บทที่ 303: เธอมองเห็นต้นข้าวสาลีเป็นหญ้า
บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยความยินดี ใครต่อใครต่างก็พากันรู้สึกดีใจไปกับเฉียวชิงอวี้ด้วยความจริงใจ นี่แหละนะที่เขาเรียกกันว่ากิ่งทองใบหยก เป็นคู่สร้างคู่สมที่สวรรค์สรรค์สร้างมาโดยแท้
ตอนขาไปว่าฮึกเหิมเปี่ยมด้วยพลังแล้ว ตอนขากลับยิ่งทวีความตื่นเต้นเร้าใจขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
เหล่าเซี่ยไม่ได้แค่พาไปดูงานผิวเผิน แต่ยังพาพวกเขาเดินเยี่ยมชมทั้งฟาร์มเกษตร ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนเพาะปลูกของฐานวิจัยเถิงไห่แบบเจาะลึก อย่าเพิ่งมองว่าเด็กพวกนี้เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนเชียว รอเวลาบ่มเพาะอีกสักสามปีเถอะ พวกเขาเหล่านี้จะกลายเป็นบุคลากรทางเทคนิคที่มีคุณภาพอย่างแน่นอน
ถามว่าตอนนี้ขาดแคลนอะไรมากที่สุด?
คำตอบก็คือขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถนี่แหละ
อย่าเห็นว่าในฐานวิจัยมีคนพลุกพล่านเดินกันขวักไขว่ แต่ในความเป็นจริงแล้วบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรโดยตรงนั้นขาดแคลนเข้าขั้นวิกฤต ด้วยเหตุนี้เองเหล่าเซี่ยจึงให้การต้อนรับคณะดูงานอย่างดีเยี่ยม
ท่าทีที่เป็นกันเองและอบอุ่นของเขาทำให้หัวใจของเหล่านักศึกษาพองโต จนหลายคนเริ่มตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องขยันเรียนให้หนักขึ้น ทำเกรดให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เผื่อว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้เข้ามาทำงานในฟาร์มของฐานวิจัยเถิงไห่ ได้มีโอกาสแสดงฝีมือให้เป็นที่ประจักษ์บ้าง
ระหว่างทางเฉียวชิงอวี้ลอบสังเกตหลี่โปอยู่เงียบๆ เธอคิดว่าเขาคงจะหาจังหวะเล่าเรื่องปัญหาทางบ้านให้เธอฟัง แต่ผิดคาด ดูเหมือนว่าหลี่โปจะลืมเรื่องวุ่นวายเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น ราวกับว่ามันถูกทิ้งไว้ข้างหลังตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านมาแล้ว
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด เฉียวชิงอวี้เองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเสีย
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังจดจำคำรับปากที่ให้ไว้กับแม่ของหลี่โปได้ ในใจคิดวางแผนไว้ว่าคงต้องหาเวลาว่างสักวัน ซื้อผลไม้กระป๋องกับขนมเปี๊ยะติดไม้ติดมือไปเยี่ยมเยียนหญิงชราผู้นั้นเสียหน่อย
ทางด้านวิทยาลัยการเกษตรซีชวนเองก็มีแปลงทดลองและห้องปฏิบัติการเป็นของตัวเองเช่นกัน
ศาสตราจารย์เฝิงเป็นแกนนำในการสร้างโรงเรือนกระจกควบคุมอุณหภูมิขึ้นมาใหม่แห่งหนึ่งในพื้นที่ค่อนข้างลับตาคนของวิทยาลัย ตอนนี้พืชผักที่ปลูกไว้ในโรงเรือนต่างพากันแตกยอดอ่อนเขียวขจีชูช่อรอล้อแสงตะวันกันแล้ว
สำหรับนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ การเรียนรู้ทฤษฎีในห้องเรียนต้องควบคู่ไปกับการลงมือปฏิบัติจริงเสมอ
จะเรียนแค่ในตำรามาตลอดสามปีแล้วจบออกไปพูดจาเพ้อเจ้ออวดรู้แต่ทำไม่เป็นไม่ได้เด็ดขาด เมื่อลงไปสัมผัสผืนดินของจริง ความรู้ที่มีต้องนำมาใช้ได้จริง ไม่ใช่ดีแต่พูดจาสวยหรูแต่ปลูกอะไรไม่ขึ้น
ดังนั้นโรงเรือนกระจกแห่งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอน
วันหนึ่งในขณะที่การเรียนการสอนกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในคาบเรียนของศาสตราจารย์เฝิง จู่ๆ ประตูห้องเรียนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างรุนแรง เสียงบานประตูกระแทกผนังดังสนั่นเรียกความสนใจจากทุกคน นักศึกษาชายต่างคณะคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา หายใจหอบแฮก ก่อนจะตะโกนบอกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“ศาสตราจารย์เฝิงครับ! แย่แล้วครับ โรงเรือนกระจกของอาจารย์กำลังถูกคนบุกรุกทำลายครับ!”
ศาสตราจารย์เฝิงชะงักค้างไปชั่วครู่ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่นักศึกษาสาขาเกษตรศาสตร์รุ่นปีแปดหนึ่งทั้งสามสิบกว่าชีวิตจะลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้โดยพร้อมเพรียงกันราวกับนัดหมาย
สาขาเกษตรศาสตร์นั้นครอบคลุมเนื้อหาการเรียนรู้กว้างขวางมาก หนึ่งในวิชาสำคัญก็คือการเพาะพันธุ์พืช
แน่นอนว่าแม้จะเป็นวิทยาลัยการเกษตร แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้ามาเรียนเพื่อไปขลุกอยู่กับต้นไม้ใบหญ้าเพียงอย่างเดียว ที่นี่ยังมีสาขาวิชาอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งการเงิน ภาษาต่างประเทศ ชลประทาน โยธา และรวมถึงสาขาบริหารธุรกิจที่มีดาวคณะผู้โด่งดังอย่างซุนซีอวิ๋นเรียนอยู่ด้วย
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาเมื่อทุกคนไปถึงโรงเรือนคือ ซุนซีอวิ๋นกำลังนั่งโพสท่าอยู่บนพื้นที่ที่เธอน่าจะเข้าใจว่าเป็นสนามหญ้า ในมือถือดอกกุหลาบสีสด ข้างกายมีเพื่อนนักศึกษาหญิงคอยกดชัตเตอร์ถ่ายรูปให้ และมีนักศึกษาชายอีกคนยืนดูอยู่ไม่ห่าง
ปัญหาคือ... จุดที่เธอนั่งทับลงไปนั้น มันคือกลางแปลงข้าวสาลีที่ศาสตราจารย์เฝิงทะนุถนอมดูแลยิ่งกว่าไข่ในหิน!
เฉียวชิงอวี้ถึงกับยืนตะลึงงัน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก อยากจะยกนิ้วโป้งให้ความกล้าบ้าบิ่นของซุนซีอวิ๋นสักพันครั้ง
เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอคนแบบนี้นี่แหละ!
เมื่อเห็นฝูงชนแห่กันเข้ามา โดยมีศาสตราจารย์เฝิงที่ใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธนำหน้า ซุนซีอวิ๋นก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากกอข้าวสาลีอย่างอ้อยอิ่ง
เธอปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า จัดทรงผมให้เข้าที่ แต่ทว่าเท้าทั้งสองข้างยังคงเหยียบย่ำอยู่บนแปลงข้าวสาลีไม่ยอมก้าวออกมา
ศาสตราจารย์เฝิงชี้หน้าซุนซีอวิ๋น นิ้วมือสั่นระริกด้วยความโมโห
ชายชราผู้อุทิศทั้งชีวิตให้กับการเกษตร ก้มหน้าก้มตาทำงานหนักมาตลอดชีวิต เจอสถานการณ์แบบนี้เข้าถึงกับจุกจนพูดไม่ออก ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่าทอให้สาสม
เฉียวชิงอวี้เห็นท่าไม่ดีจึงตะโกนเสียงดังลั่น
“ซุนซีอวิ๋น นั่นมันต้นข้าวสาลี! รีบออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”
ข้าวสาลี?
คำนี้เธอรู้จัก
ซุนซีอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินออกจากแปลงข้าวสาลีมายืนอยู่ตรงพื้นที่ว่างตรงกลาง เธอกวาดตามองรอบๆ ก่อนจะเบ้ปากเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระ
“อ้าว ต้นข้าวสาลีหรอกเหรอคะ ฉันก็นึกว่าเป็นวัชพืชเสียอีก”
จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้นม้วนปลายผมเล่น เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางพูดด้วยน้ำเสียงถือดี
“ก็ฉันไม่เคยไปชนบทนี่คะ ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าอันไหนข้าวสาลีอันไหนหญ้า หน้าตามันก็คล้ายๆ กันไปหมด”
ศาสตราจารย์เฝิงโกรธจนแทบไม่อยากจะมองหน้าเธอ เขาหันไปตวาดใส่ซุนซีอวิ๋นและเพื่อนอีกสองคนที่มาด้วยกันเสียงดังลั่น
“ใครอนุญาตให้พวกเธอเข้ามาในนี้? พวกเธออยู่คณะไหนกันห๊ะ!”
นักศึกษาอีกสองคนเริ่มหน้าเสีย รู้ตัวแล้วว่าพวกตนน่าจะก่อเรื่องใหญ่เข้าให้แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เหยียบย่ำแปลงผัก แต่การเข้ามาโดยพลการก็มีความผิด ส่วนซุนซีอวิ๋นนั้นแค่อยากจะมาหาสถานที่สวยๆ ถ่ายรูปเล่นเท่านั้น
ศาสตราจารย์เฝิงหันไปสั่งหัวหน้าห้องที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เธอไปตามอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเขามาพบฉันเดี๋ยวนี้!”
ซุนซีอวิ๋นชะงักไปทันที เธอไม่ใช่คนโง่ และก็ไม่ได้ไร้สมอง เพียงแต่ชีวิตที่ผ่านมาของเธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจราวกับเจ้าหญิง ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยที่ยากลำบากเพียงใด หรือสภาพแวดล้อมจะเลวร้ายแค่ไหน เธอก็ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ
คนแบบนี้ไม่เคยถูกสังคมขัดเกลา รอบกายมีแต่คนที่คอยเอาอกเอาใจ
การเข้ามาถ่ายรูปเล่นแค่นี้ เธอไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่อะไร
แต่ถ้าเรื่องถึงหูอาจารย์ที่ปรึกษา มันจะกลายเป็นเรื่องน่าขายหน้าทันที
ถึงแม้อาจารย์ที่ปรึกษาจะไม่กล้าดุด่าเธอ แต่ศักดิ์ศรีของเธอก็จะมัวหมอง
ซุนซีอวิ๋นรีบก้าวเข้าไปขวางทางหัวหน้าห้องคณะเกษตรไว้ แล้วหันมาพูดกับศาสตราจารย์เฝิงด้วยน้ำเสียงที่พยายามปรับให้ดูจริงใจที่สุด
“ศาสตราจารย์เฝิงคะ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ เป็นความสะเพร่าของฉันเอง ฉันไม่เคยไปสัมผัสชีวิตในชนบท ก็เลยแยกไม่ออกจริงๆ ว่าอันไหนข้าวสาลีอันไหนหญ้า”
“ฉันแค่อยากจะลองทดสอบกล้องถ่ายรูปที่คุณพ่อซื้อมาฝากตอนไปดูงานที่ต่างประเทศเท่านั้นเองค่ะ ไม่ได้ตั้งใจจะมาสร้างความเดือดร้อนให้อาจารย์เลย เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ฉันยินดีชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมดค่ะ”
คำพูดของซุนซีอวิ๋นนั้นเต็มไปด้วยชั้นเชิง ในขณะที่ปากบอกขอโทษ แต่ก็ไม่ลืมที่จะยกสถานะทางบ้านขึ้นมาข่มกลายๆ ว่าพ่อของเธอไม่ใช่คนธรรมดา ถึงขนาดไปดูงานต่างประเทศได้
ในยุคสมัยนี้ คนที่สามารถเดินทางไปดูงานต่างประเทศได้ จะเป็นใครไปได้อีก?
แน่นอนว่าไม่ต้องบอกทุกคนก็รู้ดีว่าพ่อของเธอคือใคร
เขาคือบุคคลระดับเบอร์สองของเมืองซีชวน
อาจกล่าวได้ว่าเวลานี้ซุนซีอวิ๋นยอมลดตัวลงมามากแล้ว เพื่อนนักศึกษาอีกสองคนเห็นท่าไม่ดีหากต้องเรียกผู้ปกครองหรืออาจารย์ จึงรีบช่วยพูดเสริม
“ใช่ครับศาสตราจารย์ พวกเราขอโทษจริงๆ พวกเราไม่ได้แตะต้องต้นไม้ใบหญ้าของอาจารย์เลยแม้แต่นิดเดียว แค่ยืนถ่ายรูปตรงที่ว่างๆ เท่านั้น ส่วนซุนซีอวิ๋นเธอก็แค่นั่งลงไปแป๊บเดียวเองครับ...”
ความโกรธยังคงอัดแน่นอยู่ในอกของศาสตราจารย์เฝิง เขาเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องความถูกต้อง เขาหันไปสั่งนักศึกษาในคณะของตัวเอง
“พวกเธอกลับไปที่ห้องเรียนก่อน อย่ามายืนมุงดูอยู่ตรงนี้”
จากนั้นเขาก็หันไปถลึงตาใส่หัวหน้าห้องที่ยังยืนรีรออยู่
“ยังไม่รีบไปอีก หรือจะให้คนแก่อย่างฉันต้องเดินไปตามเอง?”
หัวหน้าห้องสะดุ้งโหยง รีบหันหลังวิ่งเหยาะๆ ออกไปตามอาจารย์ที่ปรึกษาของคณะบริหารธุรกิจทันที
ใบหน้าของซุนซีอวิ๋นบึ้งตึงลงทันตาเห็น เธอกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
“ศาสตราจารย์เฝิงคะ ฉันอุตส่าห์ขอโทษดีๆ แล้วนะคะ แถมยังบอกว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย ทำไมอาจารย์ถึงได้ใจแคบแบบนี้ กะจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลยหรือไง?”
ศาสตราจารย์เฝิงโกรธจนตัวสั่น “นี่มันตรรกะวิบัติชัดๆ พูดจาข้างๆ คูๆ!”
เฉียวชิงอวี้ไม่มีทางปล่อยให้คนนอกมารังแกศาสตราจารย์เฝิงได้แน่ เพราะทั้งเธอและอาจารย์ต่างก็มีจุดเชื่อมโยงมาจากฐานวิจัยเถิงไห่เหมือนกัน
เฉียวชิงอวี้มองซุนซีอวิ๋นด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เธอชี้ไปที่รอบๆ โรงเรือนแล้วเอ่ยถาม
“นักศึกษาซุน คุณรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน?”
ซุนซีอวิ๋นไม่คิดว่าเฉียวชิงอวี้จะปากเก่งกล้าสอดปากขึ้นมาอีก เมื่อกี้ก็เป็นคนไล่เธอออกจากแปลงข้าวสาลีทีหนึ่งแล้ว เธอขบกรามแน่น อยากจะแกล้งตอบว่าไม่รู้ แต่ด้วยความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี เธอจึงไม่อยากโกหก
“ทำไมฉันจะไม่รู้ ก็โรงเรือนทดลองของศาสตราจารย์เฝิงไง”
“อ๋อ ในเมื่อรู้ว่าเป็นโรงเรือนทดลองของศาสตราจารย์เฝิง งั้นเรื่องต่อไปก็คุยกันง่ายขึ้นแล้ว”
เฉียวชิงอวี้ก้าวเข้ามาประจันหน้า น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังกดดัน
“ฉันรู้ว่าคุณเป็นนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ แต่การอยู่ต่างคณะไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีสิทธิ์บุกรุกเข้ามาถ่ายรูปในเขตพื้นที่วิจัยของศาสตราจารย์เฝิงตามอำเภอใจแบบนี้”
“คุณรู้หรือไม่ว่าในโรงเรือนนี้ปลูกพืชชนิดใดบ้าง? มีผลงานวิจัยสำคัญอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? หรือมีความลับทางวิทยาศาสตร์ที่ยังไม่ถึงเวลาเปิดเผยอยู่หรือเปล่า? การที่คุณเข้ามาถ่ายรูปสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ คุณมีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่?”
[จบบท]