บทที่ 34: ความเผด็จการของวิทยาศาสตร์
คำเรียกขานว่า ‘พี่สาวคนสวย’ ที่ดังแว่วมานั้น เปรียบเสมือนน้ำทิพย์เย็นฉ่ำที่ชโลมลงบนหัวใจ ทำให้เหล่าแม่บ้านทหารบกที่นั่งอยู่ในห้องเรียนรู้สึกเบิกบานราวกับมีทุ่งดอกไม้บานสะพรั่งอยู่กลางอก ความรู้สึกขุ่นมัวที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น
เดิมทีพวกเธอไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกับเฉียวชิงอวี้เป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้อดรู้สึกเสียดายแทนเฮ่อซิวอวี้ไม่ได้
ชายหนุ่มอนาคตไกลผู้เปี่ยมด้วยความสามารถกลับต้องมาตกร่องปล่องชิ้น แต่งงานกับผู้หญิงบ้านนอกคอกนาที่ไม่คู่ควร แต่ทว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ แม้พวกเธอจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันอย่างสนิทสนมถึงขั้นกินข้าวหม้อเดียวกัน
แต่การวางตัวที่เปลี่ยนไปของเฉียวชิงอวี้ ทั้งกิริยามารยาทและความเฉลียวฉลาด ก็ทำให้กำแพงอคติในใจของพวกเธอเริ่มสั่นคลอนและค่อยๆ พังทลายลง เปลี่ยนเป็นความรู้สึกชื่นชมในทางที่ดีขึ้นทีละน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีพี่สะใภ้หลี่ผู้กว้างขวางคอยทำหน้าที่เป็นกาวใจ สนิทสนมกลมเกลียวกับเฉียวชิงอวี้ราวกับเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมา ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเฉียวชิงอวี้กับกลุ่มแม่บ้านแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
เมื่อบรรยากาศตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง ทุกคนต่างพากันอมยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางขบคิดตามคำถามปลายเปิดที่เฉียวชิงอวี้ทิ้งปมเอาไว้...
นั่นสิ 1 บวก 1 เท่ากับ 2 เป็นเรื่องพื้นฐานที่เด็กสามขวบยังรู้ แต่ทำไมมันถึงต้องเท่ากับ 2 ล่ะ? แล้วทำไมถึงเป็น 3 ไม่ได้? หรือเป็น 4 ไม่ได้เหรอ?
หลินชุ่ยจวนเป็นคนแรกที่ส่งเสียงตอบรับขึ้นมาทำลายความเงียบงันภายในห้อง เธอยกมือขึ้นกอดอก พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้เต็มเปี่ยม
"นั่นสิคะ ใครๆ ก็รู้ว่า 1 บวก 1 เท่ากับ 2 แต่ทำไมกฎสวรรค์ข้อไหนถึงห้ามไม่ให้มันเป็น 3 กันนะ ฉันเองก็เริ่มสงสัยขึ้นมาตงิดๆ เหมือนกัน”
“คุณครูจูคะ ได้ยินว่าคุณเรียนจบชั้นมัธยมปลายมา เป็นปัญญาชนคนมีความรู้ระดับแถวหน้า คุณช่วยอธิบายให้พวกเราหายข้องใจหน่อยได้ไหมคะว่าทำไม 1 บวก 1 ถึงต้องเป็น 2 เท่านั้น"
คำถามที่ดูเหมือนซื่อๆ แต่กลับพุ่งเข้าเป้าอย่างจังของหลินชุ่ยจวน ทำให้ใบหน้าของจูหมิงลี่ถอดสีจนซีดเผือด ริมฝีปากที่เคยเหยียดยิ้มเยาะเย้ยผู้อื่นเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
ใบหน้าที่เคยเชิดรั้นด้วยความมั่นใจเกินร้อย บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงด้วยความโกรธจัดผสมปนเปไปกับความอับอาย เธอพยายามจะเอ่ยปากโต้ตอบ แต่กลับพูดไม่ออกราวกับมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่คอหอย
เสิ่นเฟินที่นั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ ด้านหลัง ขยับตัวเล็กน้อย เตรียมจะลุกขึ้นมาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ตามสัญชาตญาณของคนเป็นผู้นำที่ไม่อยากเห็นความวุ่นวาย แต่เมื่อลองไตร่ตรองดูอีกที เธอก็เลือกที่จะนั่งลงด้วยท่าทีสงบนิ่งดุจพญาหงส์เช่นเดิม
ในเมื่อกล้าเป็นคนผูกเงื่อน ก็ต้องกล้าที่จะเป็นคนแก้เงื่อนเอง หากจูหมิงลี่เป็นคนก่อเรื่องวุ่นวายนี้ขึ้นมาแล้วไม่มีปัญญาจัดการให้เรียบร้อย ก็คงไม่สมควรได้รับเกียรติให้ยืนโดดเด่นอยู่บนแท่นบรรยายในฐานะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิอีกต่อไป
อีกประการหนึ่ง คำถามของเฉียวชิงอวี้ไม่ได้เป็นการกวนประสาทหรือถามเล่นๆ เหมือนเด็กเล่นขายของ
ในทางกลับกัน ปัญหานี้เป็นหัวข้อถกเถียงระดับโลกที่บรรดานักคณิตศาสตร์หัวกะทิต่างประเทศต้องระดมสมอง เขียนทฤษฎีหนากว่าสามร้อยหน้าเพื่อพิสูจน์บทสรุปอันแสนสั้นนี้
ก้อนหินเพียงก้อนเดียวที่โยนลงไปในน้ำนิ่ง กลับสร้างระลอกคลื่นกระเพื่อมวงกว้างไปทั่วทั้งสระได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เดิมทีเหล่าแม่บ้านพวกนี้ก็ชอบจับกลุ่มคุยสัพเพเหระ นินทาเรื่องชาวบ้านเป็นกิจวัตรประจำวันอยู่แล้ว เมื่อหลินชุ่ยจวนเปิดประเด็นร้อนขึ้นมา มันจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ออกรสออกชาติยิ่งกว่าละครหลังข่าว
อีกทั้งที่นี่เป็นเพียงห้องเรียนภาคค่ำสำหรับแม่บ้านทหารบก ไม่ใช่โรงเรียนที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดจนกระดิกตัวไม่ได้ บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างที่สุด
เสียงพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง ราวกับฝูงนกแตกรัง
"คุณครูจูคะ น้องสะใภ้เฉียวถามได้น่าคิดจริงๆ นะเนี่ย ฉันเกิดมาจนป่านนี้ ผมเริ่มจะหงอกแล้วยังไม่เคยสงสัยเรื่องนี้เลย พอโดนทักเข้าหน่อยก็เริ่มงงเป็นไก่ตาแตกเหมือนกัน ตกลงว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นคะ"
"คุณครูจูเรียนมาสูงต้องรู้คำตอบแน่ๆ ช่วยเล่าให้พวกเราฟังเป็นวิทยาทานประดับสมองหน่อยเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะจำเอาไปถามสามีที่บ้านบ้าง รายนั้นน่ะชอบทำตัวเบ่งว่ารู้ทุกเรื่องครอบจักรวาล คอยดูเถอะเจอคำถามนี้เข้าไปคงใบ้กิน ตอบไม่ได้แน่ๆ"
ห้องเรียนที่เคยเงียบสงบเพื่อรอฟังการบรรยาย กลับกลายสภาพเป็นตลาดสดย่อมๆ ภายในพริบตา
จูหมิงลี่ที่เคยมั่นใจนักหนาว่าตนเองเป็นผู้คุมเกมอยู่เหนือกว่าทุกคน บัดนี้กลับถูกเฉียวชิงอวี้ตลบหลังเข้าอย่างจังจนตั้งตัวไม่ติด เธอจบมัธยมปลายมาก็จริง ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าการจะอธิบายเรื่องนามธรรมพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด
และเธอคงไม่โง่พอที่จะชี้หน้าด่ากราดเฉียวชิงอวี้ว่าโง่เง่าเต่าตุ่นที่บวกลเลขง่ายๆ ไม่เป็น เพราะยิ่งเป็นสัจธรรมที่ดูเรียบง่ายเท่าไหร่ เบื้องหลังของมันมักจะซ่อนทฤษฎีที่ซับซ้อนจนปวดหัวเอาไว้เสมอ
ปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ... เธอไม่รู้วิธีพิสูจน์ทฤษฎีบท 1 บวก 1 เท่ากับ 2 จริงๆ สมองของเธอว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด เหมือนกระดานที่ถูกลบจนเกลี้ยงเกลา
จูหมิงลี่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังโต๊ะบรรยายราวกับรูปปั้นหิน สองมือที่วางค้ำยันบนโต๊ะสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธเกรี้ยว
สายตาที่มองไปยังเฉียวชิงอวี้เต็มไปด้วยความเกลียดชังแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ในขณะที่เฉียวชิงอวี้กลับทำเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ดูไร้พิษภัยกลับไปให้
ช่างเป็นคนที่ไม่รู้จักชะโงกดูเงาหัวตัวเองจริงๆ จูหมิงลี่เป็นคนเริ่มหาเรื่องก่อนแท้ๆ พอเพลี่ยงพล้ำกลับมาโกรธแค้นอีกฝ่ายเสียอย่างนั้น นิสัยพาลเกเรแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
เฉียวชิงอวี้เบ้ปากในใจด้วยความสมเพชเวทนา แต่ภายนอกเธอยังคงรักษากิริยายืนสง่าผ่าเผยอยู่กลางโกดังเก่าๆ ที่ดัดแปลงเป็นห้องเรียน
ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววขบขันขณะจ้องมองท่าทีอึกอักของจูหมิงลี่ ราวกับนักเรียนดีเด่นที่กำลังตั้งตารอคอยความรู้จากอาจารย์ผู้ทรงภูมิปัญญา
"คุณครูจูคะ เงียบไปนานขนาดนี้ หรือว่า... แม้แต่อาจารย์เองก็ไม่ทราบคำตอบเหมือนกันคะ" เฉียวชิงอวี้แสร้งทำสีหน้าฉงนสนเท่ห์ พร้อมเอ่ยถามซ้ำด้วยน้ำเสียงใสซื่อบริสุทธิ์
ในที่สุด จูหมิงลี่ก็เรียกสติที่กระเจิดกระเจิงกลับคืนมาได้ เธอตวาดกลับด้วยน้ำเสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหู น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความโมโหสุดขีด
"เฉียวชิงอวี้! นี่เธอจงใจปั่นป่วนห้องเรียนใช่ไหม! คำถามง่ายๆ แค่นี้จำเป็นต้องพิสูจน์หาพระแสงอะไรกันอีก!"
"คุณครูจูพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะคะ" เฉียวชิงอวี้แย้งขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นทุกถ้อยคำ
"ในเมื่อคุณยืนอยู่ในฐานะครูผู้ให้ความรู้ คุณก็มีหน้าที่ต้องไขข้อข้องใจให้กับนักเรียนอย่างพวกเรา ถ้ารู้ก็บอกว่ารู้ ถ้าไม่รู้ก็ยอมรับว่าไม่รู้ การไม่รู้ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายขายหน้าหรอกค่ะ โลกนี้ยังมีเรื่องอีกตั้งมากมายที่เรายังไม่รู้"
จูหมิงลี่กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ สายตาจ้องเขม็งไปที่เฉียวชิงอวี้ราวกับจะแผดเผาให้มอดไหม้ ก่อนจะโพล่งออกมาโดยไม่ทันยั้งคิด "แล้วถ้าฉันไม่รู้ เธอรู้หรือไง!"
ในใจของจูหมิงลี่เชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเฉียวชิงอวี้ไม่มีทางรู้คำตอบลึกซึ้งนี้แน่ๆ ขนาดคนมีความรู้มีการศึกษาอย่างเธอยังอธิบายไม่ได้
แล้วผู้หญิงบ้านนอกคอกนาที่เรียนไม่จบชั้นประถมอย่างเฉียวชิงอวี้จะไปเข้าใจศัพท์เทคนิคทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงได้อย่างไร ที่ทำปากเก่งอวดดีอยู่นี่ก็คงแค่ดีแต่พูดบลัฟให้ตัวเองดูเหนือกว่าเท่านั้นแหละ
เฉียวชิงอวี้หัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างมีจริต "แหม... ต้องขอโทษด้วยนะคะ บังเอิญว่าฉันรู้เสียด้วยสิ"
หลินชุ่ยจวนที่รอจังหวะซ้ำเติมอยู่แล้ว รีบเสริมขึ้นมาทันควันอย่างกระตือรือร้น "จริงเหรอจ๊ะน้องสะใภ้เฉียว! ถ้าเธอรู้ก็รีบบอกพวกเราหน่อยสิ พวกฉันอยากรู้จะแย่อยู่แล้วเนี่ย ใจจะขาดแล้ว"
ดูท่าทางผู้อำนวยการเซี่ยคงจะกลับไปเล่าเรื่องวีรกรรมแผนการบุกเบิกที่ดินว่างเปล่า และการเพาะกล้าผักกาดขาวอันชาญฉลาดให้ภรรยาฟังแล้วแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นหลินชุ่ยจวนคงไม่แสดงท่าทีเป็นมิตรและออกตัวปกป้องเธอจนออกนอกหน้าขนาดนี้
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า ในเมื่ออีกฝ่ายยื่นไมตรีจิตมาให้ถึงที่ เฉียวชิงอวี้ก็ยิ้มรับด้วยความเต็มใจ เธอพยักหน้าให้หลินชุ่ยจวนอย่างนอบน้อม
"ได้ค่ะ ในเมื่อพี่ๆ อยากรู้กันขนาดนี้ ฉันก็จะลองอธิบายดูนะคะ"
พี่สะใภ้หลี่รีบหันไปโบกไม้โบกมือ ส่งสัญญาณให้เหล่าแม่บ้านเงียบเสียงลง "เอ้าๆ เงียบๆ กันหน่อยทุกคน ฟังน้องสะใภ้เฉียวอธิบายเร็วเข้า จะได้มีความรู้ประดับสมองเอาไว้ยืดอกคุยข่มสามีที่บ้านว่าฉันก็เป็นปัญญาชนเหมือนกันนะยะ"
เหล่าแม่บ้านต่างพากันหัวเราะคิกคักชอบใจ แต่ก็ยอมเงียบเสียงลงอย่างว่าง่าย ทุกสายตาจับจ้องไปที่เฉียวชิงอวี้เป็นจุดเดียว ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจนเนื้อเต้นว่าเธอจะงัดไม้เด็ดอะไรออกมาโชว์
เฉียวชิงอวี้กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาทเล็กน้อย "ความจริงแล้ว... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
"เธอไม่รู้!" จูหมิงลี่ตวาดลั่นแทบจะเต้นเร่าๆ ด้วยความเดือดดาลจนควันออกหู
"ไม่รู้แล้วยังมาทำเป็นพูดจาเพ้อเจ้ออวดฉลาดอยู่ที่นี่ทำไม! เสียเวลาคนอื่นเขา!"
เฉียวชิงอวี้ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านต่ออารมณ์เกรี้ยวกราดดุจพายุบุแคมนั้น ใบหน้าสวยหวานยังคงประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่มองแล้วสบายตา
"คุณครูจูคะ ฉันยังพูดไม่ทันจบประโยคเลย คุณก็สวนขึ้นมาเสียแล้ว อีกอย่าง... ตอนนี้คุณสวมบทบาทเป็นแม่พิมพ์ของชาติ การใช้อารมณ์ชี้นหน้าด่านักเรียนปาวๆ แบบนี้ มันดูไม่งามเลยนะคะ ระวังจะเสียภาพลักษณ์เอา"
จูหมิงลี่ชะงักกึก พูดไม่ออกเหมือนโดนน้ำเย็นสาดหน้า
วินาทีนั้นเอง หางตาของเธอเหลือบไปเห็นเสิ่นเฟินที่นั่งหน้านิ่งสายตาว่างเปล่า อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จู่ๆ หัวใจของเธอก็ร่วงวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความรู้สึกเสียใจเริ่มถาโถมเข้ามาเกาะกินหัวใจ ทำไมเธอต้องหาเรื่องเอาโจทย์เลขบ้าๆ นี่มาหักหน้าเฉียวชิงอวี้ด้วยนะ
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการยกหินก้อนมหึมาทุ่มใส่เท้าตัวเองชัดๆ เจ็บเองแถมยังขายหน้าอีกต่างหาก
แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเลยเถิดมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับได้แล้ว เธอทำได้เพียงกัดฟันกรอด จ้องมองเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย "ไหนเธอบอกว่าเธอรู้ไง! ไหนบอกว่าจะอธิบายให้ทุกคนฟัง!"
"ก็เพราะแบบนี้ไงคะ ฉันถึงบอกว่าพูดยังไม่ทันจบคุณก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย..." เฉียวชิงอวี้ส่ายหน้าเบาๆ
"เอาเถอะค่ะ ฉันจะไม่ถือสาหาความคนใจร้อน"
เฉียวชิงอวี้เว้นจังหวะเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังและน่าเชื่อถือขึ้น ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปเป็นสง่างามราวกับนักวิชาการ
"ฉันมีความรู้น้อย ย่อมไม่สามารถเขียนสูตรคำนวณยืดยาวเพื่อพิสูจน์ที่มาของมันให้ทุกคนดูได้หรอกค่ะ แต่ฉันรู้สัจธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญมาก นั่นคือ 1 บวก 1 จำเป็นต้องเท่ากับ 2 นี่คือกฎเหล็กและเป็นข้อตกลงของจักรวาลที่เราไม่อาจปฏิเสธได้"
เธอผายมือออกกว้างประกอบคำอธิบาย "เราลองคิดกลับกันดูสิคะ ถ้าสมมติว่าวันดีคืนดี 1 บวก 1 ไม่เท่ากับ 2 ขึ้นมา ระบบการคำนวณทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็จะพังพินาศย่อยยับ
ตัวเลขที่เราใช้กันอยู่ทุกวันก็จะรวนไปหมด การค้าขาย การก่อสร้าง แม้แต่การนับเงินทอนก็จะวุ่นวายจนโลกของมนุษย์อยู่ไม่ได้ ดังนั้น 1 บวก 1 จึง 'ต้อง' เท่ากับ 2 เท่านั้นค่ะ ไม่มีทางเลือกอื่น"
เธอคลี่ยิ้มหวานตบท้าย พร้อมสรุปด้วยน้ำเสียงขี้เล่นแต่แฝงข้อคิด "เห็นไหมคะ บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็เป็นเรื่องเผด็จการและไม่มีเหตุผลแบบนี้แหละค่ะ มันสั่งให้เป็นก็ต้องเป็น ห้ามเถียง ห้ามสงสัย"
เสิ่นเฟินที่นั่งฟังอยู่อย่างตั้งใจ ถึงกับคลายสีหน้าเคร่งขรึมลง ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างพอใจ คำอธิบายนี้แม้จะฟังดูกวนๆ ไปบ้าง แต่ก็แฝงไปด้วยปรัชญาที่ลึกซึ้งและเข้าใจง่ายอย่างเหลือเชื่อ เป็นการตอบคำถามที่ฉลาดหลักแหลมมาก
เหล่าแม่บ้านนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อประมวลผลตามคำพูดนั้น ก่อนจะพากันพยักหน้าหงึกหงักด้วยความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หลินชุ่ยจวนเจ้าเก่าตบเข่าฉาดเสียงดัง หัวเราะร่าอย่างถูกใจ
"น้องสะใภ้เฉียวพูดถูกใจจริงๆ! ถ้า 1 บวก 1 ไม่เท่ากับ 2 บัญชีรายรับรายจ่ายที่ฉันทำคงมั่วซั่วไปหมดแน่ๆ เพราะฉะนั้นมันต้องเท่ากับ 2 เท่านั้น ห้ามเถียง จบข่าว! มันช่างเผด็จการและไม่ฟังเหตุผลจริงๆ ด้วยแฮะ!"
เมื่อหลินชุ่ยจวนเปิดโรงหัวเราะ เสียงหัวเราะอย่างชอบใจของคนอื่นๆ ก็ตามมาดังก้องไปทั่วห้องเรียนชั่วคราว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน
พี่สาวอู๋เกิดนึกสนุกขึ้นมาบ้าง เธอยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาแกว่งไปมาตรงหน้าเพื่อนๆ "พวกเธอดูสิ นี่คือมือ ใช่ไหม? ทำไมเราถึงเรียกมันว่ามือล่ะ ก็เพราะมันคือมือไง ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น เผด็จการสุดๆ ไม่ยอมให้เรียกว่าอย่างอื่นเลย!"
เพื่อนข้างๆ นึกหมั่นไส้เลยตบเพียะเข้าที่หลังมือของพี่สาวอู๋ "ใครบอกล่ะ! มือคู่นี้ยังเรียกว่า 'อุ้งตีน' ได้ด้วยนะยะ"
พี่สาวอู๋ค้อนขวับทันที "ยัยพี่สะใภ้รอง! ปากเสีย มือหล่อนสิอุ้งตีน มือฉันเขามีไว้ร้อยพวงมาลัยสวยๆ ย่ะ"
"ฮ่าๆๆ อุ้งตีนงั้นเหรอ คิดได้ไงเนี่ย!"
เสียงหัวเราะครื้นเครงดังสนั่นหวั่นไหว กลบความตึงเครียดเมื่อครู่จนหมดสิ้น บรรยากาศในโกดังเก็บของที่เคยอึมครึม บัดนี้เปลี่ยนเป็นสดใสและเต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
[จบบท]