บทที่ 296: ผมขอร้องล่ะ ปล่อยผมไปเถอะ
แน่นอนว่าซูอวิ๋นเหยาไม่รู้หรอกว่าภาพลักษณ์ของตัวเองในตอนนี้ดูเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น แต่ริมฝีปากของเธอกลับยกยิ้มคล้ายจะยิ้มก็ไม่ใช่ จะบึ้งตึงก็ไม่เชิง แววตาที่มองตรงไปเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองและน้อยเนื้อต่ำใจ
“พี่เสิ่น ฉันน่ากลัวเหมือนพวกสัตว์ประหลาดหรืออสูรร้ายหรือยังไง ฉันเป็นเพื่อนร่วมงานของพี่นะ เป็นสหายร่วมอุดมการณ์ ทำไมพี่เห็นหน้าฉันทีไรต้องทำท่าเหมือนหนีผีแบบนั้นด้วย ถ้าขืนพี่ยังทำตัวแบบนี้อีก ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าให้จัดการพี่แน่”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะถูกดักหน้าแล้วคว้าคอเสื้อไว้แบบนี้ เขาพยายามเบี่ยงตัวหนีพลางละล่ำละลักอธิบายแก้ตัว
“ฉันมีธุระด่วน ใครบอกว่าฉันเห็นเธอแล้วต้องวิ่งหนีกัน อย่ามากล่าวหากันมั่วๆ นะ”
ปากก็ปฏิเสธไปอย่างนั้น แต่มือไม้ของเสิ่นฮ่าวเจ๋อกลับพยายามแกะมือของหญิงสาวที่กำแน่นอยู่บนเสื้อของเขาออกอย่างทุลักทุเล
วันนี้เขาใส่เสื้อโค้ตกันหนาวสีดำสนิทเนื้อหนา ส่วนมือของซูอวิ๋นเหยานั้นเรียวยาวได้รูปและขาวผ่อง เมื่อวางทาบลงบนพื้นสีดำเข้ม ความแตกต่างระหว่างสีขาวจัดและดำสนิทจึงตัดกันอย่างชัดเจนจนน่าตกใจ
วินาทีนั้น เสิ่นฮ่าวเจ๋อเผลอมองมือคู่นั้นจนชะงักไปครู่หนึ่ง
ซูอวิ๋นเหยาเห็นอีกฝ่ายพยายามดึงเสื้อคืนอย่างเอาเป็นเอาตาย เธอก็ยิ่งเกิดอารมณ์ต่อต้าน แทนที่จะปล่อย เธอกลับยกมืออีกข้างขึ้นไปช่วยดึงรั้งร่างสูงของชายหนุ่มเอาไว้แน่นกว่าเดิม ราวกับจะระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดลงไปที่การกระทำนี้
“พี่ตอบมานะ ว่าครั้งหน้าถ้าเจอฉันอีก พี่ยังจะวิ่งหนีแบบนี้อีกไหม!”
เสิ่นฮ่าวเจ๋อออกแรงดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อจะหลุดจากการเกาะกุมนี้ให้ได้
เขาเป็นผู้ชาย จะให้ไปจับมือถือแขนหรือผลักไสผู้หญิงแรงๆ ก็ดูไม่งาม แต่สภาพยื้อยุดฉุดกระชากกันกลางแจ้งแบบนี้มันดูน่าเกลียดเกินไปแล้ว ใบหน้าของชายหนุ่มแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโมโห
“ซูอวิ๋นเหยา ทำไมเดี๋ยวนี้เธอถึงได้หน้าหนาหน้าทนแบบนี้ เมื่อก่อนเธอไม่ใช่คนนิสัยแบบนี้นี่นา”
“ไม่ต้องมาพูดถึงเมื่อก่อน! ตัวพี่เองเมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ”
ซูอวิ๋นเหยาตอกกลับทันควันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ไม่ยอมลดราวาศอกให้แม้แต่น้อย
“...นี่เธอปล่อยนะ เดี๋ยวคนอื่นก็เดินมาเห็นเข้าหรอก มายืนฉุดกระชากกันแบบนี้ ถ้าใครมาเห็นเข้าจะโดนวิพากษ์วิจารณ์เอานะ”
“ก็ช่างปะไร ฉันไม่สนหรอก เรื่องโดนวิจารณ์ฉันโดนมาจนชินแล้ว ขนาดเขียนจดหมายวิจารณ์ตัวเองฉันยังทำมาแล้วเลย จะกลัวอะไรอีก”
น้ำเสียงของซูอวิ๋นเหยาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เยาะเย้ยทั้งตัวเขาและสมเพชตัวเอง
เสิ่นฮ่าวเจ๋อจนปัญญาจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยหน่ายใจอย่างถึงที่สุด
“ซูอวิ๋นเหยา เธออย่าทำตัวแบบนี้ได้ไหม... ฉันขอร้องล่ะ เธอปล่อยฉันไปเถอะนะ ถือว่าทำบุญเถอะ!”
คำว่า ‘ขอร้อง’ และ ‘ปล่อยผมไปเถอะ’ กระแทกเข้ากลางใจของซูอวิ๋นเหยาอย่างจัง เธอชะงักกึกไป รอยยิ้มขมขื่นค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
นึกไม่ถึงเลยว่า จะมีวันที่เสิ่นฮ่าวเจ๋อ ผู้ชายที่เธอเคยเมินเฉยและมองข้ามมาตลอด จะต้องมาเอ่ยปากขอร้องอ้อนวอนเธอด้วยท่าทางเหมือนคนกำลังหนีตายแบบนี้
ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อก
ทำไมชีวิตเธอถึงตกต่ำลงมาจนถึงจุดนี้ได้ จุดที่กลายเป็นที่รังเกียจของทุกคน จุดที่แม้แต่คนที่เธอเคยดูถูกยังต้องร้องขอชีวิตไม่อยากเข้าใกล้
อารมณ์น้อยใจและความโกรธแค้นในโชคชะตาทำให้เธอออกแรงกระชากเสื้อโค้ตของเสิ่นฮ่าวเจ๋ออย่างแรงด้วยความโมโห
ฝ่ายเสิ่นฮ่าวเจ๋อที่กำลังพยายามดึงตัวไปด้านหลังสุดแรงเพื่อยื้อเสื้อคืน จู่ๆ ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ แรงดึงจากฝั่งตรงข้ามก็หายไปดื้อๆ
ซูอวิ๋นเหยาปล่อยมือทันทีโดยไม่ให้สัญญาณ
ด้วยแรงเฉื่อยที่ดึงดันกันมาเมื่อครู่ ส่งผลให้ร่างสูงของเสิ่นฮ่าวเจ๋อหงายหลังเสียหลัก ก้นกระแทกพื้นดังพลั่ก! ลงไปนั่งจุมปุ๊กอยู่กับพื้นดินอย่างหมดสภาพ
เข เงยหน้ามองซูอวิ๋นเหยาด้วยความตกตะลึง อ้าปากค้างพูดไม่ออก
แต่ซูอวิ๋นเหยากลับไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ เธอหมุนตัวเดินจากไปดื้อๆ ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยเย็นชา
ทว่า ภายใต้ความเย็นชานั้น ขอบตาของหญิงสาวกลับร้อนผ่าว น้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาจนมองเห็นภาพตรงหน้าพร่ามัว ความโศกเศร้ากัดกินหัวใจจนเจ็บร้าวไปหมด เธอใช้ชีวิตได้ล้มเหลวขนาดนี้เชียวหรือ ผู้ชายในโลกนี้ไม่มีใครดีสักคน
ตัวเธอ... ซูอวิ๋นเหยาคนนี้ มีตรงไหนที่ด้อยกว่าคนอื่นกัน?
ทำไมทุกคนถึงได้รังเกียจเดียดฉันท์เธอขนาดนี้ ทำราวกับเธอเป็นสัตว์ร้ายหรือตัวเชื้อโรคที่ต้องหลีกหนีให้ไกล
ซูอวิ๋นเหยายกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้งอย่างแรง แล้วก้าวยาวๆ เดินหายเข้าไปหลังประตูใหญ่ของอาคารห้องปฏิบัติการโดยไม่หันกลับมามองอีก
เสิ่นฮ่าวเจ๋อยังคงนั่งแปะอยู่กับพื้นด้วยความมึนงง เขากระพริบตาปริบๆ มองตามแผ่นหลังนั้นไป
เมื่อกี้... เขาคงไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม จังหวะที่เธอหันหลังกลับ เขาเห็นเหมือนเธอกำลังปาดน้ำตา?
ซูอวิ๋นเหยาร้องไห้เหรอ?
เธอร้องไห้เพราะใคร? ร้องเพราะเสียใจเรื่องเฮ่อซิวอวี้ หรือร้องไห้สงสารตัวเอง?
หรือว่าคำพูดเมื่อกี้ของเขาจะแรงเกินไป...
เสิ่นฮ่าวเจ๋อยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็รู้สึกโหวงๆ ในใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ความรู้สึกผิดจางๆ ก่อตัวขึ้นในความเงียบ
***
ที่หน้าโรงเรียนประถมของฐานวิจัย ลมหนาวพัดกรรโชกมาเป็นระลอก
ฉู่อิงยืนชะเง้อคอรออยู่ที่หน้าประตูโรงเรียน พอเห็นร่างเล็กๆ ของเฮ่อเสวี่ยหรงสะพายกระเป๋าหนังสือเดินออกมา เธอก็รีบวิ่งถลาเข้าไปหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“หรงหรง เลิกเรียนแล้วเหรอจ๊ะ”
เฮ่อเสวี่ยหรงเหลือบตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ก่อนจะชี้ไปที่ประตูโรงเรียน แล้วชี้มาที่กระเป๋านักเรียนบนหลังตัวเอง
“ไม่เลิกเรียน แล้วจะเรียกว่ามาเข้าเรียนหรือไงคะ”
เด็กหญิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงมะนาวไม่มีน้ำ แต่ฉู่อิงก็ไม่ได้ถือสาหาความ เธอยังคงรักษารอยยิ้มหวานหยดเอาไว้ ขยับผ้าพันคอในมือคลี่ออกโชว์ให้เด็กหญิงดู
“หรงหรงจ๊ะ น้าฉู่ถักผ้าพันคอมาให้หนูด้วยนะ นี่ไง เป็นไหมพรมสายรุ้งเชียวนะ สวยไหมจ๊ะ หนูชอบหรือเปล่า”
เฮ่อเสวี่ยหรงก้มลงมองแวบหนึ่ง ไหมพรมสายรุ้งสีสันสดใสจริงๆ เส้นเดียวแต่ย้อมไล่สีรุ้งเจ็ดสี เวลาถักออกมาแล้วดูฉูดฉาดสะดุดตามาก
แม่หนูน้อยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย วางท่าราวกับคุณหนูผู้สูงศักดิ์
“ไหนกางออกมาให้ดูชัดๆ หน่อยสิคะ...”
ฉู่อิงรีบกุลีกุจอคลี่ผ้าพันคอทั้งผืนกางออกให้ดูเต็มตา เฮ่อเสวี่ยหรงไล่สายตาสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น
“ทำไมความกว้างมันไม่เท่ากันเลยล่ะคะ?”
ปกติผ้าพันคอที่อาสะใภ้ถักให้เธอ ฝีเข็มจะเรียงตัวสวยงามเป็นระเบียบเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว แต่ผืนนี้ดูสิ ช่วงต้นกว้าง ช่วงกลางแคบ แล้วปลายก็บานออกอีก ดูบิดๆ เบี้ยวๆ พิกล
ฉู่อิงหน้าแดงระเรื่อ ยิ้มแห้งๆ ด้วยความเก้อเขิน
“หรงหรงจ๊ะ คือ... นี่เป็นผ้าพันคอผืนแรกในชีวิตที่น้าถักเลยนะ อาจจะมีทำห่วงหลุดไปบ้างนิดหน่อย มันก็เลยออกมาเป็นทรงแบบนี้แหละจ้ะ”
เฮ่อเสวี่ยหรงทำหน้ามุ่ยทันที
“ที่แท้ก็เอาน้าฉู่ก็เอาหนูมาเป็นหนูทดลองฝีมือนี่เอง”
“โธ่ ไม่ใช่นะจ๊ะ คือน้ากะว่าจะรื้อถักใหม่แล้ว แต่ไหมพรมพวกนี้พอมันโดนถักไปแล้วครั้งหนึ่ง เส้นมันจะหยิกงอ รื้อมาถักใหม่ลายมันจะไม่เรียบสวยเหมือนเดิม แล้วน้าก็ไม่มีเวลาไปซื้อไหมพรมกลุ่มใหม่แล้วด้วย... หนูทนใส่แก้ขัดไปก่อนนะ ไว้มีเวลาน้าจะถักผืนใหม่ให้สวยเช้งเลย ดีไหมจ๊ะ?”
ใจจริงเฮ่อเสวี่ยหรงอยากจะปฏิเสธ เพราะมันไม่สวยเอาเสียเลย แต่พอนึกถึงคำพูดที่อาสะใภ้เคยวิจารณ์ฉู่อิงให้ฟัง ประกอบกับสัญชาตญาณอันแม่นยำของเด็กที่มักจะรับรู้ความรู้สึกได้ไว
คนไหนดี คนไหนร้าย หรงหรงสัมผัสได้เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ ที่มีเรดาร์ตรวจจับความปลอดภัย
อย่างซูอวิ๋นเหยาที่ไม่ได้ชอบเธอจริงๆ เธอก็รู้สึกได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น แต่กับผู้หญิงคนนี้... ฉู่อิงดูเหมือนจะชอบเธอจริงๆ
เด็กหญิงยื่นมือไปกำผ้าพันคอไหมพรมสีรุ้งนั้นไว้ ท่าทางขัดเขินเล็กน้อย
“ถึงมันจะขี้เหร่มากๆ จนดูไม่ได้เลยก็เถอะ แต่เห็นแกความพยายามของน้า หนูจะยอมรับไว้แบบฝืนใจก็ได้ค่ะ”
ตอนนี้บนคอของเฮ่อเสวี่ยหรงมีผ้าพันคอสวยๆ ที่เฉียวชิงอวี้ถักให้พันอยู่แล้ว ฉู่อิงจึงบรรจงพับผ้าพันคอฝีมือตัวเองม้วนเก็บใส่กระเป๋านักเรียนของเด็กหญิงอย่างเบามือ แล้วอาสาถือกระเป๋าให้
“ปะ ไปกันเถอะ วันนี้น้าฉู่จะพาไปกินของอร่อยที่โรงอาหารเอง”
เฮ่อเสวี่ยหรงหันไปตะโกนเรียกหลี่หมิงกวงที่เพิ่งวิ่งตามมา จากนั้นทั้งสามคนก็เดินมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารของฐานวิจัยด้วยกัน
จะว่าไปแล้ว ถึงเฉียวชิงอวี้จะไม่อยู่ แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเฮ่อเสวี่ยหรงก็ถือว่าสุขสบายและอุดมสมบูรณ์ไม่น้อยเลยทีเดียว มีแต่คนคอยเอาอกเอาใจ
จะมีก็แต่เฮ่อซิวอวี้ที่เอาแต่เฝ้าคิดถึงภรรยาใจจะขาด
ตอนนี้เขาได้รับข่าวแล้วว่าอู่ซิวข่ายพาครอบครัวของหานเซียงหลาน รวมถึงลูกๆ วัยเรียนทั้งสองคนและเฉียวมู่เป่า เดินทางไปยังเมืองอวิ๋นเฉิงแล้ว
การกลับไปกราบไหว้บรรพบุรุษและทำพิธีรับเข้าตระกูลถือเป็นเรื่องใหญ่ จะตกหล่นใครไปไม่ได้แม้แต่คนเดียว
เมื่อเสร็จธุระทางนั้นแล้ว เฉียวชิงอวี้ก็คงจะได้ฤกษ์เดินทางกลับมาที่ฐานวิจัยเสียที เพราะเธอยังมีเรื่องต้องจัดการอีกตั้งมากมาย ทั้งเรื่องเรียนต่อและงานอื่นๆ ที่คั่งค้างอยู่
แค่คิดว่าภรรยาใกล้จะกลับมาแล้ว เฮ่อซิวอวี้ก็อารมณ์ดีจนยิ้มออก แม้จะเห็นฉู่อิงพาหลานสาวและหลี่หมิงกวงไปกินข้าว เขาก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ปล่อยให้เด็กๆ ไปตามประสา
ทางด้านเฉียวจื้อไฉ จริงๆ แล้วเขาไม่อยากตามคณะมาที่เมืองอวิ๋นเฉิงเลยสักนิด แต่เขาก็รู้ดีว่าต่อให้ในใจจะต่อต้านหรือรู้สึกไม่สบายใจแค่ไหน เขาก็จำเป็นต้องมา
นี่คือการไว้หน้าภรรยา และเป็นการรักษาหน้าตาให้ลูกๆ เขาจะมาทำตัวมีปัญหากับพ่อตาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด จะให้ใครมาตำหนิได้ว่าลูกเขยบ้านนอกไม่รู้กาละเทศะ
แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่อัดอั้นอยู่ในอกนั้น เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการข่มมันเอาไว้
เฉียวจื้อไฉไม่ได้โง่ เขาย่อมดูออกว่าอู่ซิวข่ายไม่ได้พอใจในตัวลูกเขยอย่างเขาเลยสักนิด ออกจะขัดหูขัดตาด้วยซ้ำ
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจที่อู่ซิวข่ายคอยปกป้องเขาต่อหน้าคนนอก ไม่ยอมให้ใครมาดูถูกลูกเขยตระกูลอู่
ความรู้สึกมันจึงสับสนปนเปไปหมด ทั้งซาบซึ้ง ทั้งอึดอัด ทั้งน้อยใจ
เฉียวจื้อไฉที่ใช้ชีวิตผ่านมาค่อนคนโดยไม่มีความทะเยอทะยานหรืออารมณ์ขึ้นลงอะไรมากมาย จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะมา ‘โตเป็นผู้ใหญ่’ เอาตอนแก่นี่เอง
ความรู้สึกแบบนี้มันช่างพิลึกพิลั่น และก็น่าละอายใจอยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนว่าการเติบโตทางจิตวิญญาณของคนเรา อาจจะไม่เกี่ยงเรื่องอายุจริงๆ นั่นแหละ
เฉียวชิงอวี้ที่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของพ่อตัวเองก็ได้แต่คิดในใจเงียบๆ
แต่ไม่นานเธอก็เลิกสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะตอนนี้คณะของพวกเขาเดินทางมาถึงเมืองอวิ๋นเฉิงแล้ว รถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านเก่าแก่ของตระกูลอู่
เฉียวชิงอวี้ตาโตด้วยความตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าในเมืองอวิ๋นเฉิงที่ในอนาคตที่ดินจะมีค่าดั่งทองคำ ตระกูลอู่จะยังรักษาคฤหาสน์หลังใหญ่ขนาดนี้เอาไว้ได้ พื้นที่กว้างขวางจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรย่อมๆ
ถ้าเป็นอีกสักสามสิบสี่สิบปีข้างหน้า ที่ดินแปลงนี้คงมีมูลค่าประเมินกันเป็นพันล้านหยวนแน่ๆ...
[จบบท]