บทที่ 204: ผลการพิสูจน์
เฉียวชิงอวี้สูดหายใจเข้าลึกพลางทำเสียงซี้ดปากเบาๆ เด็กตัวกะเปี๊ยกแค่นนี้ทำไมถึงได้รู้มากไปซะทุกเรื่องราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยก็ไม่ปาน
มือเรียวเอื้อมไปกดเปิดสวิตช์โคมไฟตั้งโต๊ะเพื่อให้แสงสว่างที่เพียงพอ เด็กน้อยทั้งสองคนต่างรู้หน้าที่หยิบสมุดคัดลายมือตารางสี่เหลี่ยมขึ้นมา แล้วเริ่มลงมือฝึกเขียนอักษรอย่างตั้งใจโดยไม่ต้องให้ใครมาคอยจี้ไช
เมื่อเฉียวชิงอวี้เดินออกมาจากห้อง ก็พบว่าเฮ่อซิวอวี้จัดการเก็บกวาดทำความสะอาดห้องครัวจนเรียบร้อยหมดจดแล้ว ส่วนตัวเขาเองตอนนี้กำลังง่วนอยู่กับงานบางอย่างในเพิงพักด้านนอก
หญิงสาวเดินกลับไปหยิบหนังสือเรียนของตัวเองเพื่อเตรียมตัวไปเข้าเรียนที่ชั้นเรียนพิเศษ ตอนนี้ในชั้นเรียนเหลือสมาชิกอยู่เพียงแค่ห้าคนเท่านั้น และครูผู้สอนก็ยังคงเป็นเสิ่นเฟินเหมือนเดิม
แม้ว่าซุนอ้ายจือจะมีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม แต่เธอก็ยังไม่สามารถสอนเนื้อหาระดับชั้นมัธยมปลายปีที่สามได้ การรวมตัวกันครั้งนี้จึงเหมือนกลุ่มติวหนังสือกันเองมากกว่าจะเป็นชั้นเรียนจริงจัง
ในมือของเฉียวชิงอวี้ถือถุงผ้าใบหนึ่ง ภายในบรรจุถั่วฝักยาวและพริกสดที่เธอเพิ่งเก็บมาจากสวนเมื่อตอนพลบค่ำเพื่อนำไปฝากเสิ่นเฟิน เธอรู้สึกชอบพอกับอุปนิสัยของเสิ่นเฟินมาก อีกฝ่ายเป็นคนที่น่านับถือคนหนึ่งเลยทีเดียว
ขณะที่เธอกำลังเดินลอดซุ้มองุ่นอันร่มรื่น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังไล่หลังมาติดๆ ก่อนที่ร่างสูงโปร่งคุ้นตาจะก้าวแซงขึ้นมาดักหน้าเธอเอาไว้
เฮ่อซิวอวี้ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดสลัวของยามค่ำคืน แววตาที่มองมายังเฉียวชิงอวี้เต็มไปด้วยความขบขันและเอ็นดู เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า
“เสี่ยวเฉียว คำถามเมื่อกี้นี้ของคุณ ผมยังไม่ได้ให้คำตอบเลยนะ”
เฉียวชิงอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับทันควัน
“จะมาตอบอะไรตอนนี้ ฉันกำลังจะไปเข้าเรียนแล้ว”
เฮ่อซิวอวี้หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาเลิกแกล้งแหย่ให้เธอโมโห แต่เปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย
“วันนี้จะเป็นการเรียนคาบสุดท้ายของพวกคุณแล้วนะ”
“ทำไมล่ะคะ”
เฉียวชิงอวี้ถามด้วยความประหลาดใจ
“ตอนนี้สำนักงานได้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ผู้อำนวยการเสิ่นมีภาระงานที่ต้องสะสางเยอะมาก แถมวันพรุ่งนี้พ่อแม่ของเธอก็จะเดินทางมาจากต่างเมืองด้วย ผู้เฒ่าทั้งสองสุขภาพไม่ค่อยสู้ดีนัก แล้วเธอก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียว จำเป็นต้องคอยดูแลปรนนิบัติพวกท่านอย่างใกล้ชิด”
“ถ้าอย่างนั้น วันนี้ก็เป็นคาบสุดท้ายจริงๆ สินะ”
“ผู้อำนวยการเสิ่นคงจะให้พวกคุณหยุดพักการเรียนไปก่อน”
เฮ่อซิวอวี้เว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“แต่ผู้อำนวยการเสิ่นฝากฝังกับผมไว้แล้วว่า ต่อไปนี้ให้ผมรับหน้าที่ติวเข้มให้คุณแทน เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าปีหน้าคุณจะสามารถเข้าสอบเกาเข่าได้”
ความจริงแล้วเฉียวชิงอวี้ก็วางแผนเอาไว้แบบนั้นเหมือนกัน เพียงแต่เธอยังไม่เคยคุยเรื่องนี้กับเฮ่อซิวอวี้อย่างเป็นทางการ เมื่อสบโอกาสเธอจึงลองหยั่งเชิงถามดูว่า หากเธอสอบติดมหาวิทยาลัยขึ้นมาจริงๆ เขาจะมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ผมย่อมต้องสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่อยู่แล้ว”
เขาตอบกลับโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“การสอบเกาเข่าปีหน้าจะจัดขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคม... สงสัยต่อจากนี้ผมคงต้องเตรียมมาตรการป้องกันให้รัดกุมเสียแล้ว”
เฉียวชิงอวี้ฟังแล้วก็ได้แต่งุนงง เธอไม่เข้าใจความนัยที่เฮ่อซิวอวี้ต้องการจะสื่อ และก็ขี้เกียจเกินกว่าจะซักไซ้ไล่เลียงให้มากความ เธอขยับกระเป๋าสะพายให้เข้าที่ พลางกระชับถุงผ้าในมือแน่น
“ใกล้จะถึงเวลาเริ่มเรียนแล้ว ฉันต้องรีบไปก่อนนะ”
เฮ่อซิวอวี้มองตามด้วยแววตาอบอุ่นอ่อนโยน รอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา
“วางใจเถอะ ต่อไปถ้ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ ผมจะติวให้คุณด้วยตัวเอง”
หญิงสาวพยักหน้าส่งๆ อย่างขอไปที แล้วรีบสาวเท้าก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ด้วยความรวดเร็ว
เสียงทุ้มของเฮ่อซิวอวี้ยังคงดังไล่หลังมา
“อีกหนึ่งชั่วโมง ผมกับหรงหรงจะไปรับคุณนะ”
“แล้วแต่เลย”
เฉียวชิงอวี้โบกมือไหวๆ โดยไม่หันกลับมามอง ก่อนที่ร่างบอบบางจะกลืนหายไปกับความมืดมิดของราตรี
ทว่าสิ่งที่เฮ่อซิวอวี้มองไม่เห็นก็คือ มุมปากของหญิงสาวที่กำลังยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
เมื่อกี้... เธอกับเฮ่อซิวอวี้กำลังจีบกันอยู่ใช่ไหมนะ
ความรู้สึกแบบนี้มันช่างน่าสนุกและชวนให้ใจเต้นดีเหลือเกิน
เธอหมุนตัวเล่นด้วยความเบิกบานใจ ชายกระโปรงชุดเดรสบานสะพรั่งออกราวกับดอกไม้ที่กำลังผลิบาน ตัวของเธอเบาสบายราวกับก้อนเมฆ ล่องลอยห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ
***
ณ ใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน ในค่ำคืนที่ดึกสงัด
ที่บ้านเรือนสี่ประสานแห่งหนึ่งในเขตซีเฉิงของปักกิ่ง
ภายในห้องหนังสือที่ตกแต่งอย่างเคร่งขรึม อู่ซิวเจี๋ยยืนค้ำไม้เท้าด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด ใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยโทสะที่พวยพุ่ง เบื้องหน้าของเขามีชายวัยกลางคนสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนก้มหน้าตัวสั่นงันงก ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากส่งเสียงใดๆ ออกมา
หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่ามือของชายในชุดกาวน์กำลังสั่นเทาอย่างรุนแรง
เสียงของอู่ซิวเจี๋ยดังลอดไรฟัน ฟังดูอำมหิตและน่าสะพรึงกลัวก้องไปทั่วห้องหนังสือ
“ฉันทุ่มเงินให้แกไปตั้งหนึ่งล้านดอลลาร์ สร้างห้องทดลองพิเศษให้แกโดยเฉพาะ แต่ตอนนี้แกกลับมาบอกฉันว่าการจะเอาผลพิสูจน์ที่แม่นยำมันยากเกินไปอย่างนั้นเหรอ”
ริมฝีปากของชายวัยกลางคนขยับเม้มเข้าหากัน เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้เฒ่าที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า
ไม่มีใครกล้ามองว่าคนตรงหน้าเป็นเพียงชายชราธรรมดาๆ เมื่อนึกถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมอำมหิตที่อู่ซิวเจี๋ยเคยใช้จัดการคู่แข่ง ริมฝีปากของชายวัยกลางคนก็ยิ่งสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว
แต่เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตัวเองไว้ เขาจึงจำต้องรวบรวมความกล้าเอ่ยแก้ตัวออกไปอย่างยากลำบาก
“...ท่านผู้เฒ่าครับ ถึงแม้เราจะตั้งห้องทดลองได้แล้ว และท่านจะให้เงินทุนมาแล้วก็จริง แต่เรายังขาดแคลนอุปกรณ์และเครื่องมือทดลองที่จำเป็นอีกมาก”
“ประเทศจีนตอนนี้เทคโนโลยียังล้าหลังเกินไป แม้แต่ชิ้นส่วนอะไหล่เล็กๆ น้อยๆ ผมก็ยังหาซื้อไม่ได้เลยครับ”
อู่ซิวเจี๋ยไม่มีทีท่าว่าจะรับฟังข้ออ้างเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาชี้นิ้วกราดไปยังท้องฟ้านอกหน้าต่าง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“แกรู้ไหมว่าผู้คนบนแผ่นดินผืนนี้ เคยใช้แค่ลูกคิดรางเดียวสร้างอะไรขึ้นมาได้บ้าง ถ้าฉันเอาลูกคิดโยนให้แก แกจะทำได้เหมือนพวกเขาไหม”
หมออันก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าเอ่ยเถียงแม้แต่ครึ่งคำ
อู่ซิวเจี๋ยถามย้ำด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ฉันถามแกคำเดียว ว่าทำได้หรือไม่ได้”
ชายวัยกลางคนเกิดความลังเลขึ้นมาทันที ด้วยระดับความสามารถของเขาในตอนนี้ มันเป็นเรื่องยากแสนยาก ผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความแม่นยำไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ แล้วผลตรวจแบบนั้นมันจะมีค่าอะไร
เมื่อเห็นความลังเลในแววตาของอีกฝ่าย อู่ซิวเจี๋ยก็บันดาลโทสะ ยกเท้าถีบชายคนนั้นจนล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น เขาขบกรามแน่นพลางตะคอกด้วยความเดือดดาล
“ของที่อุตส่าห์ลำบากยากเข็ญกว่าจะได้มา กลับต้องมาเสียของเพราะน้ำมือแก ไอ้คนไร้ประโยชน์อย่างแกฉันจะเก็บไว้ทำซากอะไร”
สิ้นเสียงคำราม ไม่รู้ว่าชายชุดดำสองคนโผล่ออกมาจากมุมมืดไหน พวกเขาพุ่งเข้ามาหิ้วปีกหมออันคนละข้าง เตรียมจะลากตัวออกไปด้านนอก
หมออันดิ้นรนสุดชีวิต ตะเกียกตะกายกลับมาหมอบกราบแทบเท้าอู่ซิวเจี๋ย ละล่ำละลักอ้อนวอนด้วยความร้อนรน
“ท่านผู้เฒ่า! ให้โอกาสผมอีกสักครั้งเถอะครับ ผมสาบานว่าจะเอาผลลัพธ์ที่ท่านพอใจมาวางตรงหน้าท่านให้ได้!”
ทันใดนั้น ความโกรธเกรี้ยวบนใบหน้าของอู่ซิวเจี๋ยก็ค่อยๆ เลือนหายไป ราวกับเปลี่ยนหน้ากากเป็นคนละคน เขากลับมามีสีหน้ายิ้มแย้มเมตตาราวกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใจดี ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้จื่อถาน แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“หมออัน ฉันรู้น่าว่าแกเป็นหมอที่เก่งกาจแค่ไหน เรื่องนี้ฉันมอบหมายให้แกรับผิดชอบ หวังว่าแกจะเอาผลตรวจที่น่าพอใจมาให้ฉันได้จริงๆ นะ”
เขาโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจ
“รีบไปทำงานต่อเถอะ ขาดเหลืออะไรก็ไปบอกเจ้าอู่เผิงมัน”
หมออันรีบถอยกรูดออกไปจากห้อง ทิ้งให้เหลือเพียงอู่เผิงที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกายผู้เป็นพ่อ เมื่อประตูปิดลง อู่เผิงจึงเอ่ยรายงานขึ้น
“พ่อครับ เมื่อกี้ได้รับข่าวมาว่าอาเล็กกับอู่ไท่หลุดจากการควบคุมแล้วครับ”
สีหน้าของอู่ซิวเจี๋ยเรียบเฉยจนเดาอารมณ์ไม่ถูก
“แล้วยังไง”
“พวกเขาหนีรอดไปได้อย่างปลอดภัย และเริ่มลงมือจัดการเรื่องกลุ่มอู่หลงแล้วครับ”
“อู่ซิวข่ายมันรีบร้อนจะกลับประเทศ ถ้ากลุ่มอู่หลงเก็บไว้ไม่ได้ มันก็คงต้องลงมือทำลายทิ้งด้วยตัวเอง”
อู่เผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยความไม่เข้าใจ
“พ่อครับ ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เราทุ่มเททำลงไปทั้งหมด มันจะยังมีความหมายอะไรอีกเหรอครับ”
“อู่เผิง แกคิดจริงๆ เหรอว่าฉันอยากได้สมบัติของอาแก”
น้ำเสียงของอู่ซิวเจี๋ยเต็มไปด้วยความดูแคลน
อู่เผิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาวางแผนทำเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อฮุบสมบัติของอู่ซิวข่าย แล้วจะทำไปเพื่ออะไรกัน
เขาเคยคิดว่าตัวเองรู้จักนิสัยใจคอของตาแก่คนนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่หลังจากกลับมาเหยียบแผ่นดินจีน เขากลับพบว่าตัวเองไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย
อู่เผิงก้มหน้าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“พ่อครับ ผมมันหัวทึบ รบกวนพ่อช่วยชี้แนะด้วยครับ”
อู่ซิวเจี๋ยค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืน มือเหี่ยวย่นกำหัวไม้เท้าไม้จื่อถานแน่น เขาเดินไปหยุดยืนที่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองความมืดมิดไร้ก้นบึ้งของราตรีกาล แล้วเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า
“ไอ้ลูกเมียน้อยนั่น... มันคิดว่าฉันทำไปเพราะอยากได้เงินของมันสินะ ผิดถนัด ฉันไม่ต้องการสมบัติพรรค์นั้น เงินทองของนอกกาย ตายไปก็เอาไปไม่ได้ สำหรับฉันแล้วมันไม่มีความหมายอะไรเลย”
อู่ซิวเจี๋ยหยุดพูดไปชั่วขณะ บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก
อู่เผิงกำมือแน่น ยืนสงบนิ่งรอฟังคำพูดต่อไปอย่างตั้งใจ
“...ตั้งแต่วันที่อาของแกเกิดมาบนโลกใบนี้ มันก็เริ่มแย่งชิงทุกอย่างที่เป็นของฉันไป มันแย่งพ่อของฉัน แย่งปู่กับย่าของฉัน แย่งเกียรติยศศักดิ์ศรีทั้งหมดที่ควรจะเป็นของลูกชายคนโตตระกูลอู่ไปจนหมดสิ้น”
น้ำเสียงที่แหบพร่านั้นอัดแน่นไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและความเจ็บปวดที่ฝังลึก
“เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ส่งมันลงนรกหรอก... แต่ฉันจะทำให้มันต้องใช้ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นไปทุกๆ วัน”
อู่เผิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย แววตาฉายแววเย้ยหยันวูบหนึ่ง เขาอยากจะโพล่งออกไปเหลือเกินว่า เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งกี่สิบปีแล้ว ทำไมยังต้องเอามาผูกใจเจ็บขนาดนี้ อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว เรื่องแค่นี้ยังปลงไม่ตกอีกหรือไง
[จบบท]