บทที่ 225: เกี๊ยวไส้เนื้อลา
“เอาล่ะ รีบนอนเถอะลูก พักผ่อนได้แล้ว แม่เองก็เพลียเต็มที...” ไม่ว่าจะอย่างไร การที่ต้องเผชิญเรื่องราววุ่นวายตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ทำให้หานเซียงหลานรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งกายและใจ
เฉียวชิงอวี้เอื้อมมือไปดึงเชือกปิดไฟในห้อง แสงสว่างจากหลอดไฟดับลง แทนที่ด้วยแสงจันทร์กระจ่างใสราวกับสายน้ำที่สาดส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ความนวลใสนั้นชโลมบรรยากาศภายในห้องให้ดูอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้รู้สึกวางใจอย่างน่าประหลาด
***
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้รีบร้อนที่จะไปจัดการกับคนบ้านตระกูลหานในทันที เธอยังไม่มีแผนการที่รัดกุมและครอบคลุมพอ
สิ่งที่หานเซียงหลานพูดมานั้นถูกต้องที่สุด หากตียังไม่ตายก็อย่าเพิ่งไปแหย่ให้งูตื่น ในเมื่อพวกนั้นยังไม่ได้ลงมือฆ่าใครตาย และเราก็ยังไม่มีหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายที่ชัดเจนจะแจ้ง
ยิ่งเรื่องที่จะไปโยงว่าพวกนั้นเป็นสายลับยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เช้าวันรุ่งขึ้น หานเซียงหลานยังคงพักผ่อนร่างกายอยู่ทีบ้าน ส่วนเฉียวชิงอวี้ติดตามลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วนออกไปดูแปลงทดลองขนาดห้าร้อยหมู่
พายุฝนฟ้าคะนองเมื่อหลายวันก่อนส่งผลกระทบต่อแปลงทดลองอยู่บ้าง แต่ก็นับว่าโชคดีที่ความเสียหายไม่ได้รุนแรงจนน่ากังวล
ช่วงนี้เฉียวชิงอวี้ได้เรียนรู้และซึมซับความรู้ใหม่ๆ มาไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ฐานวิจัยได้จัดตั้งศูนย์เพาะพันธุ์ขึ้นมา ทุกครั้งที่พอจะจัดสรรเวลาได้ เธอจะรีบแจ้นไปขอความรู้จากศาสตราจารย์เฝิงเสมอ
เรียกได้ว่าเก็บเกี่ยวความรู้ได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว
หญิงสาวเดินสำรวจดูการเจริญเติบโตโดยรวมของต้นข้าวโพดในแปลง สายตาไล่มองตั้งแต่ลำต้นที่แข็งแรง ก่อนจะยื่นมือไปแหวกเปลือกหุ้มฝักข้าวโพดออก ปลายนิ้วเรียวกดลงบนเมล็ดข้าวโพดเบาๆ เพื่อเช็คความแน่นและความสมบูรณ์
ถึงแม้ว่าผลผลิตอาจจะยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่สามพันจินต่อหมู่ แต่ถ้าในช่วงครึ่งเดือนต่อจากนี้ฟ้าฝนเป็นใจ ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรงเข้ามาแทรกแซง การันตีได้เลยว่าผลผลิตเกินสองพันจินต่อหมู่แน่นอน
หัวหน้ากองผลิตซุนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ มองดูท่าทางทะมัดทะแมงของเฉียวชิงอวี้ด้วยความชื่นชม ใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะเอ่ยขึ้นว่า “ชิงอวี้ เดี๋ยวนี้เธอเก่งขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย ดูมีความรู้แตกฉานเชียว”
“ก็ฐานวิจัยของเราเพิ่งจะตั้งศูนย์เพาะพันธุ์นี่คะ มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ ศาสตราจารย์ แล้วก็นักวิชาการจากปักกิ่งลงมาตั้งสิบกว่าคน ช่วงนี้ฉันก็เลยฉวยโอกาสไปขอความรู้จากพวกท่านมาเพียบเลย” เฉียวชิงอวี้อธิบายตามความจริงด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
“งั้นก็ดีเลยสิ ชิงอวี้ ถ้ามีเวลาว่างก็มาสอนพวกเราบ้างนะ” หัวหน้ากองผลิตซุนพูดทีเล่นทีจริง
“ตอนนี้ยังไม่ไหวหรอกค่ะลุงซุน ฉันเองก็เพิ่งจะเริ่มเรียนรู้ แค่ทำตามขั้นตอนพื้นฐานได้เท่านั้นเอง ยังไม่ถึงขั้นจะไปสอนใครได้หรอก” เรื่องนี้จะเที่ยวไปคุยโวไม่ได้ ขืนสอนผิดๆ ถูกๆ ไปจะยุ่งกันใหญ่
เฉียวชิงอวี้หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย “แล้วข้าวโพดพวกนี้ทางหมู่บ้านวางแผนจะจัดการยังไงต่อคะ?”
“ปีหน้าก็จะเริ่มใช้ระบบรับเหมาผลผลิตแล้ว ที่ดินจะถูกแบ่งสรรปันส่วนไปให้แต่ละครอบครัวดูแล แปลงทดลองห้าร้อยหมู่นี้ นอกจากส่วนแบ่งสองหมื่นจินที่กันไว้ให้เธอแล้ว ที่เหลือทางอำเภอจะเก็บไว้ทำเป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในวงกว้างทั้งหมด”
“แล้วจะปลูกรวมกันเป็นแปลงใหญ่ หรือจะแจกจ่ายให้สมาชิกเอาไปปลูกเองล่ะคะ?”
“ตอนนี้ยังไม่มีคำสั่งที่ชัดเจนลงมา คงต้องรอให้เก็บเกี่ยวข้าวโพดเข้ายุ้งฉางให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะตัดสินใจกันได้”
เฉียวชิงอวี้พยักหน้าเงียบๆ การจัดการแบบนี้ก็นับว่าสมเหตุสมผลดี
ส่วนเรื่องโควตาข้าวโพดสองหมื่นจินของเธอนั้น เป็นข้อตกลงที่ทางคอมมูนเฟิงโซ่วและหัวหน้ากองผลิตซุนเคยรับปากไว้ตั้งแต่ตอนที่เธอมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวครั้งก่อน
แม้ตอนแรกเฉียวชิงอวี้จะไม่ได้เรียกร้องเรื่องเงินทอง แต่ทางผู้ใหญ่ในหมู่บ้านก็รู้ดีว่าควรต้องมีน้ำใจตอบแทน การที่พวกเขาสามารถเชื่อมความสัมพันธ์กับฐานวิจัยเถิงไห่ได้นั้น ย่อมต้องอาศัยการพึ่งพาอาศัยกันในระยะยาว
ดังนั้นเมื่อเห็นว่าข้าวโพดเติบโตงอกงามดี พวกเขาจึงเพิ่มส่วนแบ่งจากเดิมที่ตั้งใจจะให้แค่สองพันจิน กลายเป็นสองหมื่นจิน
เฉียวชิงอวี้เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอรับน้ำใจนั้นไว้ด้วยความเต็มใจ
ฉับพลันนั้น หญิงสาวก็นึกถึงคำกำชับของลู่เย่ขึ้นมาได้ แต่ใจเธอกลับมองว่าการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่แถบนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
ดินในแถบอำเภออวี๋ซู่เหมาะกับการปลูกข้าวโพดมากกว่า ผลผลิตที่ได้ถือว่าน่าประทับใจทีเดียว โดยเฉพาะข้าวสาลีก็ขึ้นได้ดีไม่แพ้กัน
ดังนั้นเธอควรจะต้องรีบไปติดต่อสถานีเมล็ดพันธุ์เพื่อจองเมล็ดพันธุ์พืชพวกนี้ไว้ล่วงหน้า
ต่อให้มีเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคุณภาพดีจริงๆ ก็ควรจะส่งไปปลูกทางฝั่งเมืองเป่ยเฉิงจะเหมาะกว่า สำหรับพื้นที่เมืองซีชวนแห่งนี้ การมุ่งเน้นพัฒนาข้าวโพด ข้าวสาลี และพืชไร่อื่นๆ น่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่ามาก
พอคิดสะระตะดูแล้ว ภารกิจที่ต้องทำก็มีไม่น้อยเลยทีเดียว จริงสิ... เธอยังต้องแวะไปที่ที่ทำการกองผลิตเพื่อโทรศัพท์หาเฮ่อซิวอวี้อีกด้วย
เรื่องที่แม่ของเธอปลอดภัยแล้วสมควรต้องรีบแจ้งให้เขาทราบ ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเป็นห่วงแย่ จะบอกว่าเขามีใจให้เธอคงดูเกินจริงไปหน่อย เฮ่อซิวอวี้คงแค่เกรงใจและให้เกียรติเธอในฐานะภรรยา
แต่เพียงแค่การกระทำเท่านี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเฮ่อซิวอวี้เป็นคนที่มีจิตใจดีงามและพึ่งพาได้คนหนึ่ง
ขณะที่กำลังครุ่นคิดวางแผนงานอยู่นั้น เสียงตะโกนเรียกชื่อเธอก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
“ชิงอวี้!”
เฉียวชิงอวี้ยืดคอชะเง้อมองหาต้นเสียง คนที่ตะโกนเรียกคือ เฉียวเซิงเป่า ลูกชายคนเล็กของลุงใหญ่ หรือก็คือพ่อหนุ่มจอมหลงทางที่เคยดั้นด้นไปตามหาเฉียวมู่เป่าถึงทางใต้นั่นเอง
ครอบครัวตระกูลเฉียวนั้นเป็นครอบครัวใหญ่ที่สมาชิกยั้วเยี้ยไปหมด
บ้านลุงใหญ่มีลูกชายสี่คน เฉพาะหลานปู่หลานย่าจากสายนี้ก็ปาเข้าไปเก้าคนแล้ว
บ้านลุงรองมีลูกชายสามคน หลานอีกหกคน
ส่วนพ่อของเธอเป็นลูกคนสุดท้อง มีลูกชายสองคน หลานจากสายนี้จึงมีน้อยที่สุด แค่สองคนเท่านั้น
ลูกคนโตของลุงใหญ่คือ พี่เฉียวเทียนเป่า แต่งงานกับสาวในเมือง ทั้งผัวทั้งเมียมีงานมีการทำมั่นคง อาศัยอยู่ในตัวอำเภอ มีลูกสามคน
ลูกคนรองคือ พี่เฉียวสุ่ยเป่า หลังจากปลดประจำการจากทหารก็ได้รับบรรจุงานที่โรงงานน้ำตาลในอำเภอข้างเคียง อยู่ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ครอบครัวนี้ก็มีลูกสามคนเช่นกัน
ลูกคนที่สามคือ พี่เฉียวจินเป่า คนนี้การศึกษาน้อยแต่เป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง ยึดอาชีพทำนาอยู่ที่บ้าน มีลูกชายสองคนกับลูกสาวอีกหนึ่งคน
ส่วนลูกคนที่สี่ก็คือ เฉียวเซิงเป่า ที่กำลังวิ่งหน้าตื่นมาทางนี้ ปีนี้อายุสิบเก้าปี เรียนจบแค่ชั้นประถมก็ประกาศลั่นว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียนอีก ตอนนี้เลยช่วยพี่ชายคนที่สามทำไร่ทำนาอยู่ที่บ้าน
อันที่จริงตระกูลเฉียวได้แยกบ้านกันไปแล้ว
แต่เนื่องจากลุงรองไม่อยากแยกไปอยู่ที่อื่น อยากคอยดูแลพ่อแม่ จึงตัดสินใจพาเมียและลูกๆ อาศัยอยู่รวมกับครอบครัวลุงใหญ่และปู่ย่าที่บ้านเดิม
บ้านเดิมของตระกูลเฉียวมีพื้นที่กว้างขวางพอสมควร ตัวเรือนหลักเป็นบ้านห้าห้อง สร้างด้วยอิฐผสมดิน
ปีกซ้ายขวาขนาบด้วยบ้านดินอีกฝั่งละสามห้อง
ลุงใหญ่กับปู่ย่าครองเรือนหลัก ลุงรองกับครอบครัวอยู่เรือนปีกตะวันออก
ส่วนพี่เฉียวจินเป่าอาศัยอยู่เรือนปีกตะวันตก
แต่พอลูกหลานเริ่มแต่งงานออกเรือนกันไป ก็ทยอยย้ายออกไปสร้างครอบครัวข้างนอก ไม่อย่างนั้นบ้านหลังแค่นี้คงยัดคนลงไปไม่หมดแน่
ลูกชายสามคนของลุงรอง คนหนึ่งพักอยู่ที่คอมมูน อีกคนปลูกบ้านอยู่ไม่ไกลจากในหมู่บ้านนี่แหละ ส่วนลูกคนเล็กเรียนมัธยมปลายอยู่โรงเรียนเดียวกับเฉียวมู่เป่า น้องชายของเธอ
ที่เขาว่าตระกูลเฉียวลูกหลานดกนั้นไม่ได้พูดเกินจริงเลย
ถ้าลองนับรวมลูกหลานทางฝั่งป้าใหญ่เข้าไปด้วย เวลามารวมตัวกันทีคงมีคนเป็นสิบๆ ชีวิต
เพียงแต่ฐานะทางบ้านของแต่ละคนค่อนข้างยากจน ชีวิตความเป็นอยู่จึงเป็นไปแบบถูไถ พออยู่พอกินไปวันๆ
เฉียวเซิงเป่าวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้า เหงื่อท่วมหน้าท่วมตา เฉียวชิงอวี้เห็นแล้วก็นึกเห็นใจ อุตส่าห์หาทางมาถูกจนถึงที่นี่ได้ก็นับว่าเก่งแล้ว
“พี่เซิงเป่า มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เที่ยงนี้ที่บ้านจะทำเกี๊ยว ย่าให้ฉันมาตามเธอไปกินเกี๊ยวที่บ้านใหญ่”
เฉียวชิงอวี้ถามกลับไปตามความเคยชิน “ไส้อะไรคะ?”
“ไส้เนื้อลาใส่ต้นหอม”
โอ้โห ของดีเลยนะเนี่ย โบราณว่าไว้ ‘บนสวรรค์มีเนื้อนาก บนพิภพมีเนื้อลา’ ในความทรงจำของร่างเดิมเคยได้ลิ้มรสเกี๊ยวไส้เนื้อลาอยู่ครั้งหนึ่ง ชาวบ้านเล่าลือกันว่าเวลาต้มเกี๊ยวไส้เนื้อลา ปลายเกี๊ยวมันจะชี้ตั้งขึ้นมาเหมือนหูลาไม่มีผิด
แต่พอได้เห็นของจริง เฉียวชิงอวี้ถึงรู้ว่าโดนคนเฒ่าคนแก่หลอกเข้าให้แล้ว มันก็หน้าตาเหมือนเกี๊ยวหมูที่ห่อกินกันตอนตรุษจีนนั่นแหละ ไม่ได้มีหูลาโผล่ออกมาสักหน่อย แต่รสชาตินั้นต้องยอมรับเลยว่าหอมอร่อยกว่าเนื้อหมูหลายเท่าตัวนัก
เธอหันไปกำชับเรื่องเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองกับหัวหน้ากองผลิตซุนและลุงใหญ่อีกครั้ง หัวหน้ากองผลิตซุนรับปากว่าจะลองไปเช็กแผนการเพาะปลูกของทางคอมมูนดู ถ้าพอจะเจียดเมล็ดพันธุ์ออกมาได้สักสองสามพันจินก็จะจัดการให้
หลังจากนั้น เฉียวชิงอวี้ก็เดินตามเฉียวเซิงเป่าออกมาที่ถนนใหญ่ เฉียวเซิงเป่าจอดจักรยานรออยู่ข้างทาง พอเธอกระโดดขึ้นซ้อนท้ายปุ๊บ เขาก็ออกแรงปั่นพุ่งทะยานไปข้างหน้าทันที
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้สนใจมองทางเท่าไหร่นัก ในหัวกำลังจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะทำต่อไป
เดี๋ยวไปถึงที่ทำการกองผลิตต้องรีบโทรศัพท์ นอกจากเรื่องแม่แล้ว ต้องถามเฮ่อซิวอวี้เรื่องพลาสติกคลุมดินด้วย ในเมื่อเธอมาถึงที่นี่แล้ว ก็จัดการสั่งงานปูพื้นฐานเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าเลยดีกว่า
แต่นั่งรถมาได้สักพัก เธอก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ จำได้ว่าถ้าเลยไร่ข้าวโพดไป มันต้องเป็นทุ่งข้าวฟ่างไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้สองข้างทางกลายเป็นไร่มันฝรั่งไปได้ล่ะเนี่ย?
พอนึกขึ้นได้ว่าใครเป็นคนขี่จักรยาน เธอก็ถึงบางอ้อทันที
หญิงสาวยื่นมือไปตบหลังพี่ชายเบาๆ ส่งเสียงร้องทัก “พี่เซิงเป่า!”
“ฮะ? มีอะไรเหรอชิงอวี้?”
“พี่ช้าก่อน ฉันจะลง!”
[จบบท]