บทที่ 212: ผมเป็นคนไม่ใช่เทวดา
“ที่คุณพูดมามันก็มีเหตุผล แต่ผมขอแก้ตัวให้ตัวเองสักหน่อยเถอะนะ”
เฮ่อซิวอวี้เกาศีรษะเบาๆ แก้เก้อ ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววไม่เป็นธรรมชาติพาดผ่านดวงตาคมคู่นั้น ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อารมณ์แบบนั้นมันอาจจะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ ดูไร้สาระแล้วก็งี่เง่าไปบ้าง คุณจะว่าผมใจแคบหรือเรื่องมากก็ได้ ผมยอมรับผิดทุกอย่าง”
“คุณนี่ใจแคบจริงๆ นั่นแหละ แล้วถ้าคุณรู้ว่าลู่เย่กินข้าวเย็นที่บ้านเราด้วย คุณจะไม่ยิ่งโมโหไปกันใหญ่เหรอ”
เฮ่อซิวอวี้ชะงักไปเล็กน้อย พลางคิดในใจว่า เจ้าเด็กนั่นถึงขั้นมากินข้าวฟรีที่นี่ด้วยงั้นเหรอ มิน่าล่ะ ตอนเดินเข้ามาเขาถึงได้กลิ่นหอมของกับข้าวที่ต่างไปจากมื้อเย็นปกติ
ทว่าเมื่อเฉียวชิงอวี้พูดออกมาตรงๆ แบบนี้ ไม่รู้ทำไมความขุ่นข้องหมองใจที่เคยมีกลับมลายหายไปจนหมด โดยเฉพาะเมื่อเขาได้ยินคำว่า ‘บ้านเรา’ หลุดออกมาจากปากของเธอ มันทำให้หัวใจของเขาพองโตอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกเปี่ยมสุขแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ
สายตาของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือออกไปกุมมือเล็กของเฉียวชิงอวี้เอาไว้ แล้วเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“เราออกไปเดินเล่นที่ป่าหูหยางข้างนอกกันหน่อยไหม”
“ทำไมต้องไปเดินเล่นในป่าด้วยล่ะคะ”
“ก็คุณเคยบอกว่าเมื่อก่อนพวกคุณลองหว่านหญ้าข้าวบาร์เลย์ทิ้งไว้เล่นๆ แล้วมันงอกขึ้นมาจริงๆ ผมเลยอยากจะไปดูให้เห็นกับตา”
“สหายเฮ่อซิวอวี้ ฟ้ามืดขนาดนี้แล้ว คุณจะไปดูหญ้าในป่าเนี่ยนะ ไม่ตลกไปหน่อยเหรอ”
เฉียวชิงอวี้อดขำไม่ได้กับข้ออ้างของเขา แต่เฮ่อซิวอวี้กลับทำหน้าจริงจังพลางตอบกลับทันควัน
“ผมเอาไฟฉายไปส่องดูก็ได้นี่นา”
“เอาเถอะๆ คุณรีบไปทำงานของคุณได้แล้ว เจตนาของคุณน่ะฉันเข้าใจหมดแล้ว เอาเป็นว่าวันหลังฉันจะพยายามไม่เล่าเรื่องในบ้านให้คนอื่นฟัง โดยเฉพาะกับลู่เย่ ตกลงไหม”
เฉียวชิงอวี้ปรายตามองเฮ่อซิวอวี้ด้วยแววตาล้อเลียน รอยยิ้มที่มุมปากดูเจ้าเล่ห์นิดๆ คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง
“ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นเสียหน่อย ความมั่นใจแค่นี้ถ้าผมไม่มี ก็คงไม่คู่ควรจะเป็นสามีของคุณแล้วล่ะ”
เฮ่อซิวอวี้รีบแก้ตัวพัลวัน
“ในเมื่อมั่นใจขนาดนั้น แล้วทำไมยังยืนบื้ออยู่ตรงนี้ไม่ยอมไปอีก”
เฉียวชิงอวี้ถลึงตาใส่เขาอย่างหยอกเย้า
แสงไฟสลัวส่องกระทบเข้ามาในเพิงพักร้อน เผยให้เห็นหางตาที่เชิดขึ้นเล็กน้อยของเฉียวชิงอวี้ ริมฝีปากสีแดงระเรื่อดุจกลีบดอกไม้โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มงดงาม ทำให้ภาพตรงหน้าดูมีชีวิตชีวาและสดใสจนไม่อาจละสายตาได้
หัวใจของเฮ่อซิวอวี้ร้อนวูบขึ้นมาทันที เขาคว้าข้อมือของเฉียวชิงอวี้ดึงเข้าหาตัว ก่อนจะหมุนตัวรวบเธอเข้าสู่อ้อมกอดแล้วดันร่างบางไปพิงกับมุมเสาของเพิงพัก
กลิ่นอายบุรุษเพศที่คุ้นเคยพุ่งเข้าปะทะจมูก เฉียวชิงอวี้หน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นรัวเร็ว เธอพยายามดิ้นรนขัดขืนเล็กน้อย
“ปล่อยฉันนะคะ”
เฮ่อซิวอวี้หลุบตามองหญิงสาวในอ้อมแขน มุมปากยกยิ้มด้วยความจำยอม ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความเผด็จการเอาไว้ลึกๆ
“ผมไม่ยอมให้คุณมองผมในแง่ร้ายเพราะการกระทำงี่เง่าไร้สาระของผมหรอกนะ”
“เฮ่อซิวอวี้ คุณเริ่มจะพาลไม่ใช้เหตุผลแล้วนะ”
อ้อมแขนที่โอบกอดร่างบางกระชับแน่นขึ้นอีกนิด เสียงทุ้มต่ำดังชิดใบหู
“ไม่ใช่ไม่ใช้เหตุผล แต่ผมไม่อยากให้ความสัมพันธ์ของเราที่ยังไม่ค่อยมั่นคงต้องมาแย่ลงไปอีก...”
“เว่อร์ไปแล้ว เรื่องมันไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่คุณพูดสักหน่อย”
เฉียวชิงอวี้อยากจะกลอกตามองบนใส่เขาจริงๆ
“บางทีในสายตาของคุณ เรื่องพวกนี้อาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แต่ตราบใดที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณ สำหรับผมแล้ว ทุกเรื่องคือเรื่องใหญ่เสมอ!”
ประโยคนั้นเฮ่อซิวอวี้พูดออกมาด้วยความหนักแน่นและจริงจังอย่างที่สุด
หัวใจของเฉียวชิงอวี้กระตุกวูบไปจังหวะหนึ่ง ผู้ชายคนนี้ชอบฉวยโอกาสกอดเธอพร่ำเพรื่อ แล้วกลิ่นกายของเขาก็ช่างสะอาดสะอ้านสดชื่น ชวนให้คนเผลอไผลมัวเมาได้ง่ายๆ เสียด้วย
“ฉันเข้าใจที่คุณพูดแล้วค่ะ คุณวางใจเถอะ ฉันไม่ได้เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอก”
เฉียวชิงอวี้จำต้องขยับตัวออกจากอ้อมกอด เธอเหลือบมองไปทางห้องหนังสือที่หรงหรงนอนหลับอยู่ ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อน
“เอาล่ะ ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ”
เฮ่อซิวอวี้รู้สึกเสียดายไม่อยากปล่อยมือ ร่างกายของเธอทั้งหอมทั้งนุ่มนิ่ม กลิ่นกายสาวหอมละมุนจางๆ นั้นช่างดีต่อใจเหลือเกิน
เฉียวชิงอวี้จึงจัดการหยิกหมับเข้าที่เอวสอบของเขา แม้เฮ่อซิวอวี้จะเป็นคนไม่กลัวเจ็บ แต่ก็จำต้องคลายอ้อมกอดออกอย่างเสียมิได้ กระนั้นดวงตาดอกท้อคู่สวยก็ยังคงจดจ้องใบหน้าของเฉียวชิงอวี้อยู่อย่างนั้น ครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ใช้สายตาสื่อความหมายมองเธอเงียบๆ
เฉียวชิงอวี้ทนสายตาหวานเชื่อมไม่ไหว จึงผลักไหล่เขาเบาๆ
“ฉันไม่ได้ขี้งอนเหมือนคุณสักหน่อย มีแต่คุณนั่นแหละที่เก็บเอาไปคิดมาก ฉันไม่โกรธหรอก รีบไปทำงานได้แล้ว”
เฮ่อซิวอวี้ที่ถูกดันหลังให้เดินออกไปหันกลับมามองเฉียวชิงอวี้อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าความเย็นชาและท่าทีห่างเหินได้จางหายไปจากตัวเธอแล้ว เขาถึงได้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาคิดในใจว่า ต่อไปนี้เขาต้องใจกว้างให้มากกว่าเดิม เพราะคนรักของเขาไม่เหมือนกับคนรักของคนอื่น
ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะตามใจเธอทุกอย่าง เขาก็ต้องพร้อมที่จะยอมรับทุกอย่างที่เป็นเธอด้วยเช่นกัน
เฮ่อซิวอวี้บอกกับตัวเองในใจเช่นนั้น
เมื่อตระหนักได้ว่าพฤติกรรมเมื่อครู่ของตนเองไม่เหมาะสม เฮ่อซิวอวี้ก็รีบปรับอารมณ์และกลับไปตั้งใจทำงานต่อทันที
ทว่าหลังจากหรงหรงหลับสนิทไปแล้ว เขากลับเรียกเฉียวชิงอวี้เข้าไปหาในห้องทำงาน
เฉียวชิงอวี้ยืนกอดอกพิงประตูห้องหนังสือ มองดูเฮ่อซิวอวี้ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงกองกระดาษปึกใหญ่ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“คุณเรียกฉันมาทำไมเหรอคะ”
เฮ่อซิวอวี้กวักมือเรียก
“เข้ามานั่งนี่ก่อนสิครับ”
เฉียวชิงอวี้เดินเข้าไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เฮ่อซิวอวี้จึงเลื่อนปึกกระดาษในมือมาตรงหน้าเธอ
“นี่คือเอกสารการเรียนที่ผมใช้เวลาพักเที่ยงวันนี้สรุปมาให้คุณ”
พระเจ้าช่วย นี่เขาไม่ได้พูดเล่นๆ สินะ พ่อคนงานยุ่งเฮ่อซิวอวี้คิดจะมาเป็นติวเตอร์ส่วนตัวให้เธอจริงๆ ด้วย
เฉียวชิงอวี้มีกำหนดสอบเข้ามหาวิทยาลัยปีหน้า เธอจึงไม่ได้รู้สึกรีบร้อนอะไร และไม่อยากเบียดเบียนเวลาพักผ่อนของเฮ่อซิวอวี้ เธอพลิกดูเอกสารเหล่านั้นพลางเอ่ยขึ้น
“ไม่เห็นต้องรีบขนาดนี้เลย ปีหน้าถึงจะสอบไม่ใช่เหรอ อีกอย่างฉันเองก็ทบทวนไปได้เยอะแล้ว แค่เอามาอ่านผ่านๆ บ้างก็พอ”
“คุณตั้งใจดูให้ดีเถอะ พอดีผมพอจะรู้แนวข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยของสองปีนี้อยู่บ้าง ผมเลยสรุปจุดสำคัญๆ ออกมาให้ ถ้าคุณอ่านตามนี้ การทบทวนบทเรียนก็จะง่ายขึ้นเยอะ”
เฉียวชิงอวี้เปิดดูเอกสารอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเฮ่อซิวอวี้ เวลานี้มือขวาของเขาถือปากกาหมึกซึม ส่วนมือซ้ายเท้าคาง จ้องมองมาที่เธอตาไม่กะพริบ ดวงตาคู่นั้นทอประกายระยิบระยับล้อกับแสงไฟตั้งโต๊ะ สีหน้าท่าทางแบบนั้นเหมือนกำลังบอกกับเฉียวชิงอวี้ว่า ‘ชมผมสิ ชมผมเร็วเข้า’
“คุณเก่งจังเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ”
เฉียวชิงอวี้ยิ้มจนตาหยีเป็นสระอิ
“ไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้วครับ”
จากนั้นเขาก็ยื่นปากกาในมือส่งให้เฉียวชิงอวี้ ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะลงบนกระดาษแผ่นแรกด้วยอารมณ์เบิกบาน
“ตอนนี้คุณลองทำข้อสอบแผ่นนี้ให้เสร็จก่อน ผมอยากจะเช็กพื้นฐานของคุณดูหน่อย”
“วิชาคณิตศาสตร์เหรอ นี่คุณคงไม่ได้กะจะให้ฉันสอบวันละวิชาหรอกนะ”
“ตอนนี้วางแผนไว้แบบนั้นครับ”
“ฉันเหนื่อยจะตายอยู่แล้วนะคะ ฉันอยากพักผ่อนแล้ว”
เฉียวชิงอวี้ทำเสียงงอแงอ้อนวอน
ท่าทางออดอ้อนของเฉียวชิงอวี้ทำให้ใจของเฮ่อซิวอวี้อ่อนยวบยาบจนแทบละลาย แต่เขาก็ยังคงยืนกรานเสียงแข็ง
“ไม่ได้ครับ ทำข้อสอบให้เสร็จก่อนแล้วค่อยไปพัก”
“แต่ฉันง่วงแล้วนี่นา”
“ถ้าคุณทำข้อสอบชุดนี้เสร็จ ผมจะมีรางวัลให้”
“รางวัลอะไรคะ”
เฉียวชิงอวี้มองเขาอย่างระแวดระวัง
เฮ่อซิวอวี้โน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้ ดวงตาแพรวพราวไปด้วยรอยยิ้ม
“ผมจะอนุญาตให้คุณจูบผมทีหนึ่ง”
เฉียวชิงอวี้คว้าปากกาปาใส่หน้าเฮ่อซิวอวี้ทันที พร้อมกับด่าแก้เขิน
“ฝันไปเถอะย่ะ”
“งั้นก็ไม่เป็นไร ผมเป็นฝ่ายจูบคุณเองก็ได้”
เฉียวชิงอวี้เบิกตากว้างจ้องหน้าเฮ่อซิวอวี้ ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
“สหายเฮ๋อ ฉันเพิ่งค้นพบว่าหน้าคุณนี่หนาใช่เล่นเลยนะ คุณเป็นถึงนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ทำไมถึงชอบพูดจาแบบนี้อยู่เรื่อยเลยฮะ”
“ผมเป็นคนนะครับ ไม่ใช่เทวดา”
เฮ่อซิวอวี้ยื่นปากกาที่เธอเพิ่งปาใส่กลับไปให้อีกครั้ง คราวนี้เขาเลิกทำท่าทีหยอกล้อ เปลี่ยนมาเป็นโหมดจริงจัง
“ตอนนี้เพิ่งจะสามทุ่ม ยังมีเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงเวลานอน ด้วยความสามารถระดับคุณ แค่ครึ่งชั่วโมงก็ทำเสร็จแล้ว”
[จบบท]