บทที่ 228: เขาคิดถึงเธอ
“ได้ ๆ ๆ เดี๋ยวลุงจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เฉียวจื้อหย่วนรับคำอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะก้าวขาเดินออกไปทันทีด้วยท่าทางเบิกบานใจ
“งั้นหนูก็จะไปโทรศัพท์ที่กองผลิตเหมือนกันค่ะ”
เมื่อมาถึงที่ทำการกองผลิต เฉียวจื้อหย่วนก็เปิดประตูห้องทำงานที่มีโทรศัพท์วางอยู่ เขารู้ดีว่าหลานสาวจะโทรหาเฮ่อซิวอวี้และคงไม่อยากให้ใครมารบกวน จึงเตรียมจะช่วยปิดประตูให้
แต่เฉียวชิงอวี้กลับเอ่ยกำชับเฉียวจื้อหย่วนขึ้นมาก่อนว่า
“ลุงใหญ่คะ คืนนี้แวะไปที่บ้านหนูหน่อยนะคะ”
เฉียวจื้อหย่วนพยักหน้าตอบรับทันที จากนั้นก็จัดการปิดประตูห้องให้เรียบร้อย
เฉียวชิงอวี้กลับมาจากริมแม่น้ำก็เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เธอจึงยังไม่ได้โทรหาเฮ่อซิวอวี้ เวลานี้เขาอาจจะยังอยู่ที่ห้องทำงาน หรือไม่ก็อาจจะลงไปดูงานในไลน์ผลิต คงต้องลองเสี่ยงดวงดู
และต้องบอกว่าโชคของเฉียวชิงอวี้ดีเสมอมา เพราะคนที่รับสายปลายทางคือเฮ่อซิวอวี้จริงๆ เฉียวชิงอวี้เริ่มต้นด้วยการบอกข่าวดีว่าอาการของแม่เธอพ้นขีดอันตรายแล้ว ปลอดภัยหายห่วง ซึ่งทำเอาเฮ่อซิวอวี้ที่อยู่ปลายสายแปลกใจไม่น้อยจนอดถามกลับมาไม่ได้
“จู่ๆ ก็หายดีเลยเหรอครับ”
“อืม น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ จู่ๆ ก็หายดีขึ้นมาเฉยๆ เอาไว้ฉันกลับไปแล้วจะเล่ารายละเอียดให้ฟังนะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เฮ่อซิวอวี้ก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอะไรต่อ
เขาเปลี่ยนเรื่องไปพูดถึงพลาสติกคลุมดินแทน
“ทางเมืองหนานกั่งส่งของมาแล้วครับ คาดว่าอีกสองวันน่าจะไปถึงตัวอำเภอ”
“โอเคค่ะ งั้นฉันจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามวัน ถือโอกาสจัดการเรื่องโรงเรือนให้เรียบร้อยไปเลย ถึงช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงจะได้ไม่ต้องรีบกลับมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวอีก”
พอรู้ว่าต้องรออีกหลายวันกว่าเฉียวชิงอวี้จะกลับมา เฮ่อซิวอวี้ก็รู้สึกใจหายนิดหน่อย แต่พอคิดว่าหลังจากเธอกลับมาคราวนี้ เธอคงจะได้อยู่ที่เมืองซีชวนตลอด เขาก็รู้สึกเบิกบานใจขึ้นมา
ใจจริงแล้วเขาอยากจะเอ่ยปากถามเฉียวชิงอวี้เหลือเกินว่า... เธอคิดถึงเขาบ้างหรือเปล่า เพราะในเวลานี้... เขาคิดถึงเธอจับใจ
***
ตกดึกคืนนั้น เฉียวจื้อหย่วนก็เดินเอามือไพล่หลังทอดน่องมาที่บ้านของเฉียวชิงอวี้
เดิมทีเฉียวชิงอวี้คิดว่าจะรออีกสักหน่อยค่อยบอกเรื่องนี้ แต่เมื่อพิจารณาสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว เธอคิดว่าควรให้คนในครอบครัวได้รับรู้ไว้จะดีกว่า
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้พูดอ้อมค้อม เธอเรียกทุกคนมานั่งรวมกันในห้องทิศตะวันตก ทั้งพ่อเฉียวจื้อไฉ แม่หานเซียงหลาน พี่ชายเฉียวเกินเป่า และลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วน รวมทั้งตัวเธอเอง
ส่วนพี่สะใภ้หนิวกุ้ยลี่นั้นพาเด็กๆ ไปเที่ยวเล่นบ้านอื่น
ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจจะปิดบังพี่สะใภ้ แต่เรื่องนี้ยังไม่ควรให้เด็กๆ ได้ยิน เอาไว้ถึงเวลาค่อยให้พี่ชายเป็นคนไปเล่าให้ฟังเองทีหลัง
เฉียวชิงอวี้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนฟังอย่างกระชับและชัดเจน ตั้งแต่เรื่องที่อู่ซิวข่าย ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอู่หลง กำลังตามหาลูกสาวแท้ๆ ที่หายไป รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบันให้ทุกคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตาได้รับรู้
ทุกคนจ้องมองเฉียวชิงอวี้ตาไม่กระพริบ ตั้งแต่เริ่มฟังประโยคแรกพวกเขาก็แทบจะกลั้นหายใจฟัง ลุ้นระทึกไปจนจบเรื่อง
“ตอนนี้เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าแม่ใช่ลูกสาวของอู่ซิวข่ายจริงๆ หรือเปล่า แต่ทางฝั่งป้าสะใภ้รองน่ะมีปัญหาแน่นอน สร้อยข้อมือเชือกถักเส้นนั้นแม่ใส่ติดตัวมาตั้งแต่เล็กจนโต ไม่แน่ว่าอาจจะถูกตาแก่อู่ซิวเจี๋ยขโมยไปแล้วก็ได้ เพราะงั้นเรื่องนี้ พ่อกับลุงใหญ่ต้องช่วยกันสืบให้กระจ่าง...”
“เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งพูด ขอพ่อตั้งสติแป๊บ ขอพ่อตั้งสติก่อน...”
สีหน้าของเฉียวจื้อไฉดูไม่ดีเอาเสียเลย เขาไม่ได้มีท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นแบบคนที่รู้ว่าภรรยาตัวเองอาจจะเป็นลูกสาวมหาเศรษฐี
สิ่งที่เขามีคือความตื่นตระหนกและหวาดหวั่น
เดิมทีเขานั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงเตาอย่างมั่นคง แต่ตอนนี้กลับรีบลงมาสวมรองเท้า แล้วเดินเอามือไพล่หลังวนไปวนมาอยู่กลางห้องด้วยความกระวนกระวาย
ทางด้านลุงใหญ่เฉียวจื้อหย่วนเองก็มีสีหน้าตกใจระคนสงสัย ส่วนหานเซียงหลานกลับเป็นคนที่นิ่งสงบที่สุด
ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอกลับเป็นคนที่เยือกเย็นที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้
“ที่จริงหนูไม่อยากบอกเรื่องนี้กับทุกคนหรอกนะคะ แต่ตอนนี้มีคนเริ่มเพ่งเล็งมาที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ เราเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนย่อมดีกว่า” เฉียวชิงอวี้อธิบายเหตุผล
เฉียวเกินเป่าแม้จะเป็นคนซื่อๆ แต่เขาก็ไม่ได้โง่ สัญชาตญาณบอกเขาว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องดี เผลอๆ อาจจะเป็นหายนะด้วยซ้ำ
“อย่าไปรับญาติเลยจะดีกว่า ไม่ว่าจริงหรือปลอมก็น่าจะมีแต่ปัญหาตามมา”
หานเซียงหลานขมวดคิ้วทันที แม้สิ่งที่ลูกชายพูดจะเป็นความจริง แต่มันฟังดูไม่ค่อยเข้าหูคนเป็นแม่เท่าไหร่นัก
เฉียวชิงอวี้เอื้อมมือไปตบหลังมือหานเซียงหลานเบาๆ เพื่อปลอบโยน
“แม่คะ ความหมายของพี่ชายก็คือ ไม่ว่าแม่จะเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐีที่ไหน แม่ก็ยังเป็นแม่ของพวกเรา เป็นภรรยาของพ่อ แล้วก็เป็นย่าของเฟยเฟยกับโต้วโต้วตลอดไป...”
เฉียวเกินเป่าเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดอะไรผิดไป รีบอธิบายหน้าแดงหูแดง
“แม่ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ แม่อย่าเข้าใจผิดสิ”
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเมื่อครู่ดูผ่อนคลายลงทันตา
เฉียวจื้อหย่วนมองดูสมาชิกในครอบครัวแล้วส่ายหน้ายิ้มๆ
“ถ้าเป็นบ้านอื่นมาเจอเรื่องแบบนี้ คงจุดธูปไหว้พระขอพรให้เป็นเรื่องจริงกันยกใหญ่ แต่ดูพวกแกสิ ทำเหมือนรังเกียจว่าเป็นเรื่องยุ่งยากซะงั้น”
จากนั้นเขาก็หันไปมองน้องชาย
“แกเลิกเดินไปเดินมาได้แล้ว ฉันเวียนหัว เรื่องนี้รู้กันแค่พวกเราไม่กี่คนพอ ห้ามเอาไปพูดกับใครเด็ดขาด แค่รู้อยู่ในใจก็พอ เดี๋ยวฉันต้องกลับไปสั่งให้เจ้าเฉียวเซิงเป่าไปสืบข่าวที่หมู่บ้านเดิมของหวังเหมยแบบเงียบๆ ดูซิว่าช่วงนี้บ้านนั้นมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง”
เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเฉียวเซิงเป่าอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกับบ้านเดิมของป้าสะใภ้รองหวังเหมยพอดี
เฉียวจื้อหย่วนถือกล้องยาสูบเดินเอามือไพล่หลังกลับออกไป ส่วนเฉียวจื้อไฉก็ยอมนั่งลงที่ขอบเตียงเตาในที่สุด เขาหันไปมองหานเซียงหลานด้วยสายตากังวล
“ใจผมมันเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ไม่หยุดเลย คุณว่าถ้าคุณมีพ่อรวยล้นฟ้าขนาดนั้นจริงๆ เขาต้องดูถูกผมแน่ๆ แล้วเขาจะบีบให้คุณทิ้งผมไปหรือเปล่าเนี่ย?”
หานเซียงหลานปรายตามองสามี
“เมื่อกี้ไม่ได้ยินที่ชิงอวี้พูดหรือไง ยังไม่รู้เลยว่าจริงหรือเท็จ ทำไมคิดไปไกลขนาดนั้น”
“พ่อคะ พ่อกับแม่เป็นปู่เป็นย่าคนกันแล้วนะ ต่อให้แม่เป็นลูกสาวแท้ๆ ของประธานอู่จริงๆ เขาก็คงไม่มาบังคับให้แม่ทิ้งพ่อหรอกค่ะ”
เฉียวชิงอวี้รีบเสริม “อีกอย่าง ผู้เฒ่าอู่ซิวข่ายยังอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเลย ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ด้วยซ้ำ”
หานเซียงหลานขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น จะบอกว่าไม่ตกใจเลยก็คงเป็นการโกหก แต่เธอก็พอจะเตรียมใจมาบ้างแล้ว เพราะตั้งแต่จำความได้ เธอก็มักจะจินตนาการอยู่เสมอว่าพ่อแม่ที่แท้จริงของตัวเองเป็นใครกันแน่...
แม่เฒ่าเฮ่อเคยเล่าให้เธอฟังว่า คนสองคนที่เอาเธอมาขายดูยังไงก็เป็นชาวนาบ้านนอก ท่าทางไม่เหมือนกับเธอสักนิด
ต่อให้สองคนนั้นจะรักลูกสาวมากจนไม่ยอมให้ลำบากตรากตรำ แต่สภาพความเป็นอยู่ในชนบทก็คงไม่สามารถทำให้เด็กคนหนึ่งมีผิวพรรณขาวผ่องมือนุ่มนิ่มเหมือนคุณหนูจากตระกูลผู้ดีได้ขนาดนั้น
และถ้ารักลูกสาวจริง จะมีพ่อแม่ที่ไหนตัดใจขายลูกกินได้ลงคอ
แถมยังรีบคว้าเงินเหรียญแล้วหนีไปอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก
ผู้หญิงคนที่อ้างว่าเป็นแม่แท้ๆ คนนั้น แทบจะไม่ชายตามองเธอเลยด้วยซ้ำ
ในตอนนั้นหานเซียงหลานยังเคยคิดว่าในโลกนี้มีพ่อแม่ที่ใจร้ายขนาดนี้อยู่จริงหรือ แต่พอโตขึ้น ได้ยินได้เห็นอะไรมามากเข้า เธอก็เริ่มตระหนักว่าสองคนนั้นอาจจะไม่ใช่พ่อแม่ของเธอจริงๆ
แต่เธอก็ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้ลูกสาวจะมาแจ้งข่าวที่น่าเหลือเชื่อขนาดนี้
มิน่าล่ะ ช่วงก่อนหน้านี้ลูกสาวถึงเขียนจดหมายมาเล่านิทานเรื่องการสลับลูกกันระหว่างบ้านรวยกับบ้านจนให้ฟัง
หานเซียงหลานเหลือบมองเฉียวชิงอวี้แวบหนึ่ง ยัยหนูคนนี้ คงกลัวเธอจะคิดมากฟุ้งซ่านเลยไม่กล้าพูดความจริงสินะ
กลับกลายเป็นว่า หานเซียงหลานคือคนที่มีท่าทีผ่อนคลายและปล่อยวางที่สุดในวงสนทนา
เฉียวชิงอวี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นึกไม่ถึงว่าเรื่องที่เธอมองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ปฏิกิริยาของทุกคนกลับผิดคาดไปจากที่คิดไว้
ผลลัพธ์แบบนี้เฉียวชิงอวี้พอใจมาก อย่างน้อยก็ดีกว่าตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก
***
สองวันมานี้หัวหน้ากองผลิตซุนขยันขันแข็งเป็นพิเศษ เพราะอีกไม่นานเขาจะได้ย้ายไปประจำที่คอมมูนเพื่อรับผิดชอบโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพด
การที่เขาได้เลื่อนตำแหน่งไปทำงานที่คอมมูนได้นั้น ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเฉียวชิงอวี้เลยทีเดียว!
[จบบท]