม่ได้ดังโวยวาย แต่เป็นเสียงสะอึกสะอื้นน่าเวทนา จนเฉียวชิงอวี้ไม่อาจแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นได้อีกต่อไป
เธอหยิบจานใบสะอาดขึ้นมา ตักมันฝรั่งทอดใส่จนพูนจาน แล้วเดินทอดน่องเข้าไปหาเด็กทั้งสามที่กำลังมองโลกผ่านม่านน้ำตา
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้ยื่นจานส่งให้พวกเขาทันที แต่จงใจถือค้างไว้ในระยะที่สายตาของเด็กๆ จะมองเห็นได้ชัดเจน ยิ่งมองใกล้ๆ สีเหลืองทองกรอบของมันฝรั่งทอดก็ยิ่งยั่วน้ำลาย แถมกลิ่นหอมของมันยังลอยมาแตะจมูกอย่างจัง
ต้าซุ่นรู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาจนโตป่านนี้ เขาไม่เคยได้กลิ่นอะไรที่หอมหวลชวนกินขนาดนี้มาก่อนเลย มันหอมยิ่งกว่าหมูสามชั้นน้ำแดงที่แม่ตุ๋นให้กินตอนตรุษจีนเสียอีก
เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เสียงดังจนได้ยินชัดเจน แถมยังสะอึกฮึดๆ จากการร้องไห้ตามมาอีกด้วย
ถึงอย่างนั้นดวงตาก็ยังจับจ้องอยู่ที่มันฝรั่งทอดในจานไม่วางตา
เฉียวชิงอวี้ส่งยิ้มตาหยีมองดูพวกเขาพลางเอ่ยถาม
“ต้าซุ่น ต้าจี๋ แล้วหนู... เว่ยเสี่ยวใช่ไหม ทำไมพวกเธอสามคนถึงมายืนร้องไห้อยู่หน้าบ้านน้าล่ะ”
เด็กทั้งสามคนไม่ตอบคำถาม เอาแต่จ้องมันฝรั่งทอดในมือของเฉียวชิงอวี้เขม็ง ราวกับว่ามองไม่เห็นตัวคนถืออย่างเธอเสียอย่างนั้น
เฉียวชิงอวี้ยกจานมันฝรั่งขึ้นสูงอีกนิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วถามต้าซุ่นซ้ำอีกครั้ง
“ต้าซุ่น น้าถามพวกเธออยู่นะ ทำไมถึงมาร้องไห้หน้าบ้านน้า น้ารังแกพวกเธอหรือเปล่า”
ต้าซุ่นส่ายหน้า ทั้งที่ยังมีเสียงสะอื้นอยู่ในลำคอ
“เปล่าครับ”
“ในเมื่อน้าไม่ได้รังแกเธอ งั้นก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว จริงสิ พวกเธออยากกินมันฝรั่งทอดไหม”
ต้าซุ่นยังคงมีความรักศักดิ์ศรีอยู่บ้าง เขาพยายามส่ายหน้าปฏิเสธทั้งที่ยังกลืนน้ำลายลงคอไม่หยุด
“ผมไม่กิน...”
“อ๋อ ถ้าไม่อยากกิน งั้นน้าเอาไปเก็บก่อนนะ”
เฉียวชิงอวี้แกล้งทำท่าจะหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน ต้าซุ่นเห็นดังนั้นก็รีบโพล่งออกมาทันควัน
“น้าเฉียว! ผมอยากกินครับ” เขาพูดจบก็รีบชี้ไปที่น้องเล็กอีกสองคนข้างๆ “พวกเขาก็อยากกินเหมือนกัน”
เฉียวชิงอวี้หยุดเดิน เธอยังคงรอยยิ้มละไมไว้บนใบหน้า ก่อนจะหันมาเจรจากับเด็กชาย
“น้าให้พวกเธอกินได้ แถมจะเชิญเข้ามานั่งกินดีๆ ใต้ซุ้มองุ่นด้วย แล้วยังมีซอสมะเขือเทศรสเปรี้ยวหวานให้จิ้มกินคู่กันอีกต่างหาก แต่ว่านะ... น้ามีเรื่องอยากจะถามเธอสักหน่อย”
“น้าเฉียวถามมาได้เลยครับ...” ต้าซุ่นตอบเสียงเครือ พยายามสูดน้ำมูกกลับเข้าไป
“เมื่อกี้เธอว่าอะไรเสวี่ยหรงหลานสาวของน้านะ”
ต้าซุ่นเป็นเด็กฉลาด เขาเข้าใจสถานการณ์ทันที จึงรีบยืดตัวตรงแล้วกล่าวขอโทษ
“น้าเฉียวผมผิดไปแล้วครับ ผมไม่ควรว่าเสวี่ยหรงว่าเป็นใบ้”
เฉียวชิงอวี้หุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น
“เธอรู้ตัวจริงๆ ใช่ไหมว่าทำผิด”
“น้าเฉียว ผมรู้แล้วครับว่าผมผิด” จากนั้นเหมือนสมองจะแล่นเร็วขึ้นมา เขาจึงรีบเสริมต่ออีกประโยค “แล้วผมก็ไม่ควรด่าหลี่หมิงกวงด้วย”
เด็กชายเงยหน้ามองเฉียวชิงอวี้ ดวงตายังคงแดงช้ำ เขาพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ระบายความในใจ
“น้าเฉียว ผมแค่โมโหนี่นา เมื่อก่อนเสี่ยวหูเล่นกับผมตลอด แต่พอเสวี่ยหรงย้ายมา เขาก็ไม่สนใจผมอีกเลย เมื่อก่อนพวกเรายังเคยสะพายปืนไม้มาช่วยกันปกป้องบ้านน้าอยู่เลยนะ”
เฉียวชิงอวี้อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทว่ารอยยิ้มชั่วครู่ของเธอก็ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลง เด็กทั้งสามคนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตากลับไปจับจ้องที่จานมันฝรั่งทอดอีกครั้ง
เฉียวชิงอวี้กวักมือเรียกเด็กทั้งสามให้เดินเข้ามาในรั้วบ้าน ให้พวกเขาไปล้างไม้ล้างมือที่ก๊อกน้ำตรงเพิงพักผ่อนให้สะอาด จากนั้นก็ยกเก้าอี้ตัวเล็กมาเพิ่มให้อีกสามตัว
เวลานี้เสี่ยวหูกับเฮ่อเสวี่ยหรงนั่งมองผู้มาใหม่ตาแป๋ว
เฮ่อเสวี่ยหรงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ส่วนเสี่ยวหูทำแก้มป่องดูท่าทางยังโกรธอยู่ไม่น้อย
เฉียวชิงอวี้หันไปหาต้าซุ่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ต้าซุ่น เมื่อกี้คำพูดของเธอทำร้ายจิตใจเสี่ยวหูกับเสวี่ยหรงนะ เธอคิดว่าควรจะทำยังไง”
ต้าซุ่นหันไปพูดกับเสี่ยวหูและเฮ่อเสวี่ยหรงทันที
“หลี่หมิงกวง เฮ่อเสวี่ยหรง ฉันขอโทษนะ”
เสี่ยวหูมองต้าซุ่นอย่างอึ้งๆ ก่อนจะหันไปมองเฉียวชิงอวี้ด้วยแววตาเป็นประกาย น้าเฉียวเก่งชะมัดเลย ทำให้ต้าซุ่นยอมขอโทษได้ด้วย
เสี่ยวหูเม้มปากแน่น เดิมทีเขากับต้าซุ่นก็เป็นเพื่อนเล่นกันมานาน ความผูกพันย่อมมีอยู่แล้ว เขาจึงพูดขึ้นบ้าง
“ต้าซุ่น พ่อฉันทำผิด พ่อก็กำลังยอมรับผิดและแก้ไขตัวอย่างจริงใจ พ่อทำงานหนักมาก พ่อไม่ใช่พวกนักโทษใช้แรงงาน พ่อแค่ทำผิดพลาดเท่านั้นเอง”
ต้าซุ่นเบะปากเล็กน้อยแต่ไม่ได้เถียงกลับ
แม้ในใจจะยังคัดค้านอยู่บ้าง เพราะใครๆ เขาก็พูดกันแบบนั้นทั้งนั้น แต่เขารู้ดีว่าเวลานี้ควรจะสงบปากสงบคำไว้ดีที่สุด ขืนพูดอะไรออกไปตอนนี้ เดี๋ยวจะอดกินของอร่อยตรงหน้าพอดี
เฮ่อเสวี่ยหรงเหลือบตามองต้าซุ่นแวบหนึ่งแล้วก็เลิกสนใจ เธอใช้มือเล็กๆ หยิบมันฝรั่งทอดขึ้นมาจิ้มซอสมะเขือเทศ แล้วส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างสบายอารมณ์
เพราะกินไปเยอะแล้ว เธอจึงไม่ได้กินมูมมามเหมือนตอนแรก
เฉียวชิงอวี้บอกให้เด็กทั้งสามนั่งลง แล้ววางจานมันฝรั่งทอดที่ถือมาลงตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับวางถ้วยซอสมะเขือเทศไว้ตรงกลาง สอนวิธีจิ้มกินให้ดูเป็นตัวอย่าง
เด็กทั้งสามไม่รอช้า รีบเลียนแบบวิธีการกินของเสี่ยวหูกับเฮ่อเสวี่ยหรงทันที พอคำแรกเข้าปาก ต้าซุ่นถึงกับตะลึงตาค้าง จากนั้นก็ยัดมันฝรั่งทอดใส่ปากจนแทบจะกลืนนิ้วตัวเองลงไปด้วย
ถ้าเฉียวชิงอวี้ตาไม่ไว รีบห้ามไว้ก่อน เจ้าเด็กตะกละนี่คงกัดนิ้วตัวเองขาดไปแล้วแน่ๆ
เฉียวชิงอวี้มองดูภาพนั้นด้วยความขบขันระคนเอ็นดู จู่ๆ ก็นึกสงสัยขึ้นมาจึงเอ่ยถาม
“ต้าซุ่น น้ายังไม่รู้ชื่อจริงของเธอเลย เธอชื่ออะไรจ๊ะ”
พอนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกัน ต้าซุ่นก็ทึกทักเอาเองว่าสนิทกันเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ท่าทางเกเรเมื่อครู่หายวับไปกับตา เขากลายเป็นเด็กว่าง่ายขึ้นมาทันที
“น้าเฉียว ผมชื่อหวังซุ่นครับ น้องชายผมชื่อหวังจี๋”
เฉียวชิงอวี้อ้าปากค้างเล็กน้อย นิ่งไปครู่ใหญ่จนเกือบจะหุบปากไม่ลง
สรุปก็คือ... เจ้าเด็กต้าซุ่นกับต้าจี๋สองคนนี้ ในอนาคตก็คือลูกน้องมือขวามือซ้ายของหลี่หมิงกวงอย่างนั้นหรือ?
แถมยังเป็นผู้ติดตามที่ภักดีแบบถวายหัวเสียด้วย
ตามเนื้อเรื่องเดิม หลังจากที่หลี่หมิงกวงตายไปแล้ว ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด เด็กสองคนนี้ถึงได้ผูกใจเจ็บแค้นฐานวิจัยเถิงไห่ ถึงขั้นเอาดินระเบิดผูกติดตัวเตรียมจะระเบิดพลีชีพทำลายตึกขาวใหญ่ให้ราบเป็นหน้ากลอง
แต่จุดจบก็เป็นไปตามคาด ทั้งคู่ถูกจับได้เสียก่อน
เมื่อรวมคดีเก่ากับคดีใหม่ ศาลตัดสินจำคุกไปคนละยี่สิบปี
แต่กว่าจะถึงตอนนั้น พ่อแม่ของเด็กสองคนนี้ก็หย่าร้างกันไปนานแล้ว
รายละเอียดลึกๆ เฉียวชิงอวี้เองก็ไม่ค่อยรู้แน่ชัด เพราะตอนอ่านนิยาย เธอแค่อ่านผ่านๆ ตาไปเท่านั้น
เฉียวชิงอวี้ตัดสินใจยกกะละมังใส่มันฝรั่งทอดทั้งใบออกมาวางบนโต๊ะ ให้เด็กๆ กินกันอย่างจุใจ
ในตอนนั้นเอง เว่ยเสี่ยวที่นั่งเงียบมาตลอดก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงเล็กๆ เบาหวิว
“น้าเฉียวคะ หนูเคยเห็นในหนังฝรั่ง เด็กฝรั่งเขาก็กินแบบนี้เหมือนกัน แม่บอกว่ามันเรียกว่ามันฝรั่งทอดค่ะ”
[จบบท]