บทที่ 324: หญ้าอานเสิน
ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดวาดฝันเอาไว้ว่า หากในอนาคตมีลูกด้วยกันแล้ว บางทีความสัมพันธ์ที่น่าอึดอัดใจระหว่างสองครอบครัวอาจจะอาศัยความน่ารักของเด็กๆ ช่วยประสานรอยร้าวให้ดีขึ้นได้บ้าง แต่เธอกลับคาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้
เฮ่อซิวอวี้คือลูกชายของพี่ซานกับเมิ่งซือฉี
เธอไม่อาจหาข้อตำหนิใดๆ ในตัวเขาได้เลย ทว่าพอคิดไปถึงวันที่เมิ่งซือฉีกับเฮ่อซานจะต้องมาเผชิญหน้ากัน ความกระอักกระอ่วนใจก็ดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
ทว่า ความกังวลใจทั้งหมดทั้งมวลที่อัดอั้นอยู่ในอก กลับถูกผู้เฒ่าอู่ปัดเป่าให้หายไปอย่างง่ายดายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค บรรยากาศที่เคยตึงเครียดเจือจางลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
จากนั้น เฮ่อซิวอวี้ก็เอ่ยเรียกด้วยรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าและแววตา น้ำเสียงของเขาฟังดูเป็นธรรมชาติอย่างที่สุด
“พ่อครับ แม่ครับ”
โชคดีที่ผู้เฒ่าอู่ได้เตรียมการบอกกล่าวให้ทั้งสองคนเตรียมตัวล่วงหน้าไว้แล้ว เฉียวจื้อไฉจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้วยท่าทางแข็งทื่อเล็กน้อย ก่อนจะหยิบซองอั่งเปาสีแดงสดออกมาแล้วยื่นส่งให้กับเฮ่อซิวอวี้
สำหรับธรรมเนียมทางภาคเหนือแล้ว นี่คือ ‘เงินค่าเปลี่ยนคำเรียกขาน’ เมื่อเปลี่ยนคำเรียกขานแล้ว จากคนอื่นไกลมาเรียกว่าพ่อกับแม่ นั่นย่อมหมายความว่าได้กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริงแล้ว
เฮ่อซิวอวี้รับซองอั่งเปานั้นมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ หัวใจที่เคยแขวนอยู่บนเส้นด้ายก็ค่อยๆ วางลงได้อย่างโล่งอก
ถึงกระนั้น ในซอกหลืบของจิตใจ เขาก็ยังมีความกังวลแฝงอยู่ลึกๆ ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าเมื่อต้องเดินทางกลับไปที่ปักกิ่ง แม่ของเขาจะแสดงท่าทีปั้นปึ่งใส่เฉียวชิงอวี้หรือไม่?
แต่ความเป็นไปได้แบบนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้น เขาไม่ต้องการให้เฉียวชิงอวี้ต้องมารองรับอารมณ์หรือได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ทั้งสิ้น
ในจังหวะนั้นเอง เฉียวชิงอวี้ก็นำกล่องที่บรรจุกำไลหยกส่งมอบให้กับผู้เฒ่าอู่
ชายชรารับกล่องใบนั้นมาพิจารณาดู แววตาที่เคยสงบนิ่งพลันฉายแววโกรธเกรี้ยวขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ด้วยวัยวุฒิและประสบการณ์ เขาก็ข่มอารมณ์นั้นลงไปได้อย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก พร้อมกับสบถออกมา
“ไอ้ชาติหมานั่นมันเป็นขโมยจริงๆ แม้แต่กล่องมันก็ยังขโมยไปทั้งกล่อง”
พูดจบเขาก็เปิดฝากล่องออก หยิบกำไลหยกเนื้อดีที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในออกมา พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง สีหน้าฉายแววโศกเศร้าอาวรณ์ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็เก็บซ่อนความรู้สึกนั้นกลับไป แล้วส่งทั้งกล่องและกำไลหยกให้กับอู่เชี่ยนอวิ๋น
“อาอวิ๋น นี่คือหยกที่แม่ของลูกได้มาโดยบังเอิญตอนที่ลูกอายุได้สองขวบ แม่เขาบอกว่าหยกชิ้นนี้เนื้อดีมาก เหมาะที่จะเก็บไว้ทำสินสอดให้ลูก หยกก้อนนั้นทำกำไลได้สองวง กับจี้หยกอีกหนึ่งชิ้น...”
อู่เชี่ยนอวิ๋นไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับแม่หลงเหลืออยู่เลย
ทว่าในวินาทีนี้ เธอกลับสัมผัสได้ถึงความรักอันมหาศาลที่แม่ผู้ล่วงลับมีต่อเธอผ่านกาลเวลา เธอจ้องมองกำไลหยกในมือแล้วก้มหน้าลงซ่อนความรู้สึก
ผู้เฒ่าอู่เห็นบรรยากาศเริ่มเศร้าจึงรีบหัวเราะเสียงดังกลบเกลื่อน “เก็บไว้เถอะ ดูสิ ของที่เป็นของลูก ยังไงมันก็ต้องเป็นของลูก เห็นไหมว่าสุดท้ายก็ได้กลับคืนมา ไอ้ชาติหมานั่นมันก็เลี้ยงลูกชายออกมาได้ฉลาดหลักแหลมดีเหมือนกัน”
เมื่อพูดจบ เขาก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที โดยชี้นิ้วไปที่ตะกร้าสานซึ่งเฉียวชิงอวี้ถืออยู่
“นี่คือหญ้าอานเสินที่หลานพูดถึงใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
เฉียวชิงอวี้เปิดฝาตะกร้าออก เลขาฯ ฉางผู้รู้หน้าที่รีบนำกระถางต้นไม้สองใบเข้ามาวางรอไว้ทันที เขาจัดการแกะแผ่นพลาสติกที่ห่อหุ้มรากและดินออกอย่างเบามือ แล้วย้ายต้นหญ้าอานเสินลงปลูกในกระถางอย่างระมัดระวัง
กระถางใบนั้นทำจากเหล็กเคลือบอีนาเมลลวดลายวิจิตร งดงามด้วยลายดอกโบตั๋นสีน้ำเงินครามตัดกับพื้นขาวดูสะอาดตา
เมื่อจัดวางเรียบร้อย เฉียวชิงอวี้นำกระถางไปวางไว้บนโต๊ะข้างหัวเตียงในห้องนอนของผู้เฒ่าอู่ แล้วหันมาพูดกับคุณตาที่ยืนมองอยู่ด้านหลัง
“คุณตาคะ จะได้ผลหรือไม่ก็ต้องลองดูนะคะ แต่รับรองว่ามันไม่มีผลเสียต่อสุขภาพของคุณตาแน่นอน”
ผู้เฒ่าอู่ยิ้มตาหยี เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับสรรพคุณของมัน แต่การที่หลานสาวอุตส่าห์หอบหิ้วต้นไม้สองกระถางนี้มาจากแดนไกลเพื่อเขา แค่น้ำใจนี้ก็ทำให้เขาซาบซึ้งจนหัวใจพองโตแล้ว
แต่สิ่งที่ผู้เฒ่าอู่คาดไม่ถึงก็คือ หลังจากที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการนอนไม่หลับติดต่อกันมาหลายเดือน ค่ำคืนนี้เขากลับนอนหลับได้อย่างสนิท
คนที่มีหัวถึงหมอนแล้วหลับได้ทันที คงไม่มีวันเข้าใจความเจ็บปวดของการนอนไม่หลับ
ในกรณีที่อาการหนัก มันคือความทรมานที่ดวงตาแข็งขืนไม่ยอมปิด แม้ร่างกายจะอ่อนล้าเพียงใดแต่สมองกลับตื่นตัวตลอดเวลา มันทรมานจนแทบอยากจะบ้าตาย
แม้ผู้เฒ่าอู่จะไม่ได้มีอาการรุนแรงถึงขั้นนั้น แต่เขาก็เผชิญกับโรคนอนไม่หลับมานานหลายสิบปี มันกัดกินเขามาอย่างยาวนาน เป็นโรคเรื้อรังที่เริ่มเป็นมาตั้งแต่ปีที่อู่เชี่ยนอวิ๋นหายตัวไป การที่เขายังประคองสติและร่างกายมาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะสวรรค์ยังเมตตา และอีกส่วนหนึ่งคือการใช้จิตใจที่เข้มแข็งเข้าสู้
แน่นอนว่ามีการใช้ยาควบคู่ไปด้วย แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีนัก กินไปนานเข้า ร่างกายก็เริ่มดื้อยาจนยานอนหลับแทบจะไร้ผล
ผู้เฒ่าอู่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาเจ็ดโมงเช้าพอดี
เขานอนนิ่งทบทวนความทรงจำ เมื่อคืนนี้น่าจะเข้านอนตอนประมาณสี่ทุ่ม...
เขาลองนึกย้อนดูอย่างละเอียด เขาจำได้ว่าไม่ได้พลิกตัวไปมาด้วยความกระสับกระส่ายเหมือนทุกคืน เขาเพียงแค่อ่านหนังสืออยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ปิดตาลงเพื่อพักสายตา จากนั้น... พอรู้สึกตัวอีกทีก็ลืมตาขึ้นมาในเวลานี้เลย
ชายชราจ้องมองไปยังหญ้าอานเสินสีเขียวขจีสองกระถางที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงด้วยความตกตะลึง
ข้างกายของท่านผู้เฒ่ามีเลขาฯ ส่วนตัวที่ติดตามดูแลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งตามมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เป็นชายวัยสามสิบกว่าปี บุคลิกสุขุมรอบคอบคล้ายกับเลขาฯ ฉาง
โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลาประมาณตีสองของทุกคืน ท่านผู้เฒ่ามักจะตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับอีก
แต่ท่านจะไม่ลุกเดินไปไหน เพียงแค่เปิดโคมไฟหัวเตียง หยิบหนังสือหรือเอกสารขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา
และเลขาฯ ผู้นี้ก็จะมีหน้าที่นำน้ำแกงสงบจิตอุ่นๆ มาเสิร์ฟให้ท่านดื่ม
เผื่อว่าในช่วงเวลาก่อนรุ่งสาง ท่านอาจจะพอข่มตาหลับพักผ่อนได้บ้าง
แต่ทว่า... นับตั้งแต่ท่านผู้เฒ่าหลับไปเมื่อคืน จนกระทั่งถึงเวลาหกโมงเช้าวันนี้ ไฟในห้องนอนใหญ่กลับไม่เคยสว่างขึ้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาแอบย่องเข้าไปดูเงียบๆ ก็พบว่าท่านผู้เฒ่ายังคงนอนหลับสนิท ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
เลขาฯ เหลียงรู้สึกตกใจและประหลาดใจเป็นอย่างมาก
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกยินดีเป็นที่สุด
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายในห้อง เขารีบเปิดประตูเข้าไปทันที ผู้เฒ่าอู่พึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่ยังเจือความงุนงง “เสี่ยวเหลียง เมื่อคืนฉันนอนหลับไปจริงๆ หรือนี่”
“ท่านผู้เฒ่า นี่เป็นเรื่องน่ายินดีมากจริงๆ ครับ ดูสิครับ วันนี้สีหน้าของท่านดูสดใสมากเลย”
“ดี ดี ดี” ท่านผู้เฒ่าพูดคำว่าดีซ้ำๆ ติดกันหลายครั้ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “วันนี้เป็นวันสิ้นปีพอดี นี่ถือเป็นวันรวมญาติครั้งแรกของบ้านเราเลยนะ”
ชายชราลุกขึ้นยืนด้วยความกระปรี้กระเปร่า เป็นจังหวะเดียวกับที่อู่เชี่ยนอวิ๋นเดินเข้ามาในห้อง
ผู้เฒ่าอู่ชี้มือไปที่หญ้าอานเสินบนหัวเตียง “ดูแลมันให้ดีๆ นะ อาอวิ๋น เจ้าต้นนี้เป็นของวิเศษแท้ๆ เมื่อคืนพ่อหลับรวดเดียวจนถึงเช้า เฮ้อ... กี่ปีแล้วนะที่ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้ มันช่างมีความสุขเหลือเกิน”
ด้วยเหตุนี้ หญ้าอานเสินทั้งสองกระถางจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของตระกูลอู่ไปโดยปริยาย
และถ้าจะพูดโดยไม่เกินจริง นับจากวันนี้เป็นต้นไป ผู้เฒ่าอู่ก็ไม่เคยประสบปัญหาการนอนไม่หลับอีกเลย...
ส่วนทางด้านเฉียวจื้อไฉนั้นเป็นคนจิตใจกว้างขวาง ไม่คิดเล็กคิดน้อย หัวใจของเขามีพื้นที่ไม่ลึกนัก แค่บรรจุภรรยากับลูกสาวลงไป พื้นที่ก็แทบจะเต็มแล้ว ดังนั้นคนอย่างเฉียวจื้อไฉจึงไม่รู้จักคำว่านอนไม่หลับ
แต่หานเซียงหลานนั้นต่างออกไป ช่วงนี้มีเรื่องราวให้ต้องขบคิดมากมาย เธอจึงแบ่งต้นหญ้าจากกระถางนั้นออกมาสองสามต้น นำไปใส่กระถางเล็กๆ วางไว้ที่หัวเตียงของตัวเองเช่นกัน
หญ้าอานเสินชุดนี้ เฉียวชิงอวี้เพาะปลูกไว้ทั้งหมดห้าสิบกว่าต้น รอให้พวกมันเติบโตแข็งแรงกว่านี้อีกหน่อย ก็คงจะต้องแยกกระถางขยายพันธุ์ออกไปอีก
เฉียวชิงอวี้รู้สึกปลื้มใจมาก
เมล็ดพันธุ์ที่ออกมาจากห้องแล็บ ทรงประสิทธิภาพสมคำร่ำลือจริงๆ
ตอนนี้หญ้าไม่กี่กระถางนี้ได้กลายเป็นของสำคัญที่สุดในบ้านตระกูลอู่ไปเสียแล้ว
***
จะว่าไป นี่ก็นับเป็นตรุษจีนปีที่สองแล้วที่เฉียวชิงอวี้ได้มาใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้
บรรยากาศเทศกาลตรุษจีนในเมืองอวิ๋นเฉิงนั้นคึกคักและเข้มข้นไม่แพ้ที่ใด ตามตรอกซอกซอยถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงสด ทุกบ้านเรือนต่างพากันติดคำมงคลคู่และตัวอักษร 'ฟู่' (โชคลาภ) สีแดงฉาน
ในยุคนี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามจุดประทัดและดอกไม้ไฟ ดังนั้นเสียงปะทุ 'เปรี๊ยะ ปรั๊วะ' ของประทัดจึงดังระงมไปทั่วทุกสารทิศ
แม้ว่าธรรมเนียมปฏิบัติบางอย่างของที่นี่จะแตกต่างจากทางภาคเหนือ แต่ผู้เฒ่าอู่กลับยืนกรานที่จะจัดงานตามธรรมเนียมทางเหนือทุกประการ เขาต้องการทำทุกอย่างที่ตัวเองมีความสุข เพราะนับตั้งแต่อู่เชี่ยนอวิ๋นหายตัวไป จนกระทั่งหลินหว่านจวินภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจากโลกไป เขาไม่เคยสัมผัสกับความสุขที่แท้จริงเลยสักครั้ง
แต่ในเวลานี้ เขารู้สึกว่าชีวิตของเขาได้รับการเติมเต็มจนสมบูรณ์แล้ว
หลังจากรับประทานอาหารค่ำวันสิ้นปีเสร็จเรียบร้อย เด็กๆ อย่างโต้วโต้วและเฟยเฟยก็จูงมือหรงหรงวิ่งออกไปดูโคมไฟที่หน้าบ้าน
พวกเด็กๆ ไม่ได้วิ่งไปไกล เพียงแค่วนเวียนกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ โดยมีเลขาฯ ฉางและอู่ไท่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ผู้ใหญ่ทั้งสองคนดูจะสนุกสนานราวกับได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง พวกเขาช่วยเด็กๆ จุดประทัดเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่เขาต้องฉลองตรุษจีนอยู่ที่นี่อย่างเงียบเหงา แม้แต่เสียงประทัดสักนัดก็ยังไม่มี ปีนี้หน้าประตูบ้านตระกูลอู่จึงดูครึกครื้นและมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
เฮ่อซิวอวี้ใช้เวลาว่างช่วงพักผ่อนนี้ เรียกเฉียวเซิงเป่ามาตรวจสอบการบ้านและความก้าวหน้าในการเรียน
ส่วนเฉียวชิงอวี้นั้นเข้าไปในครัวเพื่อช่วยนวดแป้งและปรุงไส้เกี๊ยว เตรียมไว้สำหรับห่อเกี๊ยวทานกันในมื้อดึกเพื่อต้อนรับปีใหม่
เวลาล่วงเลยมาจนถึงสองทุ่ม ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว แสงไฟจากโคมและประทัดวูบวาบสว่างไสว
ทันใดนั้น รถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูบ้าน
[จบบท]