บทที่ 252: ภาพลักษณ์ที่รักษาไว้เสมอมา
ในประเด็นนี้ต้องยอมรับเลยว่าเมิ่งซือฉีไม่สามารถหาข้อบกพร่องใดๆ มาตำหนิได้เลยแม้แต่น้อย
เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าตอนที่เฉียวชิงอวี้แต่งงานกับเฮ่อซิวอวี้ เธอเกือบจะทำให้แม่สามีโกรธจนอกแตกตาย ถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกชายไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เอง ความคิดของเธอในตอนนี้จึงเทไปในทิศทางเดียวกันหมด เธอปักใจเชื่อว่าตาแก่อย่างเฮ่อซานจะต้องแอบซุกซ่อนใครไว้ข้างนอกอย่างแน่นอน และเผลอๆ อาจจะมีลูกด้วยกันแล้วเสียด้วยซ้ำ
เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร และไม่ใช่ว่าเธอคิดมากไปเองแต่อย่างใด
เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีนักศึกษาสาวที่ยังเรียนไม่จบคนหนึ่งอุ้มเด็กทารกวัยเพียงสามเดือนมานั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่ที่หน้าประตูทางเข้าเขตบ้านพัก
หญิงสาวคนนั้นประกาศก้องว่าเด็กในอ้อมอกคือเลือดเนื้อเชื้อไขของหลิวไห่ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อาศัยอยู่ตึกด้านหน้าบ้านของเธอนั่นเอง
เธอบอกว่าลูกน้อยกำลังป่วยหนัก แต่ตัวเธอไม่มีเงินติดตัวเลยสักหยวนเดียว ซ้ำร้ายยังติดต่อหลิวไห่ไม่ได้ ด้วยความอับจนหนทารจึงจำต้องบากหน้าอุ้มลูกมาตามหาเขาถึงที่นี่
ในตอนนั้นภรรยาของหลิวไห่ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเมิ่งซือฉีด้วย พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็โกรธจนโรคหัวใจกำเริบ ต้องหามส่งโรงพยาบาลกันจ้าละหวั่น
ต้องบอกก่อนว่าหลิวไห่อายุอานามก็ปาเข้าไปห้าสิบกว่าปีแล้ว ลูกเต้าเหล่าหลานก็แต่งงานมีครอบครัวกันไปหมดแล้ว
ใครจะไปคาดคิดว่าคนรุ่นราวคราวนี้จะก่อเรื่องงามหน้าแบบนี้ขึ้นมาได้
แต่ความจริงก็คือความจริง เด็กคนนั้นเป็นลูกของเขาจริงๆ และเขาได้เลี้ยงดูผู้หญิงคนนี้ไว้ข้างนอกมานานถึงสามปีแล้ว
ว่ากันว่ามหาวิทยาลัยที่หญิงสาวคนนั้นเรียนอยู่ เธอไม่ได้สอบเข้าด้วยความสามารถของตัวเอง แต่เป็นหลิวไห่ที่ใช้เส้นสายวิ่งเต้นจัดการให้
เขาคงคิดแค่ว่าจะเลี้ยงดูเธอไว้เป็นบ้านเล็กบ้านน้อย เอาไว้เสพสุขกับเรือนร่างสาวสะพรั่งเป็นครั้งคราว
แต่ใครจะรู้ว่าเล่นไปเล่นมาดันพลาดทำท้องขึ้นมาเสียได้
ในยุคสมัยนี้การจะทำแท้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะต้องมีหนังสือแนะนำตัวจากหน่วยงานและต้องมีทะเบียนสมรสไปยืนยัน
ประกอบกับนักศึกษาสาวคนนั้นร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจ เด็กน้อยคนนี้จึงรอดชีวิตมาได้และคลอดออกมาในที่สุด เพียงแต่ช่วงก่อนหน้านี้หลิวไห่ต้องเดินทางไปดูงานต่างถิ่นเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ใครจะไปตรัสรู้ว่าเงินทองที่ทิ้งไว้ให้ผู้หญิงคนนั้นจะใช้หมดเกลี้ยง แล้วเคราะห์ซ้ำกรรมซัดลูกดันมาป่วยหนักเข้าให้อีก
สุดท้ายเรื่องราวจึงแดงขึ้นมาจนปิดไม่มิด
แน่นอนว่าจุดจบของหลิวไห่ย่อมไม่สวยหรู
ส่วนนักศึกษาสาวคนนั้นก็ถูกทางมหาวิทยาลัยไล่ออก เธอตัดสินใจทิ้งลูกไว้ที่หน้าประตูเขตบ้านพักแล้วหนีกลับบ้านเกิดไปตัวเปล่า
ดังนั้นทารกน้อยตาดำๆ คนนี้จึงต้องตกมาอยู่ในความดูแลของบ้านหลิวไห่
ลองคิดดูสิว่าเรื่องนี้มันน่าสะอิดสะเอียนและน่ารังเกียจขนาดไหน?
เนื่องจากเหตุการณ์นี้เป็นข่าวใหญ่โตครึกโครมจนเป็นที่โจษจันไปทั่ว สร้างแรงสั่นสะเทือนทางความรู้สึกอย่างรุนแรง ทำให้บรรดาภรรยาในเขตบ้านพักต่างเริ่มมองสามีคนข้างกายด้วยสายตาหวาดระแวง ไม่มากก็น้อยต่างก็มีความสงสัยผุดขึ้นในใจ
แม้เมิ่งซือฉีจะมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เธอรู้อยู่เต็มอกว่าด้วยนิสัยและคุณธรรมของสามีอย่างเฮ่อซานคงไม่ทำเรื่องบัดสีเช่นนั้น แต่พอเห็นท่าทางมีพิรุธของเขาในตอนนี้ ความมั่นใจที่มีก็เริ่มสั่นคลอน จะไม่ให้เธอคิดระแวงได้อย่างไร?
สมองของเธอเริ่มจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล ถ้าหากตาแก่นี่แอบไปไข่ทิ้งไว้ข้างนอกจริงๆ แล้วล่ะก็... ให้ตายเถอะ อย่าอยู่กันเลย กระโดดตึกตายไปพร้อมๆ กันให้หมดนี่แหละ!
เธอสาบานเลยว่าจะไม่มีวันช่วยใครเลี้ยงลูกเมียน้อยเด็ดขาด!
เฮ่อซานมองดูสีหน้าของภรรยาที่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงด้วยความโกรธจัดจนหน้าเขียวคล้ำ
เขาอยู่กินกับเธอมาค่อนชีวิต ทำไมจะไม่รู้ว่าในหัวสมองของเมิ่งซือฉีกำลังคิดเรื่องบ้าบออะไรอยู่ ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ เขาต้องรักษา "ภาพลักษณ์" ที่เป็นตัวตนของเขาเอาไว้ให้มั่น จะมามัวเล่นบทสามีผู้อ่อนโยนไม่ได้เด็ดขาด
ชายชราตวาดเสียงดังลั่นด้วยความโมโหว่า
“ผมว่าคุณน่ะป่วยหนักแล้วนะ ควรรีบกลับไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย ไปให้หมอเช็กสมองดูบ้าง แล้วผมจะบอกอะไรให้นะ อย่าได้เอาเรื่องสกปรกโสมมพรรค์นั้นมาโยงกับคนอย่างเฮ่อซาน มันเป็นการดูถูกเหยียดหยามเกียรติของผม รู้ไว้ซะด้วย!”
เมิ่งซือฉีมองสามีด้วยสายตาเคลือบแคลง แต่พอเห็นว่าเหล่าเฮ่อโกรธจนตัวสั่นเทิ้มและด่ากราดอย่างไม่ไว้หน้า เธอถึงได้เริ่มคลายความระแวงลงและบ่นพึมพำเสียงอุบอิบว่า
“ไม่มีก็ดีไป ถ้ามีล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
เฮ่อซานแค่นเสียงฮึขึ้นจมูกอย่างไม่สบอารมณ์ เขากอดอกและสะบัดหน้าเดินหนีไปด้วยท่าทางปั้นปึ่ง
เมิ่งซือฉีค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เมื่อความระแวงจางหายไป มุมปากของเธอก็เผลอยกยิ้มขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
และแล้วในคืนนั้น คู่สามีภรรยาไม้ใกล้ฝั่งคู่นี้ก็ได้กลับมาสัมผัสช่วงเวลาอันอบอุ่นอ่อนโยนซึ่งหาได้ยากยิ่ง
***
ทางด้านเฮ่อซิวอวี้ เขาได้รับข้อมูลที่ "แน่ชัด" ผ่านช่องทางพิเศษบางอย่างมายืนยันแล้วว่า หานเซียงหลานไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของอู่ซิวข่าย
เมื่อความจริงปรากฏเช่นนี้ อู่ซิวเจี๋ยจึงยุติความสนใจในตัวหานเซียงหลานและตระกูลเฉียวลงทันที
เพียงแต่อู่ซิวข่ายกลับมีความตั้งใจว่าจะหาโอกาสมาพบกับเฉียวชิงอวี้สักครั้ง
คาดเดาได้ว่าเขาคงแค่อยากจะมาเห็นกับตาตัวเองว่า เฉียวชิงอวี้คนนี้จะมีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับภรรยาผู้ล่วงลับของเขามากขนาดไหน
ทว่าเรื่องวันเวลาที่แน่นอนยังไม่ได้มีการกำหนดแต่อย่างใด
ถึงกระนั้น เฉียวชิงอวี้ก็ได้โทรศัพท์กลับไปที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวเพื่อแจ้งข่าวคราว
หานเซียงหลานผู้เป็นแม่รับสาย พอได้ยินเรื่องราวเธอกลับไม่มีปฏิกิริยาตื่นเต้นตกใจแต่อย่างใด เพียงแค่ตอบรับสั้นๆ ว่า "แม่รู้แล้ว" จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของลูกสาวทันที โดยมีเฉียวจื้อไฉผู้เป็นพ่อยืนเงี่ยหูฟังอยู่ข้างๆ
ความห่วงใยที่พวกเขามีต่อลูกสาวนั้นคือของจริง ส่วนเรื่องชาติกำเนิดอะไรนั่น หานเซียงหลานไม่ได้ให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย
เธอผ่านวัยที่จะมานั่งตื่นเต้นกับเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว
สิ่งเดียวที่เธอปรารถนาในตอนนี้คือขอให้ลูกๆ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนตัวเธอและสามีก็ขอแค่มีสุขภาพแข็งแรง อยู่ดูความสำเร็จของลูกหลาน ได้เห็นหน้าหลานชายหลานสาวเติบโต เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว
เฉียวชิงอวี้สัมผัสได้ถึงความคิดของแม่ เธอคิดว่าทัศนคติแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก
เดิมทีเธอวางแผนว่าจะเดินทางไปเมืองหนานกั่งในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า แต่ดูเหมือนว่ากำหนดการจะต้องเลื่อนออกไปอีก เพราะเฮ่อซิวอวี้มีงานด่วนที่ต้องเร่งจัดการให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
***
วันอาทิตย์ที่สดใส
เฮ่อเสวี่ยหรงวิ่งแจ้นไปเล่นที่บ้านของเสี่ยวหูตั้งแต่เช้า
ตอนนี้หลี่หมิงกวงหรือเสี่ยวหูได้แยกห้องนอนออกมาอยู่คนเดียวแล้ว หลี่จื้อเฉียงผู้เป็นพ่อเลี้ยงได้ลงมือทำโต๊ะหนังสือและตู้หนังสือให้เขาใหม่เอี่ยม อีกทั้งยังก่อเตียงเตาขนาดเล็กปูด้วยเสื่อสานลายสวยงามไว้ให้อีกด้วย
บนผนังห้องแปะภาพวาดฝีมือของเสี่ยวหูเองอยู่หลายใบ ดูมีชีวิตชีวาตามประสาเด็ก
เสี่ยวหูย้ายเข้ามานอนห้องนี้คนเดียวได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว
เฮ่อเสวี่ยหรงเดินเอามือไพล่หลังวนดูรอบห้องด้วยความสนใจ ก่อนจะหวนนึกถึงห้องนอนของตัวเอง
อืม... จริงสิ เธอก็มีห้องนอนส่วนตัวเหมือนกันนี่นา
หลี่หมิงกวงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงดีใจว่า
“ฉันให้พ่อทำโต๊ะหนังสือเผื่อสำหรับนั่งได้สองคน เธอเห็นไหมว่ามีเก้าอี้สองตัว ต่อไปนี้เธอมาทำการบ้านที่บ้านฉันได้นะ”
เฮ่อเสวี่ยหรงเบ้ปากเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“ถึงจะมีเก้าอี้สองตัว แต่บ้านพี่มีหนังสือเยอะเท่าบ้านฉันหรือเปล่าล่ะ?”
หลี่หมิงกวงส่ายหน้ายอมรับตามตรง
“ไม่มีหรอก บ้านเธอมีหนังสือเยอะที่สุดในเขตบ้านพักฐานวิจัยแล้ว”
“งั้นจะไปทำการบ้านที่ไหนดีล่ะ?”
“ที่บ้านเธอสิ” เสี่ยวหูกลิ้งลูกตากลมโตไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย
เฮ่อเสวี่ยหรงยิ้มอย่างผู้ชนะ เธอเดินวนดูรอบห้องของเพื่อนเล่นอีกรอบ ก่อนจะรีบวิ่งจู๊ดกลับบ้านไป ลากแขนเฉียวชิงอวี้ให้เข้าไปในห้องนอนของเธอทันที
ห้องนอนของเฮ่อเสวี่ยหรงนั้นเพียบพร้อมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ครบครัน
จะขาดก็แต่เก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียว แต่ขนาดห้องนั้นกว้างขวางกว่าห้องของหลี่หมิงกวงมากนัก
ภายในห้องมีเตียงเตาขนาดเล็กอยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากเป็นฤดูหนาวและไม่ได้มีการจุดไฟให้ความอบอุ่น ประตูห้องจึงมักจะปิดสนิทอยู่ตลอดเวลา ทันทีที่เปิดประตูเข้าไป ไอเย็นยะเยือกก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้า
เฉียวชิงอวี้รีบดึงหลานสาวถอยออกมาเล็กน้อย
“หรงหรง หนูจะทำอะไรจ๊ะ?”
“อาสะใภ้คะ พี่หลี่หมิงกวงเขามีห้องนอนเป็นของตัวเองแล้วนะ มีโต๊ะหนังสือกับเก้าอี้ส่วนตัวด้วย เมื่อกี้เขาอวดหนูใหญ่เลย”
“เสี่ยวหูเขาหกขวบแล้วนะจ๊ะ เขาโตพอที่จะมีห้องนอนและพื้นที่ส่วนตัวได้แล้ว”
“อาสะใภ้คะ หลังปีใหม่หนูก็จะหกขวบเหมือนกันนะ” เฮ่อเสวี่ยหรงเขย่ามือของเฉียวชิงอวี้เบาๆ อย่างออดอ้อน “อาสะใภ้คะ หนูก็อยากมีห้องนอนกับพื้นที่ส่วนตัวบ้าง”
“หนูยังเด็กเกินไปนะจ๊ะ อีกอย่างหน้าหนาวแบบนี้อากาศมันเย็นมาก นอนกับอาไปก่อนดีกว่าไหม?”
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้รำคาญหลาน แต่เธอไม่เห็นด้วยเพราะความเป็นห่วงจริงๆ
ทว่าเฮ่อซิวอวี้ที่เดินออกมาจากห้องทำงานกลับมีความเห็นตรงกันข้าม เขาพูดสนับสนุนขึ้นว่า
“หรงหรงมีความคิดแบบนี้อาดีใจมากนะ เราลองทดสอบดูก่อนก็ได้ ถ้าหนูคิดว่าอยู่ได้ไม่มีปัญหา ต่อไปหนูก็นอนห้องตัวเอง แต่ถ้าหนูรู้สึกว่าไม่ไหว หนูก็กลับมานอนกับอากับอาสะใภ้เหมือนเดิม ตกลงไหม?”
เฮ่อเสวี่ยหรงปรบมือดีใจกระโดดโลดเต้น
“วิธีนี้เยี่ยมไปเลยค่ะอา! รีบมาจุดไฟที่เตียงเตาให้หนูเร็วเข้า หนูอยากได้อุ่นๆ...”
ว่าแล้วแม่หนูน้อยก็วิ่งไปห้องน้ำ ซักผ้าขี้ริ้วมาเช็ดถูโต๊ะเก้าอี้อย่างขะมักเขม้น
อันที่จริงข้าวของเครื่องใช้ของเธอถูกจัดเตรียมไว้ในห้องของเฉียวชิงอวี้หมดแล้ว เป็นของใหม่เอี่ยมที่เตรียมไว้รอเวลาที่เธอโตพอจะแยกห้องนอนได้
เมื่อเห็นเฮ่อเสวี่ยหรงตื่นเต้นดีใจขนาดนี้ เฉียวชิงอวี้ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรอีก
ตอนแรกเธอยังกังวลว่าเตียงเตาที่ไม่ได้ใช้งานนานจุดไฟแล้วควันจะย้อนกลับเข้ามาในห้องหรือเปล่า เพราะปล่องควันในห้องของเฮ่อซิวอวี้เองก็ยังซ่อมไม่เสร็จดี แต่ปรากฏว่านอกจากควันจางๆ ในตอนแรกแล้ว ปล่องควันของห้องนี้กลับระบายอากาศได้ดีเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ
[จบบท]