บทที่ 22: การเตรียมการล่วงหน้า
แม้จะทำใจดีสู้เสือรวบรวมความกล้ามาแล้ว แต่ภาระที่กดทับอยู่บนบ่าทั้งสองข้างก็ยังหนักหนาสาหัสจนแทบจะหายใจไม่ออก เงินก้อนโตที่กำแน่นอยู่ในมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เศษกระดาษเปื้อนหมึกพิมพ์
แต่มันคือหยาดเหงื่อแรงกายและคราบน้ำตาของสมาชิกกว่าสิบชีวิตที่ช่วยกันขูดเนื้อตัวเองมาระดมทุนจนหมดหน้าตัก
ทุกคนต่างยอมทุ่มสุดตัวเพียงเพราะหวังลึกๆ ว่ามันจะเป็นใบเบิกทางเส้นใหม่ ให้พี่น้องชาวบ้านในคอมมูนได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากกับเขาบ้างเสียที
ใครต่อใครต่างก็รู้ดีว่า ลำพังแค่การก้มหน้าก้มตาปลูกข้าวสาลีกับข้าวฟ่าง อย่างมากที่สุดก็แค่ช่วยพยุงชีพให้ท้องอิ่มไปวันๆ ไม่มีทางที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยขึ้นมาได้เลย
รองหัวหน้าเฉียนถูมือไปมาด้วยอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเกรงอกเกรงใจ
"เอาล่ะ ตกลงตามนี้เลยนะเฉียวชิงอวี้ แต่ว่า... ฉันไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะปุบปับขนาดนี้ เงินค่าเมล็ดพันธุ์ที่เราเรี่ยไรกันมามันยังได้ไม่ครบ คงต้องขอเวลาอีกสักสองวันจะได้ไหม"
เขานึกถึงคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งได้ยินมาจากการประชุมเมื่อไม่นานมานี้ จึงรีบหยิบยกมาเสนอเป็นทางออก เพื่อไม่ให้โอกาสทองตรงหน้าหลุดลอยไป
"เอาแบบนี้ดีไหม ทางเราขอวางเงินมัดจำไว้ก่อนส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการจองของ"
สมองของเฉียวชิงอวี้แล่นเร็วราวกับเครื่องจักรที่ได้รับน้ำมันหล่อลื่นชั้นเยี่ยม เธอประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
ภาพพื้นที่รกร้างว่างเปล่าบริเวณบ้านพักชั่วคราวงานวิจัยเถิงไห่ที่มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาลถึงหนึ่งพันหมู่ผุดขึ้นมาในหัว เธอมีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะต้องหาทางเช่าเหมาพื้นที่ตรงนั้นมาทำประโยชน์ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตาม
ทว่าปัญหาใหญ่ที่จะตามมาติดๆ หลังจากการเช่าที่ดินได้ก็คือเรื่อง 'แรงงาน' เธอจำเป็นต้องใช้คนจำนวนมหาศาลในการพลิกฟื้นผืนดินเหล่านั้น
ซึ่งในเวลานี้เธอยังขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์อย่างหนัก ในทางกลับกัน รองหัวหน้าเฉียนมีกำลังคนเหลือเฟือแต่กลับขาดแคลนทุนทรัพย์
นี่มันเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อเข้าล็อคกันพอดี
รอยยิ้มหวานละมุนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฉียวชิงอวี้ เธอเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
"รองหัวหน้าเฉียนคะ เงินพวกนี้คือเงินที่ทุกคนช่วยกันรวบรวมมาใช่ไหมคะ"
ยังไม่ทันที่รองหัวหน้าเฉียนจะได้ขยับปากตอบ ฟางเสี่ยวเหมยที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
"ใช่แล้วล่ะชิงอวี้ เธอคงนึกภาพไม่ออกหรอกว่ากว่าจะได้มาแต่ละหยวนมันยากลำบากแค่ไหน ลุงใหญ่ของฉันถึงขนาดต้องทุบกระปุกเอาเงินเก็บทั้งชีวิตออกมา”
“เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องไปขอยืมเงินสินสอดของลูกพี่ลูกน้องฉันมารวมด้วย ป่านนี้ป้าสะใภ้คงนั่งร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่าอยู่ที่บ้านแล้วมั้ง"
"ยัยหนูเสี่ยวเหมย อย่าพูดเหลวไหลสิ"
รองหัวหน้าเฉียนหันไปดุหลานสาวแก้เขิน ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความกลัดกลุ้มใจ
"ช่วงนี้กระแสการปฏิรูปที่ดินกำลังมาแรงในทุกพื้นที่ เราจะมัวแต่ย่ำอยู่กับที่ไม่ได้หรอกนะ พวกเราที่เป็นเจ้าหน้าที่สิบกว่าคนเลยตัดสินใจลงขันกันได้เงินมากว่าสี่พันหยวน หวังจะเดิมพันกับโอกาสครั้งนี้ดูสักตั้ง"
น้ำเสียงของเฉียวชิงอวี้เปี่ยมไปด้วยความจริงใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของอีกฝ่าย
"รองหัวหน้าเฉียนคะ ความตั้งใจของพวกคุณทำให้ฉันประทับใจมากจริงๆ ถ้าอย่างนั้นฉันขอเปลี่ยนข้อเสนอนิดหน่อย ฉันมีความคิดดีๆ อย่างหนึ่ง คุณสนใจจะลองฟังดูไหมคะ"
ดวงตาที่ฝ้าฟางตามวัยของรองหัวหน้าเฉียนกลับมาเป็นประกายวาววับทันทีที่ได้ยิน
"ว่ามาเลยเฉียวชิงอวี้ ฉันพร้อมรับฟังทุกอย่าง"
นี่เป็นเพียงครั้งที่สองที่เขาได้พูดคุยกับเฉียวชิงอวี้แบบจริงจัง แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งคุยเขาก็ยิ่งลืมไปเลยว่าเธอยังเป็นเพียงหญิงสาวรุ่นลูกรุ่นหลาน ทุกถ้อยคำที่เธอเอ่ยออกมามีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือ จนเขาต้องตั้งใจฟังอย่างจดจ่อราวกับต้องมนตร์
"คือแบบนี้ค่ะ ฉันวางแผนจะเช่าพื้นที่รกร้างหลังบ้านพักมาทำประโยชน์ แต่ติดปัญหาตรงที่ฉันไม่มีแรงงานมากพอ เพราะฉะนั้นฉันจะเก็บค่าเมล็ดพันธุ์จากพวกคุณแค่ครึ่งเดียว”
“ส่วนอีกครึ่งที่เหลือ ฉันขอให้ทางคอมมูนเซี่ยซีส่งแรงงานมาช่วยฉันปลูกป่านเชียนซือเป็นการแลกเปลี่ยน”
“ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เราค่อยมาตกลงกันทีหลัง ถ้าคุณเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เราก็มาทำสัญญากันเลย แต่ถ้าคิดว่าไม่สะดวกใจ จะซื้อเมล็ดพันธุ์ในราคาเต็มเหมือนเดิมก็ได้นะคะ"
รองหัวหน้าเฉียนแทบอยากจะตะโกนตอบตกลงตั้งแต่เธอพูดไปได้เพียงครึ่งประโยค
ทันทีที่เฉียวชิงอวี้พูดจบ เขาก็พยักหน้ารัวเร็วราวกับไก่จิกข้าวสาร
"ไม่มีปัญหาเลย เรื่องใช้แรงงานน่ะเป็นของถนัดของพวกเราอยู่แล้ว ที่นี่ขาดแคลนทุกอย่างยกเว้นคน!"
ฟางเสี่ยวเหมยได้แต่ยืนกะพริบตาปริบๆ มองลุงของตัวเอง
ลุงใหญ่คะ... จะพูดความจริงขวานผ่าซากเกินไปแล้วนะ เก็บอาการหน่อยไหม
หลังจากตกลงกันได้ ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับโรยด้วยกลีบกุหลาบ ลึกๆ แล้วรองหัวหน้าเฉียนร้อนใจจนแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้
การทำเกษตรกรรมนั้นเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากพลาดฤดูกาลเพาะปลูกไปแม้แต่นิดเดียวก็เท่ากับเสียเวลาเปล่าไปทั้งปี
เมื่อรู้ว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลงเมล็ด และจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในช่วงเดือนสิงหาคม รอยยิ้มกว้างจนเห็นร่องแก้มลึกก็ปรากฏชัดบนใบหน้าของชายวัยกลางคน
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังวางใจไม่ได้เต็มร้อย เพราะยังไม่เห็นเมล็ดพันธุ์กับตาตัวเอง
ด้วยความใจร้อน รองหัวหน้าเฉียนจึงสั่งการให้คนขับรถนำรถแทรกเตอร์ออกมาทันที พร้อมกำชับให้ฟางเสี่ยวเหมยและเจ้าหน้าที่เทคนิคประจำคอมมูนติดรถไปกับเฉียวชิงอวี้ เพื่อไปขนของกลับมาที่บ้านพักชั่วคราวงานวิจัยเถิงไห่เดี๋ยวนี้เลย
เมื่อกลับมาถึงบ้านและขนของที่ซื้อมาลงจากรถเรียบร้อยแล้ว เฉียวชิงอวี้ก็พาคณะผู้มาเยือนเข้าไปยังห้องฝั่งตะวันตก เธอเดินตรงไปที่มุมห้องแล้วดึงผ้าใบผืนใหญ่ที่คลุมกองวัตถุบางอย่างอยู่ริมกำแพงด้านทิศเหนือออก
ผ้าใบผืนนี้เดิมทีเป็นวัสดุห่อพัสดุที่เฮ่อซิวอวี้ส่งของมาให้ มันถูกทิ้งไว้อย่างไร้ค่าที่มุมห้อง แต่เฉียวชิงอวี้ผู้มองเห็นประโยชน์ในทุกสิ่งได้เก็บมันมาพับไว้อย่างเรียบร้อย และตอนนี้มันก็ทำหน้าที่คลุมลังไม้แปดใบได้อย่างพอดิบพอดี
เฉียวชิงอวี้เป็นคนประเภทที่ทำอะไรต้องมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเสมอ เธอเชื่อในหลักการ 'เตรียมการล่วงหน้า' หรือที่คนโบราณเรียกว่าซ่อมหลังคาก่อนฝนจะตก
ดังนั้นเมื่อเช้ามืด เธอจึงได้แอบนำเมล็ดพันธุ์ป่านเชียนซือจำนวนหนึ่งร้อยขวดออกมาจากห้องแล็บเมล็ดพันธุ์หมายเลข 001 เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจเหล่านี้ถูกบรรจุอยู่ในขวดโหลแก้วใสขนาดใหญ่ น้ำหนักขวดละยี่สิบจิน
ทันทีที่เธอเปิดฝาลังไม้ออก เผยให้เห็นขวดโหลเรียงรายอยู่ภายใน ดวงตาของเจ้าหน้าที่เทคนิคก็เบิกกว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า
คนในวงการย่อมดูออกได้ในทันทีว่าของตรงหน้าคือของจริงหรือของย้อมแมว
ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร เขาคุ้นเคยกับเมล็ดพันธุ์พืชแทบทุกชนิดเป็นอย่างดี
แต่ให้สาบานให้ฟ้าผ่าเลยว่าเขาไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์ที่ไหนถูกบรรจุหีบห่ออย่างดีขนาดนี้มาก่อน และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในสภาพแห้งสนิทเหมือนทั่วไป แต่มันอยู่ในสภาพที่แตกหน่อพร้อมเจริญเติบโตแล้ว!
นี่มัน... สุดยอดไปเลย!
เขารีบถลันเข้าไปประคองขวดโหลขนาดใหญ่ขึ้นมาพิจารณาใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้น มือไม้สั่นระริกราวกับคนจับไข้
ลักษณะของมันคล้ายกับเมล็ดป่านละหุ่ง แต่ทุกเมล็ดมีความสมบูรณ์เต่งตึง อวบอิ่ม และมีใบอ่อนสองใบที่งอกออกมาโชว์ความเขียวชอุ่ม แสดงถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นอยู่ภายใน
"นี่มันงอกแล้วนี่ครับ แบบนี้เอาลงดินปลูกได้เลยเหรอครับคุณชิงอวี้"
เจ้าหน้าที่เทคนิคเอ่ยถามเฉียวชิงอวี้ด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและใคร่รู้
เฉียวชิงอวี้ตอบกลับด้วยความมั่นใจ ไม่มีแววลังเลแม้แต่น้อย
"ใช่ค่ะ สามารถนำไปลงดินปลูกได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเพาะกล้าอีก ขั้นตอนยุ่งยากพวกนั้นตัดทิ้งไปได้เลย"
"แล้ววิธีปลูกล่ะครับ ต้องทำยังไงบ้าง" เจ้าหน้าที่เทคนิคถามต่อทันควัน
"ฉันจดบันทึกรายละเอียดไว้หมดแล้วค่ะ แต่ฉันคงต้องส่งมอบเอกสารพวกนั้นให้กับมือของรองหัวหน้าเฉียนโดยตรง"
เฉียวชิงอวี้ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดชัดเจน
เจ้าหน้าที่เทคนิคหน้าแดงซ่านด้วยความเก้อเขินที่ถามมากความ เขารีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน
"เปล่าครับ ผมไม่ได้จะละลาบละล้วงนะ ผมแค่ถามดูเฉยๆ"
ฟางเสี่ยวเหมยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะแขวะเพื่อนร่วมงาน
"นี่พ่อคุณ จะกอดขวดแก้วนั้นไปถึงเมื่อไหร่ ไม่หนักหรือไงยะ รีบไปเรียกพี่เอ้อร์จู้เข้ามาช่วยยกเร็วเข้า พวกเราต้องรีบขนเมล็ดพันธุ์กลับไปที่คอมมูนนะ ท่านรองหัวหน้ารอจนรากงอกแล้วมั้งป่านนี้"
ลังไม้ขนาดใหญ่กว้างยาวด้านละหนึ่งเมตร สามารถบรรจุขวดโหลขนาดยักษ์ได้สิบขวดพอดี
เอ้อร์จู้ซึ่งเป็นพลขับรถแทรกเตอร์รีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในห้องทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก เขาและเจ้าหน้าที่เทคนิคช่วยกันยกลังไม้ที่บรรจุขวดโหลรวมทั้งหมดแปดสิบขวดขึ้นไปไว้บนรถแทรกเตอร์อย่างทุลักทุเลแต่ระมัดระวังที่สุด
บนกระบะรถมีการปูฟางข้าวหนานุ่มรองรับไว้ล่วงหน้าเพื่อกันกระแทก
แม้จะมีลังไม้ป้องกันอีกชั้น แต่ตลอดเส้นทางขากลับ เอ้อร์จู้ขับรถด้วยความระมัดระวังประหนึ่งกำลังขนส่งไข่ไก่บางกรอบ เขากลั้นหายใจทุกครั้งที่ล้อรถบดทับก้อนหินหรือหลุมบ่อ
เมื่อกี้เขาแอบได้ยินมาว่าขวดแก้วพวกนี้มีค่ามัดจำด้วย...
ค่ามัดจำขวดละตั้งสิบหยวน! ลองคำนวณในใจดูแล้ว ทรัพย์สินทั้งเนื้อทั้งตัวเขารวมกับที่บ้านยังมีแค่ห้าหยวน ถ้าทำแตกไปสักใบ มีหวังได้ขายตัวใช้หนี้แน่ๆ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าขับเร็ว ห้ามแตกเด็ดขาด ห้ามแตกแม้แต่ใบเดียว!
การเดินทางกลับเป็นไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค เมื่อมาถึงหน้าสำนักงานคอมมูน รองหัวหน้าเฉียนและคณะกรรมการคนอื่นๆ ก็มายืนรอต้อนรับอยู่แล้วด้วยใจจดจ่อ
ขั้นตอนต่อไปคือการจ่ายเงินและทำเอกสารสัญญา ครั้งนี้เฉียวชิงอวี้เรียกเก็บค่ามัดจำขวดบรรจุด้วย ในเมื่อขวดพวกนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ เธอก็จำเป็นต้องให้พวกเขาดูแลรักษามันอย่างดี จะให้เอาไปทิ้งขว้างไม่ได้
แต่เธอก็เรียกเก็บเพียงแค่ห้าร้อยหยวนเท่านั้น ซึ่งถือเป็นราคาที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
เธอต้องไม่ลืมว่าในเงินก้อนนี้มีเงินสินสอดของลูกพี่ลูกน้องฟางเสี่ยวเหมยรวมอยู่ด้วย จะหน้าเลือดเกินไปก็คงดูไม่ดีงามนัก
ทางคอมมูนมีโรงเก็บเมล็ดพันธุ์โดยเฉพาะ หลังจากขนย้ายขวดโหลเข้าเก็บเรียบร้อย ลังไม้เปล่าทั้งแปดใบก็ถูกคืนให้กับเฉียวชิงอวี้
เฉียวชิงอวี้หยิบกระดาษปึกหนึ่งที่เขียนรายละเอียดวิธีกรปลูกป่านเชียนซือ ข้อควรระวังต่างๆ รวมถึงระยะเวลาในการงอก การออกดอก และการเก็บเกี่ยว ส่งให้กับมือของรองหัวหน้าเฉียน
"รองหัวหน้าคะ จำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในคู่มือนี้อย่างเคร่งครัดนะคะ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริงด้วย”
“มีแต่ทำแบบนี้เท่านั้น เมล็ดพันธุ์คุณภาพดีถึงจะให้ผลผลิตที่คุ้มค่าแก่การลงทุนค่ะ" เธอกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ได้เลยๆ ฉันเข้าใจดี ต่อให้ได้เมล็ดพันธุ์วิเศษมาจากสวรรค์ แต่ถ้าคนปลูกไม่ใส่ใจดูแล มันก็ไม่งอกเงยหรอก จริงไหม"
รองหัวหน้าเฉียนเองก็มีพื้นเพมาจากชาวนา ย่อมเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีกว่าใคร
เนื่องจากครั้งนี้เป็นการทดลองปลูกในวงจำกัด และเงินทุนที่ใช้ก็ไม่ได้เบิกมาจากงบประมาณของคอมมูน เฉียวชิงอวี้จึงเขียนใบเสร็จรับเงินให้ แล้วนำเงินสดจำนวนสองพันห้าร้อยหยวนใส่ลงในลังไม้เปล่าใบหนึ่ง ก่อนจะยกขึ้นไปวางบนรถแทรกเตอร์
รองหัวหน้าเฉียนมองดูด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าที่หน้าประตูทางเข้าเขตบ้านพักมีทหารยามเฝ้าอยู่ตลอดเวลา แถมอีกฝ่ายยังมีสถานะเป็นถึงภรรยาของหัวหน้าวิศวกรเฮ่อซิวอวี้ ความกังวลก็คลายลง
กระนั้นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะแสดงความห่วงใยตามประสาผู้ใหญ่
"ชิงอวี้ ระวังตัวด้วยนะ ขอบใจมากจริงๆ สำหรับเรื่องนี้ ฉันไม่กล้ารับปากว่าจะว่างตลอดเวลา แต่ทันทีที่หนูเช่าที่ดินรกร้างนั่นได้สำเร็จ ฉันจะรีบเกณฑ์คนไปช่วยปลูกและดูแลให้ทันที สัญญาเลย"
ถ้าพูดกันตามตรง ทางคอมมูนเซี่ยซีถือว่าได้กำไรจากการค้าขายกับเฉียวชิงอวี้ไปโข
เงินจำนวนสองพันหยวนที่ประหยัดไปได้นั้น ต่อให้เขาอดข้าวอดน้ำไม่ใช้จ่ายอะไรเลย ก็ต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบถึงห้าปีเต็มๆ
แม้ว่าสมัยนี้จะไม่นิยมระบบการจ้างงานส่วนตัว แต่เงินจำนวนนี้ก็มีมูลค่าเทียบเท่ากับค่าแรงของชายฉกรรจ์ห้าสิบคนทำงานแลกแต้มแรงงานตลอดทั้งปี
ยิ่งไปกว่านั้น งานที่ต้องไปช่วยเธอก็ไม่ได้ทำทุกวัน เป็นแค่งานชั่วคราวเท่านั้น ถือว่าคุ้มแสนคุ้ม
หลังจากร่ำลากันแล้ว เฉียวชิงอวี้ก็นั่งรถกลับบ้านพร้อมกับความคิดที่แล่นอยู่ในหัว
ความจริงแล้ว เธอไม่ได้คิดจะพึ่งพาแรงงานคนไปตลอดหรอก
มีบางเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
โบราณว่าไว้ พิงต้นไม้ใหญ่ย่อมได้ร่มเงา ตอนนี้สถานะของเธอยังคงต้องพึ่งพาชื่อเสียงและบารมีของเฮ่อซิวอวี้อยู่มาก ดังนั้นเธอจึงต้องพยายามทำตัวไม่ให้สร้างปัญหาเดือดร้อนมาถึงเขา
เป้าหมายสำคัญในปีนี้ที่ต้องทำให้สำเร็จคือการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ทุ่นแรง
แน่นอนว่าก่อนจะไปถึงจุดนั้น เธอต้องจัดการเรื่องสัญญาเช่าที่ดินรกร้างพันหมู่นั้นให้เรียบร้อยเสียก่อน
[จบบท]