บทที่ 19: เฮ่อซิวอวี้... นายพาตัวอะไรกลับมากันแน่!
เฉียวชิงอวี้จ้องมองหลิวเฉียวเหวินที่ยืนสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ตรงหน้า มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ ดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ไอ้สายตาที่ไม่ได้ดูคุกคามอะไรนั่นแหละที่ทำเอาคนถูกมองหนาวสันหลังวาบไปจนถึงขั้วหัวใจ
ไม่ใช่แค่เฉียวชิงอวี้ที่นิ่ง เสิ่นฮ่าวเจ๋อกับซูอวิ๋นเหยาก็ต้องเบรกตัวโก่ง หันกลับมามองสถานการณ์ตรงหน้าแบบงงๆ ว่าเรื่องมันพลิกมาท่านี้ได้ยังไง
แต่คนที่อาการหนักสุดคงหนีไม่พ้นหลิวเฉียวเหวิน
นอกจากเสียงจะสั่นแล้ว สองมือที่กำแน่นยังสั่นดิกๆ จนเห็นได้ชัด ความเกลียดชังพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอยแทบจะระเบิดออกมา แต่ภายใต้ความเกลียดนั้นกลับมีความกลัวแทรกซึมอยู่ทุกรูขุมขน
หลิวเฉียวเหวินเจ็บใจจนแทบกระอัก!
อุตส่าห์ยอมลดตัวลงมาตีซี้กับเฉียวชิงอวี้ตั้งเป็นเดือน ทนเก็บความรังเกียจที่มีต่อสาวบ้านนอกคอกนาคนนี้ไว้ แล้วปั้นหน้าเป็นพี่สาวแสนดีประหนึ่งญาติสนิท ทั้งที่เธอเป็นถึงคนเมืองมีการศึกษา แต่ต้องมาเกลือกกลั้วกับคนระดับนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ล้วนๆ
เธอมั่นใจมาตลอดว่าเป็นคนคุมเกม เชื่อสนิทใจเลยว่าอีกไม่นาน ยัยเฉียวชิงอวี้ที่ไม่เจียมกะลาหัว
ริอาจจะมาจับผู้ชายโปรไฟล์ดีอย่างเฮ่อซิวอวี้ จะต้องโดนไล่ตะเพิดออกจากบ้านพักข้าราชการแน่นอน แล้วพอยัยนี่ไป น้องชายสุดที่รักของเธอก็จะได้เสียบตำแหน่งพนักงานประจำสมใจ
ทุกอย่างมันควรจะเป็นแบบนั้นสิ!
แต่ใครจะไปคิดว่า ‘งูพิษ’ ที่เลี้ยงไว้จะแว้งกัดเข้าให้จังเบอร์ เฉียวชิงอวี้เป็นคนแจ้งจับเธอซะเอง!
เพียงแค่เพราะเธอโยนเงินห้าสิบหยวนทิ้งลงพื้นเนี่ยนะ?
แม่คนนี้มันจะถือตัวมาจากไหนกันเชียว แค่ก้มลงไปเก็บเงินขึ้นมามันจะตายหรือไง ทำไมต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ด้วย ผู้หญิงอะไรใจไม้ไส้ระกำจริงๆ
วินาทีนี้เอง หลิวเฉียวเหวินเพิ่งจะตาสว่าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยรู้จักตัวตนจริงๆ ของเฉียวชิงอวี้เลย ที่คิดว่าโง่ ที่คิดว่าซื่อ ทั้งหมดนั่นมันภาพลวงตาชัดๆ
ถึงในใจจะด่ากราดไปสามหน้ากระดาษ แต่ปากของหลิวเฉียวเหวินกลับปิดสนิท ไม่กล้าหือแม้แต่คำเดียว เพราะโทษทัณฑ์ที่รออยู่คือการถูกส่งไปดัดนิสัยใช้แรงงานตั้งหนึ่งเดือนเต็มๆ
หญิงสาวได้แต่ก้มหน้าซ่อนแววตาอาฆาตเอาไว้ สาบานกับตัวเองในใจว่า แค้นนี้สิบปีก็ยังไม่สาย
คอยดูเถอะ สักวันหนึ่ง เธอจะทำให้เฉียวชิงอวี้ต้องร้องขอชีวิต!
ถึงจะพยายามซ่อนอารมณ์แค่ไหน แต่สายตาแค้นฝังหุ่นแบบนั้นมีหรือจะรอดพ้นสายตาเฉียวชิงอวี้ไปได้ ทว่าหญิงสาวกลับไม่ยี่หระ รอยยิ้มจางๆ ยังคงประดับอยู่บนหน้า เอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือนสุดๆ
“พี่สะใภ้หลิว... คนโบราณเขาถือนะคะ ข้าวแต่ละเม็ด อาหารแต่ละมื้อ กว่าจะได้มามันลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เงินทองที่สามีพี่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงก็เหมือนกัน”
เฉียวชิงอวี้เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะงัดไม้ตายออกมา
“ยิ่งไปกว่านั้น การที่พี่โยนแบงก์ทิ้งลงพื้นแบบนั้น โชคดีแค่ไหนแล้วที่พี่ไม่ได้เผลอเหยียบซ้ำลงไป ถ้าเกิดเท้าพี่ไปเหยียบโดนรูปสัญลักษณ์สำคัญบนแบงก์เข้า... ลองคิดดูซิคะว่าผลที่จะตามมามันจะร้ายแรงขนาดไหน”
คำพูดนี้เหมือนเอาค้อนปอนด์ทุบแสกหน้า!
หลิวเฉียวเหวินเงยหน้าขวับ มองเฉียวชิงอวี้ตาถลนเหมือนเห็นผี หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก ปากคอสั่นอยากจะเถียงใจจะขาด แต่สมองตื้อไปหมด หาคำมาแก้ต่างไม่ได้เลยสักคำ
ทางด้านเสิ่นฮ่าวเจ๋อที่ยืนดูอยู่ตรงประตู ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ชายหนุ่มได้แต่บ่นพึมพำในใจ
เฮ่อซิวอวี้... นายไปคว้าผู้หญิงแบบไหนมาจากบ้านนอกกันแน่? ยัยนี่ไม่ใช่ลูกแกะซื่อบื้ออย่างที่พวกเราเข้าใจแล้ว นี่มันนางจิ้งจอกชัดๆ
ส่วนซูอวิ๋นเหยา ถึงจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางทั้งหมด แต่รอบนี้เธอเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าขืนไปต่อปากต่อคำกับเฉียวชิงอวี้ตอนนี้มีแต่จะเจ็บตัวฟรี เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะวิ่งเข้ากองไฟซ้ำซาก
พูดกันตรงๆ ในชีวิตชาติที่แล้วของซูอวิ๋นเหยา ชื่อของเฉียวชิงอวี้มักจะตามหลอกหลอนอยู่ในชีวิตเธอเสมอ แต่เธอไม่เคยให้ราคากับผู้หญิงคนนี้เลย
ในความทรงจำของเธอ เฉียวชิงอวี้คือผู้หญิงไม่เอาถ่าน โง่ดักดาน แถมยังนิสัยก้าวร้าวพาลหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว เป็นพวกปากตลาดขนานแท้
ถ้าไม่ใช่เพราะเฮ่อซิวอวี้เป็นสุภาพบุรุษที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ต่อชีวิตคู่ ผู้หญิงพรรค์นี้คงโดนเตะโด่งออกจากบ้านพักไปนานแล้ว และเพราะความดีงามของเขานี่แหละ ที่ทำให้ซูอวิ๋นเหยาหลงรักเขาจนวันตาย
เธอเฝ้าฝันมาตลอดว่า ถ้าเพียงแต่ความซื่อสัตย์นั้นจะมอบให้กับเธอบ้าง...
เพราะรู้นิสัยเดิมของเฉียวชิงอวี้ดี ซูอวิ๋นเหยาเลยอดไม่ได้ที่จะต้องประเมินสถานการณ์ตรงหน้าใหม่
รูปร่างหน้าตายังเป็นเฉียวชิงอวี้คนเดิม แต่แววตานั่นเปลี่ยนไปแล้ว ออร่ารอบตัวก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เฉียวชิงอวี้ดูมีชีวิตชีวา สดใส และน่าค้นหาอย่างประหลาด โดยเฉพาะตอนที่เลิกคิ้วมองแล้วยิ้มมุมปาก มันกลับมีเสน่ห์จนน่าหมั่นไส้ และนั่นทำให้ซูอวิ๋นเหยาเริ่มใจคอไม่ดี
หน้าของซูอวิ๋นเหยาซีดลงเรื่อยๆ ความกังวลเริ่มเกาะกินใจ
ถ้าเฉียวชิงอวี้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างยัยนี่กับเฮ่อซิวอวี้จะยังแย่เหมือนในชาติก่อนไหมนะ?
ขนาดตัวเธอเองที่เกลียดขี้หน้าอีกฝ่ายเข้าไส้ ยังปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้เฉียวชิงอวี้ไม่ใช่สาวบ้านนอกเฉิ่มเบ๊อะอีกต่อไป
ผู้หญิงที่ฉลาดและมีเสน่ห์แบบนี้ เฮ่อซิวอวี้จะไม่หวั่นไหวบ้างเลยเหรอ?
ความคิดนี้เหมือนงูพิษนับร้อยตัวรุมทึ้งหัวใจ ความเจ็บจี๊ดแล่นพล่านจนซูอวิ๋นเหยาเผลอยกมือขึ้นกุมหน้าอก
เสิ่นฮ่าวเจ๋อที่เพิ่งละสายตาจากเฉียวชิงอวี้ หันมาเห็นคนข้างกายอาการไม่ดีก็ขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง
“อวิ๋นเหยา เธอเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีดเชียว”
ซูอวิ๋นเหยาสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้ปกติ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ฉันไม่เป็นไร”
สายตาของซูอวิ๋นเหยายังคงจับจ้องไปที่เฉียวชิงอวี้ซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างสบายใจเฉิบ เธอมองดูคู่ปรับค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบเงินห้าสิบหยวนขึ้นมา ขณะที่หลิวเฉียวเหวินหน้าเขียวคล้ำเดินเซซังกระตายเข้ามาหาพวกเขา
สุดท้าย ซูอวิ๋นเหยาก็เลือกที่จะกลืนคำพูดลงคอ รักษาความเงียบไว้ดีที่สุด
เฉียวชิงอวี้เก็บแบงก์ใส่กระเป๋าสะพายอย่างเรียบร้อย แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คราวนี้เดินตัวปลิวตรงดิ่งมาที่ลานบ้าน ท่ามกลางสายตาเป็นห่วงของป้าเสิ่นและพี่สะใภ้หลี่
เฉียวชิงอวี้หันไปส่งยิ้มหวานให้ทั้งสองคน ประมาณว่า ‘ไม่ต้องห่วงจ้ะ ฉันเอาอยู่’
ทางด้านเสิ่นฮ่าวเจ๋อนั้น หน้าบอกบุญไม่รับสุดๆ
ตอนแรกกะว่าจะได้นั่งรถบรรทุกกลับฐานวิจัยพร้อมซูอวิ๋นเหยา คุมตัวหลิวเฉียวเหวินไปด้วยแบบชิลๆ แต่แผนดันพังไม่เป็นท่าเมื่อรู้ว่าสหายเสี่ยวเฉิน พลขับหนุ่มจะต้องแวะไปส่งของที่บ้านเฮ่อซิวอวี้ก่อน
ของเต็มคันรถนั่นเป็นของเฉียวชิงอวี้หมดเลยงั้นเหรอ?
แม่คุณเอ๊ย... นี่ขนอะไรมาเยอะแยะ ย้ายบ้านหนีน้ำท่วมรึไง!
เสิ่นฮ่าวเจ๋อเลยจำใจต้องยืนรอแกร่วอยู่ที่หน้าสำนักงาน รอให้รถบรรทุกไปขนของลงให้เสร็จแล้วค่อยวนกลับมารับ ป้าเสิ่นเองก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนรอด้วย แต่นั่นก็เข้าทางป้าแก เพราะมีเรื่องอยากจะเม้าท์กับเสิ่นฮ่าวเจ๋ออยู่พอดี
ส่วนพี่สะใภ้หลี่กับเจ้าหนูเสี่ยวหูได้อภิสิทธิ์นั่งรถบรรทุกไปเรียบร้อย บ้านพักแถวนี้ไม่ได้กว้างอะไรมาก เสี่ยวเฉินเหยียบคันเร่งทีเดียว รถก็แล่นมาจอดเทียบท่าหน้าบ้านเฉียวชิงอวี้แล้ว
ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ แป๊บเดียวข้าวของกองมหึมาจากหลังรถก็ถูกลำเลียงลงมากองไว้ในลานบ้านจนเกลี้ยง เสี่ยวเฉินรีบขับรถวนกลับไปรับคนที่รออยู่ทันที
ในบ้าน เฉียวชิงอวี้กดสวิตช์ไฟ แสงสีส้มนวลจากหลอดไส้ส่องให้เห็นกองสัมภาระที่วางระเกะระกะเต็มลาน
พี่สะใภ้หลี่มองกองของแล้วก็ได้แต่ทึ่ง ญาติฝั่งแม่ของเฉียวชิงอวี้นี่สายเปย์จริงๆ ขนข้าวของมาให้หลานสาวเยอะขนาดนี้
แต่ตอนนี้ดึกแล้ว จะให้มานั่งจัดของก็คงไม่ไหว เฉียวชิงอวี้เลยปล่อยกองไว้อย่างนั้น หันไปหยิบห่อกระดาษมันเยิ้มๆ ห่อหนึ่งยัดใส่มือพี่สะใภ้หลี่ พร้อมฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี
“พี่สะใภ้คะ นี่ซาลาเปาไส้เนื้อ ฉันซื้อมาฝากเจ้าเสี่ยวหูค่ะ แล้วก็นี่... ของป่าแห้งๆ ที่ลุงใหญ่ฝากมาให้”
“อ้อ! เกือบลืม ยังมีซอสพริกสูตรเด็ดฝีมือป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจัดของเสร็จแล้วจะแบ่งไปให้ชิม รับรองว่ากินกับข้าวสวยร้อนๆ นี่อร่อยเหาะ...”
เฉียวชิงอวี้ตอนนี้สลัดคราบสาวโหดเมื่อกี้ทิ้งไปหมด กลายร่างเป็นน้องสาวข้างบ้านจอมเจื้อยแจ้ว
พี่สะใภ้หลี่เห็นแล้วก็พูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มรับด้วยความเกรงใจ เธอกำชับให้เฉียวชิงอวี้ล็อกบ้านให้ดี ก่อนจะจูงมือเสี่ยวหูที่กอดซาลาเปาแน่นเดินกลับบ้านไป
พอลับหลังเพื่อนบ้าน เฉียวชิงอวี้ก็ลงกลอนประตูแน่นหนา ล้างหน้าแปรงฟันลวกๆ แล้วกระโดดขึ้นเตียงทันที
ความเพลียจากการเดินทางบวกกับเรื่องวุ่นวายทำเอาเธอแทบน็อก หัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บ
***
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อนๆ ส่องเข้ามาทักทาย เฉียวชิงอวี้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น พร้อมเริ่มภารกิจสำรวจทรัพย์สมบัติ
รายการทรัพย์สินมีดังนี้:
ลังไม้ขนาดใหญ่ กว้างยาวเมตรคูณเมตร สิบใบ วางเรียงเป็นระเบียบอยู่ที่มุมกำแพง
ของแห้งจากป่ากองโตที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
เศษผ้าและผ้ามีตำหนิอีกห้ากระสอบเบ้อเริ่ม
ขนมถังปิ่งจื่อทำจากข้าวฟ่างอีกสามร้อยจิน
เงินสดในกระเป๋าที่งอกเพิ่มมาอีกสองร้อยหยวน
และไฮไลท์เด็ด... ดินสีดำสนิทห้ากระสอบที่ทำเอาเสี่ยวเฉินทำหน้าเหวอตอนขนลงจากรถ
เฉียวชิงอวี้ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เริ่มจัดการข้าวของอย่างเป็นระบบ
ลังไม้สิบใบถูกจัดซ้อนเข้ามุมอย่างสวยงาม ส่วนดินดำห้ากระสอบนั่นหนักเอาเรื่อง แต่เสี่ยวเฉินพ่อหนุ่มใจดีวางเรียงไว้ชิดกำแพงให้แล้ว เวลาจะใช้ก็แค่แก้เชือกปากถุง สบายแฮ
หญิงสาวคัดเลือกของแห้งออกมาอย่างละนิดละหน่อย จัดแบ่งใส่ห่อกระดาษสีน้ำตาลสองห่อใหญ่ๆ ห่อหนึ่งเตรียมไว้ให้ป้าเสิ่น อีกห่อสำหรับพี่สะใภ้หลี่
ในฐานวิจัยกว้างใหญ่นี้ มีแค่สองคนนี้แหละที่เฉียวชิงอวี้สัมผัสได้ถึงความจริงใจ เพราะงั้นในพจนานุกรมของเธอ สองคนนี้ถือว่าเป็น 'คนกันเอง' เรียบร้อยแล้ว
[จบบท]