บทที่ 214: สร้อยคอ
“เมื่อเช้ามีคนจากหมู่บ้านเหลียนเจียงส่งข่าวมาบอกว่ายายเฒ่าหานอาการไม่ดี แม่ของเธอก็เลยรีบร้อนไปหา พอตกบ่ายลุงก็ต้องพาแม่เธอส่งโรงพยาบาล เพราะจู่ๆ อาการก็กำเริบขึ้นมา...”
“ยายบุญธรรมของหนูกำลังจะเสียเหรอคะ”
“ยายแกไม่ได้เป็นอะไรหรอก” น้ำเสียงของเฉียวจื้อหย่วนเย็นชาขึ้นมาทันที
“ยายเฒ่าหานคนนั้นร่างกายยังแข็งแรงกระฉับกระเฉงจะตายไป แกบอกว่าแค่คิดถึงแม่ของเธอ แต่ไม่นึกเลยว่าพอแม่ของเธอไปถึงจะล้มป่วยกะทันหัน ทำเอายายแกตกใจจนขวัญเสียเหมือนกัน”
พูดจบเขาก็แค่นเสียงฮึในลำคออย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้พูดว่ากล่าวอะไรเพิ่มเติมอีก
เฉียวชิงอวี้รู้ดีว่าลุงใหญ่ไม่ชอบคนบ้านนั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เธอพยายามข่มอารมณ์แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าว่า “ลุงใหญ่คะ แม่จะต้องไม่เป็นอะไร อีกสามวันหนูจะเดินทางไปถึงตัวมณฑล ถึงตอนนั้นหนูจะรีบไปหาพวกลุงที่โรงพยาบาลนะคะ”
“ได้” เฉียวจื้อหย่วนรับคำสั้นๆ ก่อนจะพูดปลอบใจหลานสาวว่า
“เธอเองก็ไม่ต้องกังวลไปนะ ตอนนี้ติดต่อรถได้แล้ว พวกเรากำลังจะพาแม่ของเธอส่งโรงพยาบาลในตัวมณฑล...”
สิ้นเสียงนั้นสัญญาณโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปทันที
แม้เฉียวชิงอวี้จะเพิ่งข้ามภพมายังโลกใบนี้และใช้เวลาอยู่ร่วมกับหานเซียงหลานได้ไม่นานนัก ทว่าในวินาทีนี้ ความผูกพันทางสายเลือดที่ฝังรากลึกอยู่ในร่างกายนี้กลับปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
น้ำตาของเธอร่วงหล่นลงมาเป็นสายอย่างไม่อาจห้ามได้ เฮ่อซิวอวี้ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขารู้ดีว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้คงปิดบังเฉียวชิงอวี้ต่อไปไม่ได้
ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “พรุ่งนี้เช้าผมจะไปออกหนังสือแนะนำตัวให้ แล้วจะไปส่งคุณขึ้นรถไฟที่สถานีซีชวนนะ”
เฉียวชิงอวี้พยักหน้าเบาๆ ทั้งน้ำตา
เฮ่อซิวอวี้กล่าวเสริมเพื่อให้เธอคลายกังวล “ผมติดต่อคุณลุงจูที่โรงพยาบาลประจำมณฑลไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ผมจะคอยติดตามอาการให้อย่างใกล้ชิด”
คิ้วเรียวของเฉียวชิงอวี้ขมวดมุ่น เธอจำได้ว่าตอนที่จากมา สุขภาพของหานเซียงหลานยังแข็งแรงดีอยู่เลย แถมยังเคยพาไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแล้วด้วย หมอก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร
แล้วทำไมจู่ๆ ถึงล้มป่วยหนักได้ล่ะ?
แม่บุญธรรมของแม่ หรือก็คือยายเฒ่าหานอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเหลียนเจียง ชีวิตความเป็นอยู่ถือว่าสุขสบายดี ยายเฒ่าหานมักจะรับดูดวงทำพิธีบ้างเป็นครั้งคราว แต่ช่วงหลังมานี้มีการกวาดล้างอย่างเข้มงวด แกเลยเลิกทำไป
ครั้งก่อนที่กลับไปเยี่ยมกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว เธอก็แวะไปเยี่ยมและนำของฝากไปให้ตั้งมากมาย เพราะตอนที่ลุงใหญ่มาหายายเฒ่าหานก็ฝากเมล็ดแตงโมมาให้หนึ่งจินกับมันฝรั่งแห้งอีกหนึ่งห่อ
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ไม่ได้รู้สึกชอบพอคนบ้านนั้นสักเท่าไหร่
อาจเป็นเพราะเธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ความรู้สึกผูกพันจึงไม่ได้เกิดขึ้น
อีกทั้งในความทรงจำวัยเด็ก หานลิ่วยา ลูกสาวของลุงใหญ่หานเคยจิกหัวเธอแล้วพยายามจะยัดเธอเข้าเตาไฟ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาผมม้าของเธอไหม้เกรียมจนหมด
เรื่องราวนั้นลุกลามใหญ่โตจนบ้านตระกูลเฉียวกับบ้านตระกูลหานถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน และหลังจากนั้นก็แทบไม่ไปมาหาสู่กันอีกเลย
หานลิ่วยาอายุมากกว่าเธอสองปี
มีปีหนึ่งที่พวกเด็กๆ พากันไปวิ่งเล่นที่หลังเขา หานลิ่วยาพลัดตกลงไปในหุบเขา นับจากนั้นมาก็กลายเป็นอัมพาตต้องนอนติดเตียงอยู่แต่บนเตียงเตา และมักจะอยู่ในภาวะหลับใหลไม่ได้สติ
ตอนที่เธอกลับไปเยี่ยมครั้งล่าสุด หานลิ่วยาตื่นขึ้นมาพอดี ทว่าสายตาที่มองมานั้นกลับทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
คนตระกูลเฉียวเองชีวิตความเป็นอยู่ก็ใช่ว่าจะดีนัก แต่ทุกครั้งที่มีเทศกาลสำคัญก็มักจะส่งของกำนัลไปให้ทางนั้นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม้กระทั่งอิฐแดงที่ใช้สร้างบ้านตระกูลหาน ก็เป็นลุงใหญ่นี่แหละที่เป็นธุระติดต่อจัดหาให้ แล้วทางบ้านตระกูลเฉียวก็เป็นคนออกเงินช่วยสร้างจนเสร็จ
ถึงกระนั้น คนตระกูลเฉียวก็ยังไม่ชอบบ้านตระกูลหานอยู่ดี
แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อความสัมพันธ์นี้เป็นสิ่งที่ผู้เฒ่าเฮ่อเป็นคนจัดการผูกด้ายแดงให้รับเป็นแม่บุญธรรมกัน
คราวนี้แม่มาล้มป่วยกะทันหันที่บ้านนั้น พ่อกับพี่ใหญ่จะต้องโกรธมากแน่ๆ
เฉียวชิงอวี้ลุกขึ้นยืนพลางสูดหายใจลึก “ฉันจะไปเก็บของ คุณรีบพักผ่อนเถอะค่ะ”
สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเฮ่อซิวอวี้จับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเฉียวชิงอวี้ “รถไฟออกพรุ่งนี้บ่าย คุณต้องพักผ่อนให้เต็มที่ ไม่อย่างนั้นถ้าคนที่บ้านเห็นคุณสภาพอิดโรย พวกเขาจะยิ่งเป็นห่วงนะ”
เฉียวชิงอวี้พยักหน้ารับอย่างแกนๆ ใจลอยไปไกลแล้ว
เฮ่อซิวอวี้กำมือแน่นตัดสินใจเอ่ยรั้งไว้ “เดี๋ยวก่อนครับ”
จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังตู้หนังสือ เปิดช่องชั้นบนสุดแล้วหยิบกล่องใบหนึ่งออกมา กล่องนั้นทำจากไม้เนื้อดี ขัดเงาจนเรียบลื่น แม้รูปแบบจะดูเรียบง่ายธรรมดา แต่ก็ประณีตบรรจง
เมื่อเปิดฝากล่องออก เฮ่อซิวอวี้ก็ค่อยๆ หยิบของสิ่งหนึ่งออกมา
เฉียวชิงอวี้มองตาม รูม่านตาหดเกร็งด้วยความประหลาดใจ สิ่งที่อยู่ในมือของเขาคือสร้อยคอเส้นหนึ่ง ด้านล่างมีจี้ห้อยอยู่ ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไร
เฮ่อซิวอวี้เดินเข้ามาหา สร้อยคอในมือแกว่งไกวเล็กน้อย ประกายสีทองไหลลื่นราวกับสายน้ำต้องแสงจันทร์
เฉียวชิงอวี้มองหน้าเขาอย่างงุนงง เธอไม่รู้เลยว่าเขาไปซื้อสร้อยเส้นนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่
“คุณไปซื้อมาจากที่ไหนคะ”
“ไม่ได้ซื้อครับ ผมทำเองกับมือ”
เฉียวชิงอวี้เบิกตากว้างมองเฮ่อซิวอวี้ด้วยความทึ่ง “แม้แต่สร้อยคอคุณก็ทำเป็นเหรอคะ นี่เรื่องจริงหรือล้อเล่นเนี่ย”
“ทำสร้อยคอไม่ได้ยากอะไรหรอก เครื่องมือพวกนั้นก็สร้างขึ้นมาง่ายๆ”
เฮ่อซิวอวี้รู้สึกว่าเริ่มจะพูดนอกเรื่องไปกันใหญ่ เขาจึงลดเสียงลงแล้วอธิบายอย่างนุ่มนวลว่า “เดือนนี้เดิมทีผมจะได้เงินรางวัลหนึ่งร้อยหยวน แต่ผมทำเรื่องขอเปลี่ยนเป็นแร่ทองคำก้อนหนึ่ง แล้วนำมาสกัดเป็นทองคำบริสุทธิ์ได้ยี่สิบกรัม ส่วนจี้ที่ห้อยอยู่นี่เป็นเครื่องรางที่ลามะชราท่านหนึ่งมอบให้ตอนที่ผมไปทำงานที่ทิเบต...”
พูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเจือไปด้วยความรู้สึกผิด “ตั้งแต่แต่งงานกันมา ผมไม่เคยมีเครื่องประดับอะไรมอบให้คุณเลย เดิมทีตั้งใจว่าจะรอให้ถึงวันเกิดคุณแล้วค่อยสวมให้ด้วยตัวเองแท้ๆ”
เฉียวชิงอวี้ยืนนิ่งมองเฮ่อซิวอวี้ ภายใต้แสงไฟสีนวลตา แววตาของเฮ่อซิวอวี้นั้นอ่อนโยนและสว่างไสว
ในดวงตาคู่นั้นสะท้อนเพียงภาพของเธอ
มือของเขาช่างคล่องแคล่วนัก เฉียวชิงอวี้ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา ปล่อยให้เฮ่อซิวอวี้บรรจงสวมสร้อยคอเส้นนั้นลงบนลำคอระหงของเธอ
ดูเหมือนว่าตัวจี้เครื่องรางจะเป็นหยกชนิดหนึ่ง บนผิวหน้าสลักลวดลายบทสวดมนต์ที่ซับซ้อนเอาไว้
เฉียวชิงอวี้ไม่รู้ความหมายของบทสวดเหล่านั้น แต่ไม่รู้ทำไม เพียงแค่ก้มมอง จิตใจที่ว้าวุ่นก็พลันสงบลงอย่างน่าประหลาด
ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยค่อยๆ ไหลรินเข้ามาในหัวใจ
เธอยกยิ้มมุมปากให้เขา ก่อนจะยื่นมือออกไปโอบรอบเอวสอบ แล้วซบหน้าลงกับแผงอกกว้าง เฮ่อซิวอวี้ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ ยกแขนขึ้นกอดตอบเธอเช่นกัน
กลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์โอบล้อมทั้งสองคนเอาไว้ ต่างฝ่ายต่างเงี่ยหูฟังเสียงหัวใจที่เต้นประสานกันอย่างเงียบเชียบ
ในวินาทีนี้ เฉียวชิงอวี้รู้สึกราวกับว่าหัวใจที่ล่องลอยของเธอได้พบท่าเทียบเรือให้พักพิงแล้ว
***
อาจเป็นเพราะอำนาจของเครื่องราง หรืออาจเป็นเพราะคำปลอบโยนอันอบอุ่นของเฮ่อซิวอวี้ แม้ในใจจะยังคงทุกข์ร้อนเป็นห่วงหานเซียงหลาน แต่สุดท้ายเฉียวชิงอวี้ก็ผล็อยหลับไป
เมื่อเธอตื่นขึ้นมา เฮ่อซิวอวี้ก็ไปจัดการขอหนังสือแนะนำตัวจากหน่วยงานกลับมาให้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับนำเงินปึกหนึ่งมาวางไว้ให้ นี่คงเป็นการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าอีกตามเคย เขายัดใส่มือเฉียวชิงอวี้ทั้งหมด
เหมือนเช่นครั้งก่อน เขาพาหรงหรงไปส่งเฉียวชิงอวี้ขึ้นรถไฟด้วยกัน
ขบวนรถไฟพาเฉียวชิงอวี้มุ่งหน้าสู่เป่ยเฉิงด้วยความรวดเร็ว
หลังจากเฮ่อซิวอวี้กลับมาถึงฐานวิจัยและไปส่งหรงหรงที่โรงเรียนอนุบาลแล้ว เขาก็ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอกับรองหัวหน้าเฉียน หรือที่เรียกกันว่าเหล่าเฉียน ที่หน้าประตูบ้านพัก ดูท่าทางแล้วอีกฝ่ายคงตั้งใจมาหาเฉียวชิงอวี้
เมื่อเห็นว่าคนที่เดินมาคือเฮ่อซิวอวี้ ดวงตาของเหล่าเฉียนก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบก้าวเท้าเข้ามาหา แต่พอได้รู้ว่าเฉียวชิงอวี้ขึ้นรถไฟกลับบ้านเกิดไปแล้ว
สีหน้าของเหล่าเฉียนก็ฉายแววผิดหวังอย่างชัดเจน ก่อนจะรีบเอ่ยว่า “หัวหน้าวิศวกรเฮ่อ ถ้าอย่างนั้นไม่รบกวนแล้วครับ ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า”
เฮ่อซิวอวี้เดินไปส่งเขาที่จุดจอดรถแทรกเตอร์ พลางเอ่ยถามระหว่างเดินว่า “รองหัวหน้าเฉียน คุณมาหาชิงอวี้มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
เหล่าเฉียนไม่คิดว่าเฮ่อซิวอวี้จะเป็นฝ่ายถามขึ้นมาก่อน เขาจึงตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมอยากจะมาปรึกษากับสหายเฉียวชิงอวี้สักหน่อย ว่าจะให้ช่วยดูที่ทางดีๆ ในคอมมูนเซี่ยซีของเรา แล้วสร้างโรงเรือนปลูกผักบ้าง เราจะได้ปลูกผักนอกฤดูกาลไว้ขายตอนหน้าหนาวเหมือนกัน”
[จบบท]