บทที่ 20: ตลาดนัดนัดพบ
เฉียวชิงอวี้เปิดฉากภารกิจกระชับมิตรด้วยการหิ้วตะกร้าของฝากไปหาพี่สะใภ้หลี่เป็นรายแรก ในตะกร้าไม่ได้มีแค่ของแห้งกับขนมถ้วยฟูที่ทำจากข้าวฟ่างเท่านั้น แต่ยังมีทีเด็ดเป็นซอสพริกสูตรพิเศษติดไปด้วย
ตอนแรกพี่สะใภ้หลี่ทำท่าจะปฏิเสธตามมารยาท เพราะเกรงใจที่ต้องรับของจากเพื่อนบ้านบ่อยๆ
แต่พอนึกถึงสภาพความเป็นจริงในครัวที่เหลือแค่เต้าเจี้ยวหมักก้นไหกับผักดองอีกครึ่งกระปุก ความเกรงใจก็เลยต้องพ่ายแพ้ให้กับความหิวโหยของคนในบ้านแบบราบคาบ
กว่ารถขนเสบียงของฝ่ายพลาธิการจะเข้ามาส่งของที่ฐานวิจัย ก็ต้องรอกันอีกตั้งครึ่งเดือนแน่ะ
ลำพังตัวเธอเองกินผักดองประทังชีวิตน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง ‘เสี่ยวหู’ นี่สิ วัยกำลังกินกำลังนอน ร่างกายต้องการสารอาหารไปยืดตัว จะให้มานั่งซดข้าวต้มใสๆ แกล้มผักดองเค็มปี๋ทุกวัน สุขภาพคงแย่แน่ๆ
พี่สะใภ้หลี่ยื่นมือไปรับของฝากจากเฉียวชิงอวี้ด้วยความซาบซึ้งใจ ยิ่งพอเปิดดูข้างในเห็นของแถมเป็นถั่วฝักยาวตากแห้ง เห็ดหูหนู เห็ดป่า
แถมยังมีหอมแดงมาให้อีกหลายหัว คนที่ปกตินิสัยโผงผางอย่างพี่สะใภ้หลี่ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าเพื่อนบ้านรุ่นน้องตาเป็นประกาย
วินาทีนี้เธอปักใจแล้วว่า จะนับถือเฉียวชิงอวี้เป็นน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองไปเลย!
หลังจากแจกจ่ายน้ำใจเสร็จเรียบร้อย เฉียวชิงอวี้ก็กลับมาจัดการมื้อเที่ยงของตัวเอง วันนี้เธอตั้งใจจะงัดฝีมือรังสรรค์เมนูฉลองชีวิตใหม่เสียหน่อย
เธอหุงข้าวฟ่างหม้อเล็กส่งกลิ่นหอมฉุย นำถั่วฝักยาวตากแห้งที่แช่น้ำจนนิ่มมาผัดรวมกับมันฝรั่งฝานบางและเนื้อหมูหมัก ปรุงรสให้เค็มมันกลมกล่อม เท่านั้นยังไม่พอ เธอยังจัดหนักด้วยยำดอกไม้จีนอีกครึ่งจาน
พอมองดูอาหารบนโต๊ะแล้วรู้สึกว่าคอแห้งไปนิด เฉียวชิงอวี้เลยเด็ดใบผักกาดขาวอวบๆ สองสามใบโยนลงหม้อต้มเป็นแกงจืดไข่น้ำ สีเหลืองทองของไข่ไก่ตัดกับสีเขียวสดของผักกาดขาว แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว
หญิงสาวลำเลียงสำรับกับข้าวมาวางบนโต๊ะไม้เก่าคร่ำครึที่เธอลงแรงขัดจนเงาวับ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ด้วยความเปี่ยมสุข
อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นับตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้ นี่เป็นมื้อแรกเลยที่เธอรู้สึกว่าได้กินอาหารแบบที่ "มนุษย์ปกติ" เขากินกันจริงๆ เสียที
ถึงข้าวฟ่างจะมีประโยชน์ก็เถอะ แต่ถ้ากับข้าวรสเด็ดขนาดนี้ได้กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ คงจะฟินจนตัวลอยแน่ๆ แต่เอาเถอะ คนช่างเลือกอย่างเธอ ต่อให้วัตถุดิบจำกัดแค่ไหน ถ้าคิดจะเข้าครัวแล้ว รสชาติไม่มีคำว่าไก่กาแน่นอน
เฉียวชิงอวี้มั่นใจในฝีมือปลายจวักของตัวเองอยู่แล้ว
ต้องเข้าใจก่อนว่ายุคนี้ยังไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงพร่ำเพรื่อ รสชาติของวัตถุดิบเลยเข้มข้นเป็นธรรมชาติสุดๆ
ขนาดผักตากแห้งยังคงรสสัมผัสเดิมไว้ได้ครบถ้วน ไม่ต้องพูดถึงดอกไม้จีนกับเห็ดหูหนูที่เก็บจากป่าลึก รสชาติและความหอมหวานนี่กินขาดของในยุคปัจจุบันไปหลายขุม
สรุปสั้นๆ คือ มื้อนี้เฉียวชิงอวี้อิ่มทั้งท้องอิ่มทั้งใจ
หลังจากกวาดเรียบจนเกลี้ยงจาน เธอก็ล้มตัวลงนอนแผ่หราบนเตียงเตา สายตาเหม่อมองคานไม้สีดำบนเพดาน พักผ่อนหย่อนใจได้สักพักก็ต้องงัดตัวเองลุกขึ้นมาทำภารกิจต่อ
เธอหยิบห่อกระดาษสีน้ำตาลที่เตรียมไว้สำหรับบ้าน ‘เสิ่นเฟิน’ ขึ้นมา การไปเยี่ยมเยียนเพื่อนบ้านไม่ควรไปตอนเขากำลังกินข้าว ไม่งั้นบรรยากาศคงกระอักกระอ่วนพิลึก
บ้านของเสิ่นเฟินอยู่ทางทิศเหนือของเขตบ้านพัก สภาพอาจจะไม่ดีเท่าบ้านที่เฉียวชิงอวี้อยู่ แต่เจ้าของบ้านก็ดูแลความสะอาดเรียบร้อยได้ดีเยี่ยม
ด้วยความที่ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่ค่อนข้างลำบาก พ่อแม่สามีของเสิ่นเฟินเลยยังอยู่ที่บ้านเกิด มีแค่ลูกสองคนที่ตามมาอยู่ด้วย ตอนนี้เด็กๆ ไปโรงเรียนของคอมมูน คนหนึ่งเป็นหัวกะทิระดับท็อป อีกคนเป็นเด็กหลังห้องที่ไม่เอาถ่านเรื่องเรียนเลยสักนิด
ลูกชายเรียนเก่ง ส่วนลูกสาวเป็นจอมแก่น
ลูกสาวของเสิ่นเฟินปีนี้อายุสิบสอง ไม่ชอบจับหนังสือ แต่ชอบจับไม้จับมีดมาแกว่งเล่นมากกว่า ความฝันสูงสุดคืออยากเป็นทหารหญิงสุดเท่ ออกไปจับปืนปกป้องประเทศชาติ
เพียงแต่ว่า...
พอเดินมาถึงตรงนี้ ฝีเท้าของเฉียวชิงอวี้ก็ชะงักกึก ความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อเรื่องในนิยายผุดขึ้นมา ในต้นฉบับดั้งเดิม ลูกสาวของเสิ่นเฟินจะหายตัวไปอย่างลึกลับหลังจากนางเอกกลับมาเกิดใหม่ได้ประมาณครึ่งปี
คำนวณดูแล้ว ก็น่าจะเป็นช่วงฤดูหนาวของปีนี้พอดี
เด็กคนนั้นหายตัวไปจากฐานวิจัยแห่งนี้ และจวบจนนิยายจบก็ยังไม่มีใครหาเจอ...
เรื่องนี้มันโคตรจะไม่สมเหตุสมผลเลย ฐานวิจัยมีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก
แถมพ่อของเด็กก็คือหัวหน้าแผนกหลิน สามีของเสิ่นเฟิน ซึ่งเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย! คนเป็นพ่อที่มีตำแหน่งใหญ่โตขนาดนั้น ปล่อยให้ลูกสาวหายตัวไปในถิ่นตัวเองได้ยังไง?
สาเหตุของการหายตัวไปจะเป็นเพราะอะไร นักเขียนอาจจะลืมใส่รายละเอียด หรือมองว่าเป็นแค่พล็อตย่อยที่ไม่สำคัญ สุดท้ายเรื่องนี้เลยกลายเป็นปริศนาโลกแตก
เฉียวชิงอวี้สะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วเดินมุ่งหน้าไปบ้านเสิ่นเฟินต่อ นิยายยุค 80 เรื่องนี้ แม้จะฉาบหน้าด้วยเรื่องราวการวิจัยวิทยาศาสตร์
แต่แก่นแท้คือนิยายรักที่นางเอกกลับชาติมาเกิดใหม่เพื่อแก้แค้นตัวร้ายและตามจีบผู้ชาย ตัวร้ายที่ว่าก็คือร่างเดิมของเธอนี่แหละ ส่วนผู้ชายที่นางเอกเล็งไว้ก็คือเฮ่อซิวอวี้
ส่วนงานวิจัยน่ะเหรอ? แทบทั้งหมดเป็นผลงานที่เฮ่อซิวอวี้เคยทำสำเร็จในชาติก่อน แล้วนางเอกก็ชุบมือเปิบเอามาเคลมว่าเป็นของตัวเองหน้าตาเฉย
ตามบทเดิม อีกแค่สองเดือน เฉียวชิงอวี้คนเก่าจะต้อง "ออฟไลน์" หรือหมดบทบาทไปจากเรื่อง
เฉียวชิงอวี้กระตุกยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
จะให้เธอหมดบทบาทตอนนี้คงยากหน่อยนะ เธอกำลังยุ่งหัวหมุนอยู่เชียว แผนการต่างๆ เพิ่งจะเริ่ม ใครจะยอมแพ้ง่ายๆ กันล่ะ
ใช้เวลาเดินไม่กี่นาที เธอก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านเสิ่นเฟิน
เฉียวชิงอวี้ใช้มุกเดิม คือเอาของมาบำรุงสุขภาพหลานๆ เสิ่นเฟินเองก็ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ไม่ต่างจากพี่สะใภ้หลี่ รับของไว้ด้วยความเต็มใจ ก่อนกลับยังคะยั้นคะยอให้เฉียวชิงอวี้หิ้วผักดองเปรี้ยวกลับไปกินอีกหลายหัว
ถือโอกาสนี้ เฉียวชิงอวี้เลยแจ้งความจำนงขอสมัครเรียนหนังสือไปด้วยเลย ตอนนี้รอแค่หนังสือเรียนส่งมาถึง ชั้นเรียนลบคำสบประมาทคนไม่รู้หนังสือก็จะเริ่มเปิดสอนทันที
พอกลับถึงบ้าน เฉียวชิงอวี้ก็เริ่มง่วนกับการจัดการข้าวของ
อันดับแรก เธอต้องทำบัญชีทรัพย์สินก่อน การไปเมืองซีชวนรอบนี้ใช้เงินสะสมแต้มไปสี่ร้อยกว่าแต้ม เงินสดที่ได้จากลุงใหญ่สองร้อยหยวน จากพ่อแม่ร่างเดิมอีกสามสิบแปดหยวน...
สรุปตัวเลขกลมๆ ตอนนี้เธอมีเงินสดในมือประมาณห้าร้อยหกสิบกว่าหยวน
แต่นั่นยังไม่รวมทรัพย์สินที่เป็นสิ่งของ เธอมีขนมถ้วยฟูข้าวฟ่างอีกสองร้อยกว่าจิน เศษผ้าอีกห้ากระสอบเต็มๆ และที่สำคัญคือรถประจำตำแหน่งคันใหม่... จักรยานยี่ห้อนกยูง
เคลียร์บัญชีเสร็จ เฉียวชิงอวี้ก็เริ่มลงมือปลูกผักสวนครัวไว้กินเองช่วงสองสามเดือนนี้ ถือเป็นการทดลองวิทยาศาสตร์ไปในตัว
เธอเดินสำรวจรอบบ้าน ลากลังไม้เก่าๆ สองใบมาวางริมเตียงเตา รองก้นลังด้วยฟางข้าวสาลี ตักดินดำผสมขี้เถ้าแกลบใส่ลงไปครึ่งลัง จิตของเธอดิ่งเข้าไปในห้องแล็บเมล็ดพันธุ์หมายเลข 001 ทันที
เธอเลือกเมล็ดพันธุ์ผักที่ชอบกินออกมา ทั้งพริก แตงกวา มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ รวมแล้วแปดชนิด หย่อนลงดินชนิดละสิบเมล็ดอย่างเบามือ
หลังจากปลูกลงลังไม้เสร็จ เธอก็หันไปจัดการพื้นที่ว่างทางทิศตะวันตกของเตียงเตา วางกระถางเพาะปลูกเรียงรายจนเต็มพื้นที่
พอเดินไปล้างมือเสร็จสรรพ เสียงเคาะประตู "ก๊อกๆๆ" ก็ดังขึ้น
เฉียวชิงอวี้รีบไปเปิดประตูพร้อมรอยยิ้ม เธอเดาไว้แล้วว่าฟางเสี่ยวเหมยต้องแวะมา
ช่วงนี้พี่สะใภ้หลี่เกรงใจ ไม่ค่อยกล้าเดินดุ่มๆ เข้ามาถึงห้องนอน แต่ฟางเสี่ยวเหมยนั้นต่างออกไป
เธอเป็นสาวห้าวไม่คิดมาก พอเข้ามาในบ้านก็เดินปรี่เข้าห้องฝั่งตะวันตกทันที สายตาปะทะเข้ากับแปลงผักขนาดย่อมที่เขียวชอุ่ม ทั้งผักกาดขาว ผักโขม กระเทียมที่เพิ่งแทงยอด และต้นหอมที่สูงเท่าข้อนิ้ว
ฟางเสี่ยวเหมยตาโตเท่าไข่ห่าน จ้องมองเฉียวชิงอวี้ที่กำลังรินน้ำให้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ชิงอวี้! นี่เธอปลูกเองทั้งหมดเลยเหรอเนี่ย?”
“ใช่จ้ะ” เฉียวชิงอวี้ตอบรับสั้นๆ วางถ้วยน้ำลงบนโต๊ะ ในใจพลางคิดว่าน่าจะลองปลูกดอกเบญจมาศไว้ชงชาดื่มสักหน่อย
ในห้องแล็บมีเมล็ดพันธุ์เบญจมาศขาวพันธุ์พิเศษ ใช้เวลาแค่สี่เดือนก็ออกดอก ข้อมูลบอกว่าสรรพคุณทางยาดีเยี่ยม แถมตัดข้อเสียเรื่องความเย็นของฤทธิ์ยาออกไปแล้วด้วย
ถ้าปลูกสำเร็จ ผลตอบแทนต้องงดงามแน่นอน
น่าเสียดายที่ทุกอย่างต้องใช้เวลา พืชผลต้องการเวลาเติบโต แต่เธอเองกลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้อยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน
เธอหันไปถามฟางเสี่ยวเหมย “มาหาฉันถึงบ้าน มีธุระอะไรหรือเปล่า?”
ฟางเสี่ยวเหมยกระดกน้ำดื่มอึกใหญ่ ก่อนวางถ้วยลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด
“ชิงอวี้ พรุ่งนี้ที่คอมมูนเซี่ยซีจะมีงานตลาดนัดครั้งใหญ่เชียวนะ! รู้ไหมว่าเกือบยี่สิบปีแล้วที่ไม่ได้จัดงานแบบนี้ ต้องคึกคักมากแน่ๆ ได้ข่าวว่ามีคณะงิ้วมาแสดงด้วย เธอจะไปไหม? ถ้าไป ฉันจะขี่จักรยานมารับ”
พูดจบเธอก็หอบแฮ่กๆ เพราะรัวคำพูดชุดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นกับงานนี้มาก
เฉียวชิงอวี้ตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด “ไปสิ! แต่ไม่ต้องมารับนะ เธอไปรอฉันที่หน้าตลาดนัดได้เลย”
และแล้ว เช้าวันรุ่งขึ้น เฉียวชิงอวี้ก็ปั่นจักรยานคู่ใจ บรรทุกขนมถ้วยฟูข้าวฟ่างหนักห้าสิบจิน มุ่งหน้าสู่ตลาดนัดครั้งประวัติศาสตร์ของคอมมูนเซี่ยซี
คอมมูนเซี่ยซีประกอบด้วยกองผลิตย่อยนับสิบ แต่ละกองมีคนหลายพัน วันนี้ทุกคนต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่ ภาพที่เห็นจึงเป็นคลื่นมหาชนที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ
บรรยากาศการค้าขายคึกคักสุดๆ
ชาวบ้านต่างตื่นเต้นดีใจ หน้าตาเบิกบานแจ่มใส เกินครึ่งของผู้คนที่มาในวันนี้ตั้งใจมาเดินดูความครึกครื้นเฉยๆ ไม่ได้กะมาซื้ออะไรเป็นพิเศษ แต่บรรยากาศมันพาไป
หลังจากฟางเสี่ยวเหมยได้ชิมขนมถ้วยฟูของเฉียวชิงอวี้ไปครึ่งจิน ก็ติดใจจนต้องอาสามาช่วยเฝ้าแผงให้ ส่วนเฉียวชิงอวี้ก็ทำหน้าที่เป็นกองทัพมด ขี่จักรยานไปกลับถึงสองรอบเพื่อขนขนมถ้วยฟูที่เหลือมาขายจนหมดเกลี้ยง
นับเงินดูแล้วได้กำไรเน้นๆ ห้าสิบหยวน ถือเป็นรายได้ก้อนแรกที่งดงามมาก!
ฟางเสี่ยวเหมยอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ นี่มันเงินเดือนเธอตั้งสองเดือนรวมกันเลยนะ แต่เฉียวชิงอวี้กลับหาได้ในเวลาแค่ครึ่งวันเช้า
แม่เจ้าโว้ย! นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ!
เฉียวชิงอวี้กลับรู้สึกเสียดายที่ทำขนมมาน้อยเกินไป ดูทรงแล้วต่อให้ขนมาอีกพันจินก็น่าจะขายหมดเกลี้ยง
ติดปัญหาอยู่นิดเดียวคือยุคนี้ยังไม่มีถุงพลาสติก ต้องใช้กระดาษฟางหรือกระดาษไขมาห่อของ การขายปลีกทีละชิ้นสองชิ้นแล้วต้องห่อกระดาษให้ทุกครั้ง มันดูสิ้นเปลืองต้นทุนไปหน่อย พับโครงการนี้เก็บไว้ก่อนดีกว่า
หลังจากขายของเสร็จ เฉียวชิงอวี้ก็เดินช้อปปิ้งต่อ เธอซื้อตะกร้าสานขนาดต่างๆ ไหใบเล็ก โต๊ะกินข้าวไม้เอล์มตัวเตี้ย และของจุกจิกอีกหลายอย่าง
ขณะที่กำลังจะจ้างเกวียนม้าให้ช่วยขนของกลับบ้าน สายตาเธอก็เหลือบไปเห็นฟางเสี่ยวเหมยที่น่าจะกลับไปทำงานแล้ว เดินนำชายวัยกลางคนคนหนึ่งตรงเข้ามาหาเธอ
นั่นคือรองหัวหน้าเฉียน ผู้มีศักดิ์เป็นลุงของฟางเสี่ยวเหมยนั่นเอง
[จบบท]