บทที่ 285: หยุดพูดเดี๋ยวนี้ หุบปากซะ
สายตาของจู้กุ้ยจือจับจ้องไปยังอวี๋จิ้งที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งทอดถอนใจและรู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลังในคราเดียวกัน นี่สินะที่เขาเรียกกันว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ คนเราดูแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ
หากจะพูดถึงเฉียวชิงอวี้แล้ว ต้องยอมรับเลยว่าเธอเป็นคนดีจริงๆ โดยเฉพาะกับเด็กๆ อย่างเสี่ยวเสี่ยว ลูกสาวของอวี๋จิ้ง เฉียวชิงอวี้ก็เอ็นดูแกมาก
ตอนที่เธอเดินทางไปเมืองหนานกั่งก็ยังอุตส่าห์ซื้อรองเท้าแตะคู่ใหม่มาฝากเสี่ยวเสี่ยวด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยามปกติมีของกินอร่อยๆ ที่บ้านตระกูลเฮ่อทำขึ้นมา ก็มักจะแบ่งปันมาให้เด็กน้อยได้ทานอยู่เสมอ
ทางด้านหรงหรงเองก็เช่นกัน เด็กคนนั้นเป็นเด็กน่ารัก ปากหวาน และมักจะเรียกอวี๋จิ้งว่า ‘น้าอวี๋’ ด้วยความสนิทสนมทุกครั้งที่เจอหน้า
แต่ใครจะไปคิดว่าอวี๋จิ้ง... ผู้หญิงคนนี้จะลงมือทำเรื่องเลวร้ายเหล่านั้นได้ลงคอ
ในเวลานี้ ใบหน้าของอวี๋จิ้งซีดเผือดจนกลายเป็นสีเขียวคล้ำ ดวงตาของเธอจ้องเขม็งไปที่จู้กุ้ยจืออย่างไม่วางตา ราวกับกำลังประเมินว่าคำพูดที่อีกฝ่ายพ่นออกมานั้นมีความจริงเท็จมากน้อยเพียงใด
ในความคิดของเธอ นี่อาจจะเป็นแผนการของหัวหน้าแผนกหลินที่ส่งคนมาพูดจาปั่นหัวเพื่อสร้างความร้าวฉานก็เป็นได้
ทว่าจู้กุ้ยจือกลับไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เธอยังคงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเห็นใจแกมสมเพช
“อวี๋จิ้ง เรื่องนี้ฉันก็ไม่กล้าฟันธงว่ามันจะจริงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกนะ เพราะเถียนลี่เองก็ไม่ใช่ว่าจะยุ่งกับสามีเธอ... หวังเฟิงแค่คนเดียวเสียเมื่อไหร่ ถ้าพ่อของลูกในท้องไม่ใช่หวังเฟิงมันก็ดีไป”
“แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าจู่ๆ สามีเธอจะด่วนจากไปแบบกะทันหันแบบนี้ พอหวังเฟิงตายไปแล้ว ฉันถึงยิ่งต้องมาบอกเธอ เพราะฉันกลัวว่าแม่เถียนลี่คนนั้นจะมีความคิดแผลงๆ อะไรขึ้นมาอีก”
ถ้อยคำเหล่านั้นช่างบาดหูเหลือเกิน อวี๋จิ้งแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
“คนอย่างหล่อนจะมีความคิดอะไรได้ ตอนนี้คนก็ตายไปแล้ว หรือหล่อนจะตามไปเป็นผัวเมียกับเขาในปรโลกหรือยังไง”
“โอย... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” จู้กุ้ยจือรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “แต่เธออย่าลืมสิว่าทางฐานวิจัยมอบเงินบำเหน็จบำนาญให้พวกเธอตั้งเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนั้นมาจากบ้านนอกคอกนา ผมยาวแต่ความรู้น้อย”
“ในสายตาหล่อนก็มีแต่เรื่องเงินๆ ทองๆ เท่านั้นแหละ ถ้าเกิดหล่อนวางแผนจะฮุบเงินก้อนนั้นขึ้นมาจริงๆ เสี่ยวเสี่ยวลูกสาวเธอจะไม่ลำบากแย่เหรอ ใครจะคอยดูแลแก”
เมื่อได้ยินจู้กุ้ยจือยกเรื่องผลประโยชน์ของลูกสาวขึ้นมาอ้าง ความหวาดระแวงในใจของอวี๋จิ้งก็ค่อยๆ จางหายไป
สำหรับจู้กุ้ยจือนั้น อวี๋จิ้งย่อมรู้นิสัยใจคอของอีกฝ่ายดี ผู้หญิงคนนี้ขึ้นชื่อเรื่องปากสว่าง ชอบนินทาชาวบ้านไปทั่วจนเคยโดนเฉียวชิงอวี้จัดการจนเข็ดหลาบมาแล้วครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นเมื่อก่อน
หากจู้กุ้ยจือรู้เรื่องฉาวโฉ่แบบนี้ คงได้ป่าวประกาศให้รู้กันทั่วทั้งฐานวิจัยไปนานแล้ว แต่หลังจากโดนดัดนิสัย คราวนี้เธอคงรู้ซึ้งแล้วว่าภัยมาจาปากเป็นยังไง ดังนั้นปฏิกิริยาที่ระมัดระวังตัวของจู้กุ้ยจือในตอนนี้จึงถือเป็นเรื่องปกติ
“พี่จู้ ปกติความสัมพันธ์ของพวกเราก็งั้นๆ ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกันมาก ตอนนี้ฉันตกอับถึงขนาดต้องมาถูกขังอยู่ที่นี่ คนอื่นเขาก็พากันหลบหน้าหลบตาหนีหายกันไปหมด มีแต่พี่นี่แหละที่อุตส่าห์มาเยี่ยมแล้วเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟัง... ฉันซาบซึ้งใจจริงๆ”
อวี๋จิ้งเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับคำพูดเหล่านั้นไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“จะมาซาบซึ้งอะไรตอนนี้ ที่ฉันพูดนี่ก็เพื่อตัวฉันเองทั้งนั้นแหละ” จู้กุ้ยจือพูดพลางขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจเมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่าง
อวี๋จิ้งปรายตามองเจ้าหน้าที่จากหน่วยสอบสวนพิเศษสองคนที่นั่งคุมเชิงอยู่ข้างๆ อย่างเย็นชา เธอไม่คิดเลยว่าขนาดตัวเองถูกคุมขังตัดขาดจากโลกภายนอกแบบนี้แล้ว ก็ยังจะมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคนข้างนอกได้อีก
หรือว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้อาจจะกำลังรอจับพิรุธ หรือวิเคราะห์ข้อมูลอะไรบางอย่างจากบทสนทนาของเธอกับจู้กุ้ยจืออยู่ก็เป็นได้
คิดได้ดังนั้น อวี๋จิ้งจึงหันกลับมาถามจู้กุ้ยจืออีกครั้ง
“ที่พี่พูดมาฉันไม่เข้าใจ ทำไมถึงบอกว่าทำเพื่อตัวเองล่ะ?”
“ก็เธอลองคิดดูสิว่านังเถียนลี่มันหน้าด้านขนาดไหน!” จู้กุ้ยจือเริ่มระบายอารมณ์ “เมื่อวานนี้เอง หล่อนมายืนคุยกับเหล่าหวัง สามีฉันที่หน้าประตูใหญ่ คุยกันออกรสออกชาติเชียว ฉันเลิกงานเดินกลับมาเห็นเข้า สองคนนั้นก็ยังคุยกันไม่หยุด”
“ตอนนั้นฉันชักสีหน้าใส่ไปทีหนึ่งแล้วก็ไล่ตะเพิดหล่อนไป แต่รู้ไหมก่อนไปหล่อนพูดว่ายังไง? หล่อนหันมาพูดใส่หน้าฉันว่า ‘พี่จู้กุ้ยจือ สามีพี่บอกว่าเขาชอบลูกสาว พี่ก็มีลูกสาวให้เขาสักคนสิ’ ดูมันพูดเข้า!”
จู้กุ้ยจือสูดหายใจเข้าลึกด้วยความโมโห ก่อนจะเล่าต่อ “พอพูดจบ นังเถียนลี่ก็เดินอุ้มท้องโย้จากไป ทิ้งให้ฉันยืนเจ็บใจอยู่นั่น แล้วพอนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่ฉันไปแอบได้ยินบทสนทนาหน้าบ้านเหล่าเว่ย ตอนที่หล่อนกับหวังเฟิงกำลัง... กำลังทำเรื่องบัดสีกันอยู่นั่นแหละ...”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ จู้กุ้ยจือก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เธอกระตุกมุมปากยิ้มหยันพลางเหลือบมองใบหน้าของอวี๋จิ้งที่เริ่มดำคล้ำลงเรื่อยๆ ก่อนจะแสร้งทำเสียงอ่อนลงอย่างระมัดระวัง
“ถ้าเธอไม่อยากฟัง ฉันไม่เล่าต่อก็ได้นะ”
คำพูดนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ อวี๋จิ้งไม่อาจรักษาความเยือกเย็นได้อีกต่อไป
สามีของเธอ... หวังเฟิง ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานกันจนกระทั่งวันที่เขาจากโลกนี้ไป ทุกครั้งที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งฉันสามีภรรยา เขาไม่เคยเอ่ยปากพูดกับเธอเลยแม้แต่คำเดียว เขาทำทุกอย่างด้วยความเงียบเชียบ เย็นชา ราวกับเป็นเพียงหน้าที่ที่ต้องทำให้จบๆ ไป
อวี๋จิ้งกัดฟันกรอด จนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
“พูดมา... ฉันรับไหว”
“โอ้ย... เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นสองคนนั้นมัน... ช่างเถอะ ฉันไม่อยากลงรายละเอียดให้มันเป็นเสนียดปาก แต่นังผู้หญิงแพศยาคนนั้นไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร ถึงได้ชอบยุ่งกับผู้ชายแซ่หวังนัก หล่อนพูดกับสามีเธอว่า ‘พี่หวังคะ พี่ชอบลูกชายใช่ไหม งั้นฉันจะคลอดลูกชายให้พี่เอง’”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น อวี๋จิ้งที่ถูกล็อกตัวอยู่กับเก้าอี้สอบสวนก็ไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป ดวงตาของเธอแทบจะถลนออกมาด้วยความคั่งแค้น สุมทรวงไปด้วยเพลิงโทสะที่ลุกโชน หากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือหวังเฟิง เธอสาบานได้เลยว่าเธอจะฆ่าเขาให้ตายคามือ
จู้กุ้ยจือเองก็ดูเหมือนจะถูกอารมณ์โกรธของอวี๋จิ้งดึงดูดให้พลุ่งพล่านตามไปด้วย เธอลุกพรวดขึ้นยืน สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ
“...สามีเธอก็หน้าด้านพอกัน! เขาหอบหายใจแฮกๆ แล้วพูดว่า ‘ได้สิ เธอคลอดให้ฉัน... คลอดลูกชายให้ฉันสักสองคน... แล้วก็ลูกสาวอีกสักคน ต่อไปเงินที่ฉันหามาได้ ฉันจะแบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง...’”
“อย่าพูดแล้ว... หุบปากซะ!”
เสียงตวาดลั่นห้องสอบสวนดังขึ้น อวี๋จิ้งในยามนี้ดูราวกับคนเสียสติที่ถูกกระตุ้นจนคลุ้มคลั่ง ดวงตาแดงก่ำราวกับซาตาน จ้องเขม็งไปที่จู้กุ้ยจือด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ฝังลึกและแหลมสูงจนน่าขนลุก “พี่จู้! ทำไมพี่ถึงเพิ่งมาบอกฉันตอนนี้? เมื่อก่อนทำไมไม่เคยพูด? พี่ต้องการอะไรกันแน่!”
จู้กุ้ยจือที่เห็นท่าทีบ้าคลั่งของอีกฝ่ายก็เริ่มรู้สึกหวาดหวั่นจนต้องก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
“อวี๋จิ้ง จะมาโทษฉันไม่ได้นะ ตอนนั้นทุกคนยังอยู่ดีมีสุข ขืนฉันพูดออกไปพวกเธอจะเป็นยังไง? เธอจะหย่ากับเขาแล้วให้เสี่ยวเสี่ยวต้องกำพร้าพ่อเหรอ? อีกอย่างตอนนั้นลูกของวิศวกรจ้าวก็ยังไม่คลอดออกมา ใครจะไปรู้ว่าใช่หรือไม่ใช่ลูกใคร…”
“และที่สำคัญ ถ้าฉันไม่พูด เสี่ยวเสี่ยวก็ยังมีพ่อมีแม่ ครอบครัวพวกเธอก็ยังสมบูรณ์พร้อม แต่มาถึงตอนนี้ ฉันจะปิดบังไปมันจะมีประโยชน์อะไรอีก? พ่อของเสี่ยวเสี่ยวก็ตายไปแล้ว ตัวเธอเองก็ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ โทษประหารคงหนีไม่พ้นแน่”
“แล้วเสี่ยวเสี่ยวล่ะ? ตอนนี้แกไม่เหลืออะไรเลย แต่เงินที่พ่อของแกทิ้งไว้ มันควรจะเป็นของแกสิ ไม่งั้นเด็กคนนี้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปยังไง ปู่ย่าตายายก็แก่เฒ่าลงทุกวัน จะเลี้ยงหลานไปได้ตลอดชีวิตเหรอ? โตขึ้นต้องออกเรือน ถ้าไม่มีสินเดิมติดตัวสักแดงเดียว จะไม่โดนคนเขาดูถูกเอาหรือไง”
“แต่ตอนนี้ฉันออกไปไม่ได้! พี่มาพูดกับฉันปาวๆ แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร!” อวี๋จิ้งตะคอกถามกลับทั้งน้ำตา เสียงของเธอแหบแห้งเหมือนคนหมดแรง
“ทำไมจะไม่มีประโยชน์ ตอนนี้เธอยังมีสิทธิ์ในฐานะแม่ของเสี่ยวเสี่ยว เงินก้อนนั้นเธอยังเป็นคนจัดการได้ เธอขอให้หัวหน้าแผนกหลินช่วยสิ ให้เขาช่วยเอาเงินทั้งหมดฝากเข้าบัญชีชื่อเสี่ยวเสี่ยว นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่คนเป็นแม่อย่างเธอจะทำให้ลูกได้แล้วนะ”
คำพูดเหล่านี้ของจู้กุ้ยจือล้วนกลั่นกรองมาจากความรู้สึกจริงๆ น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ทั้งโกรธ ทั้งสงสาร และดูแคลนระคนกันไป
“เธอนี่นะ... ชีวิตดีๆ ทำไมถึงไม่รู้จักรักษาไว้? ทำไมต้องไปทำเรื่องชั่วช้าพรรค์นั้นด้วย? ข้าวยากหมากแพงเธอก็ไม่ได้ประสบ อยู่ในฐานวิจัยนี้มีแต่คนเขาอิจฉาชีวิตเธอกันทั้งนั้น”
“ทำไมเธอถึงไม่เห็นค่ามันเลย? เธอมันโง่จริงๆ นะอวี๋จิ้ง เมื่อก่อนฉันเคยคิดว่าเธอฉลาด แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าเธอโง่บัดซบเลย คนอย่างเธอไม่สมควรแต่งงาน ไม่สมควรเป็นแม่คนด้วยซ้ำ!”
พูดจบ จู้กุ้ยจือก็ปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาอย่างลวกๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
ทิ้งให้อวี๋จิ้งนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้เพียงลำพัง วิญญาณราวกับหลุดลอยออกจากร่าง ร่างกายแข็งทื่อไม่ไหวติง
สมาชิกทีมสอบสวนพิเศษยังคงจับตามองอวี๋จิ้งด้วยสายตาที่สงบนิ่งและกดดัน จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ อวี๋จิ้งก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาอย่างช้าๆ แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและสิ้นหวัง
เสียงของเธอแหบพร่าและยากลำบาก “ไปเรียกหัวหน้าแผนกหลินมา... ฉันมีเรื่องจะคุยกับเขา”
***
หลังจากเฉียวชิงอวี้ใช้ชีวิตอยู่ที่มหาวิทยาลัยได้หนึ่งสัปดาห์ เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็ได้รับรู้ข่าวสารที่น่าตกใจมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงสัปดาห์เดียว
อวี๋จิ้งยอมรับสารภาพหมดเปลือกแล้ว...
ตัวตนที่แท้จริงของเธอคือสายลับที่มีรหัสว่า ‘เหล่าซานอิง’ หรือ อินทรีภูเขา คดีความวุ่นวายหลายคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นฝีมือของเธอทั้งสิ้น และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ ผู้บังคับบัญชาที่อยู่เหนือเธอขึ้นไปอีกขั้น คนที่มีรหัสลับว่า ‘หวงซา’ นั้น แท้จริงแล้วก็คือเถียนลี่ ภรรยาของวิศวกรจ้าวนั่นเอง!
และเครือข่ายนี้ยังไม่จบแค่นั้น เหนือหัวของเถียนลี่ยังมีผู้บงการอีกคน... คนที่มักจะสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นผู้รักชาติและทำประโยชน์เพื่อแผ่นดิน เขาคืออู่เผิง ลูกชายของอู่ซิวเจี๋ย!
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มปะติดปะต่อกันจนเห็นภาพโครงข่ายอันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดของฐานวิจัยแห่งนี้
[จบบท]