บทที่ 37: การร่วมมือครั้งใหม่
คำพูดตรงไปตรงมาของฟางเสี่ยวเหมยเล่นเอาใบหน้าของรองหัวหน้าเฉียนแดงก่ำลามไปถึงใบหูด้วยความขัดเขิน
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆ เพื่อกลบเกลื่อนความกระดากอาย ในใจก็นึกตำหนิตัวเองที่ปล่อยให้เรื่องราวมันคาราคาซังจนกลายเป็นสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้
ต้องยอมรับตามตรงว่าก่อนจะแบกหน้ามาที่นี่ เขาไม่เคยคิดระแวงเลยสักนิดว่าดีลการเช่าที่ดินรกร้างของเฉียวชิงอวี้จะล่มไม่เป็นท่า
ในเมื่อการเช่าที่ดินไม่เกิดขึ้น ตามกฎระเบียบแล้ว ทางคอมมูนก็มีหน้าที่ต้องคืนเงินค่ามัดจำเมล็ดพันธุ์จำนวนสองพันหยวนนั้นให้กับเฉียวชิงอวี้ไป
แต่ปัญหาใหญ่เท่าภูเขาที่ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับจนขอบตาคล้ำก็คือ ถังเงินของคอมมูนตอนนี้แห้งสนิทจนแทบจะเห็นก้นถังแล้ว
เงินระดมทุนกว่าสี่พันหยวนที่รวบรวมมาได้อย่างยากลำบาก ตอนนี้ร่อยหรอเหลือติดบัญชีอยู่แค่ไม่กี่ร้อยหยวนเท่านั้น มิหนำซ้ำป่านเชียนซือที่เพิ่งจะหว่านเมล็ดลงดินไปก็ยังต้องลุ้นกันจนตัวโก่ง
ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันวิตกจริต กลัวว่าผลผลิตจะไม่ออกดอกออกผลตามที่วาดฝันไว้
หากโครงการนี้ล้มเหลวขึ้นมาจริงๆ รองหัวหน้าเฉียนรู้ชะตากรรมตัวเองดีว่าคงหนีไม่พ้นข้อหา 'คนบาปของคอมมูนเซี่ยซี' เป็นแน่
แค่ตอนนี้เสียงนินทาก็เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ลับหลังเขา ชาวบ้านบางกลุ่มถึงกับก่นด่าสาดเสียเทเสียว่าเขาเป็นตาแก่เลอะเลือนที่เอาเงินทองของส่วนรวมไปละลายแม่น้ำเล่น
แต่คนโบราณเขาว่าไว้ ง้างธนูแล้วก็ต้องยิง จะมาเปลี่ยนใจหันหลังกลับกลางคันไม่ได้อีกแล้ว ในเมื่อตัดสินใจก้าวเท้าลงเรือลำนี้มาแล้ว เขาก็มีแต่ต้องกัดฟันเดินหน้าต่อไปให้สุดทางเท่านั้น
อีกอย่างหนึ่งที่น่าแปลกใจคือ ลึกๆ ในใจของรองหัวหน้าเฉียนกลับมีความเชื่อมั่นในตัวเด็กสาวตรงหน้าอย่างประหลาด สัญชาตญาณบางอย่างบอกเขาว่าเฉียวชิงอวี้จะไม่พาเขาเดินลงเหวแน่นอน เธอต้องมีไม้เด็ดอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ
และความเชื่อมั่นนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นกล่องไม้ใบเก่าที่วางแอบอยู่มุมห้อง
ภายในกล่องนั้นอัดแน่นไปด้วยพืชผักสีเขียวขจีดูสดชื่นตัดกับความแห้งแล้งภายนอก ทั้งผักกาดขาวต้นอวบอ้วน ผักโขมใบเขียวสดน่าทาน และต้นหอมที่ยาวเฟื้อยเท่าตะเกียบ
ด้วยประสบการณ์การเป็นเกษตรกรมาค่อนชีวิต รองหัวหน้าเฉียนมองแวบเดียวก็ดูออกทันทีว่าเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ปลูกผักพวกนี้ต้องเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดระดับหัวกะทิชนิดหาตัวจับยาก
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางงอกงามได้ขนาดนี้ในสภาพแวดล้อมที่แร้นแค้นของที่นี่
พอความมั่นใจเริ่มกลับมา รองหัวหน้าเฉียนก็นิ่งเงียบ ขมวดคิ้วใช้ความคิดอย่างหนัก เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งว่าจะทำเรื่องสัญญาเงินกู้แปะโป้งเงินสองพันหยวนของเฉียวชิงอวี้ไปก่อนดีไหม หรือจะเสนอทางเลือกอื่นที่แฟร์กับทั้งสองฝ่ายมากกว่า
"ชิงอวี้... เอาอย่างนี้ดีไหม" รองหัวหน้าเฉียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"ที่ดินรกร้างในเขตคอมมูนของเราจริงๆ แล้วยังมีอีกเยอะแยะเลยนะ ไม่ใช่แค่ตรงแถวบ้านพักนี่หรอก"
คอมมูนเซี่ยซีมีอาณาเขตครอบคลุมกว้างขวางกินพื้นที่หลายสิบกองพลผลิต มีที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีอยู่เพียบ เมื่อก่อนมันเคยมีหญ้าขึ้นปกคลุมพอให้สัตว์ได้เล็มบ้าง
แต่พอชาวบ้านเริ่มเลี้ยงวัวเลี้ยงแพะกันเยอะขึ้น หญ้าพวกนั้นก็โดนแทะเล็มจนเกลี้ยงเตียนโล่ง ประกอบกับลมพายุทรายที่พัดโหมกระหน่ำไม่เว้นวัน ทำให้หน้าดินเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนตอนนี้แทบจะเพาะปลูกอะไรไม่ได้แล้ว
ที่ดินสภาพแบบนี้มีอยู่เกลื่อนกลาดไปหมด ไม่ใช่แค่เฉพาะบริเวณรอบๆ บ้านพักชั่วคราวของงานวิจัยเถิงไห่เท่านั้น
ถึงแม้ตอนนี้ที่เมืองซีชวนจะยังไม่มีประกาศใช้นโยบาย 'เหมาจ่ายผลผลิตตามครัวเรือน' อย่างเป็นทางการ แต่เขาก็ได้ยินข่าววงในแว่วมาว่า อย่างช้าที่สุดภายในปีหน้า นโยบายนี้จะต้องถูกนำมาบังคับใช้แน่นอน
เพราะเอกสารสั่งการจากเบื้องบนได้ถูกส่งลงมาปูทางเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่แน่นอนเหมือนตอกตะปูฝาโลง
แต่พอนึกถึงความเหนื่อยยากแสนเข็ญในการทำไร่ไถนา รองหัวหน้าเฉียนก็อดเป็นห่วงเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้
การเหมาที่ดินไปทำกินเองหมายความว่าต้องรับผิดชอบตัวเองทุกขั้นตอน ทางคอมมูนจะไม่ส่งคนหรือส่งเครื่องมือไปช่วยอำนวยความสะดวกให้ นี่คือกฎเหล็กของการ "รับเหมา"
รองหัวหน้าเฉียนลังเลอยู่พักหนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจพูดความในใจและยื่นข้อเสนอใหม่ออกมาอย่างตรงไปตรงมา
"ชิงอวี้ ฉันว่าอย่างนี้ดีไหม... เงินสองพันหยวนนั่น ฉันขอเปลี่ยนเป็นให้เธอเช่าที่ดินรกร้างของคอมมูนแทน ฉันจะคิดราคาค่าเช่าแบบมิตรภาพชนิดถูกที่สุดให้เลย”
“เธออยากจะเช่ากี่ปีก็ว่ามาได้เลย ฉันเซ็นอนุมัติให้เต็มที่ ถือว่าเป็นการหักลบกลบหนี้กันไป ส่วนที่ดินที่ว่านั่นมีอยู่ผืนใหญ่ประมาณสามพันหมู่ ถึงจะเป็นที่ดินรกร้างที่ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น แต่มันก็ยังอยู่ในความดูแลของคอมมูนอยู่ดี"
เฉียวชิงอวี้ฟังข้อเสนอแล้วก็นิ่งคิดตาม จริงๆ แล้วเธอก็แอบเล็งทางหนีทีไล่ไว้ในใจอยู่แล้ว
สถานการณ์ของเธอตอนนี้คือตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบ การทำเกษตรกรรมสเกลใหญ่มันต่างจากการนั่งเย็บกระเป๋าผ้าขายของจุกจิกอย่างสิ้นเชิง
ตอนที่เธอร่วมมือกับพี่สะใภ้หลี่เย็บกระเป๋าผ้าขาย เวลาจะเอาของไปขาย เธอสามารถแบกถุงไปคนเดียวได้สบายๆ งานแบบนั้นใช้แรงงานแค่คนหรือสองคนก็เอาอยู่หมัด
แต่สำหรับการพลิกฟื้นผืนดินรกร้างขนาดมึหมาสามพันหมู่ให้กลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกสีเขียว ถ้าไม่มีเครื่องจักรทุ่นแรงขนาดใหญ่ และไม่มีกองทัพแรงงานจำนวนมากเข้ามาช่วย การจะทำให้สำเร็จก็เป็นได้แค่ความเพ้อฝันกลางวันแสกๆ เท่านั้น
ทว่าตอนที่เธอตัดสินใจจะยื่นมือเข้าช่วยรองหัวหน้าเฉียน เธอได้ร่างแผนการคร่าวๆ เอาไว้ในสมองเรียบร้อยแล้ว
"รองหัวหน้าเฉียนคะ เรื่องที่ดินรกร้างสามพันหมู่นั่น ฉันสนใจมากค่ะ" เฉียวชิงอวี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใสเจือรอยยิ้ม ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายระยิบระยับ
"แต่ฉันอยากจะขอเปลี่ยนรูปแบบการเช่าสักหน่อยจะได้ไหมคะ"
เมื่อเห็นท่าทีที่ดูมั่นอกมั่นใจของหญิงสาว ความกังวลที่สุมอยู่ในอกของรองหัวหน้าเฉียนก็มลายหายไปเกินครึ่ง ดูท่าทางเด็กคนนี้จะมีของดีอยู่กับตัวจริงๆ
"ว่ามาเลย เธออยากจะเปลี่ยนเป็นแบบไหน ฉันพร้อมรับฟังเต็มที่" เขารีบถามกลับด้วยความกระตือรือร้น
เฉียวชิงอวี้ขยับตัวนั่งหลังตรงขึ้นเล็กน้อย ปรับสีหน้าให้ดูจริงจังขึ้น "เรามาทำสัญญา 'ร่วมทุน' กันดีไหมคะ”
“ฉันจะเป็นคนออกค่าเมล็ดพันธุ์และจัดหาเครื่องจักรบางส่วนมาให้ ส่วนทางคอมมูนก็ช่วยสนับสนุนเรื่องแรงงานและอุปกรณ์การเกษตรที่มีอยู่”
“ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยหรือขาดทุนขึ้นมา ฉันจะเป็นคนรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดเอง ทางคอมมูนไม่ต้องควักเนื้อแม้แต่สตางค์แดงเดียว"
เธอเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อ "แต่ถ้าได้ผลผลิตและมีกำไร หลังจากหักต้นทุนทั้งหมดแล้ว เราจะแบ่งกำไรกันคนละครึ่ง”
“สิทธิในการครอบครองที่ดินยังคงเป็นของคอมมูนเหมือนเดิม แต่หลังจากครบหนึ่งปี ฉันขอสิทธิ์ในการพิจารณาเช่าที่ดินผืนนี้ก่อนใคร... คุณคิดว่าเงื่อนไขนี้พอจะรับได้ไหมคะ"
ดวงตาของรองหัวหน้าเฉียนเบิกกว้างขึ้นแทบจะถลนออกมา ประกายความหวังฉายชัดในแววตา ข้อเสนอนี้ยิ่งกว่าดีเสียอีก มันยอดเยี่ยมชนิดหาที่ติไม่ได้เลย! แบบนี้ทางคอมมูนก็ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรเลยสักนิด มีแต่ได้กับได้เห็นๆ
แต่พอความดีใจผ่านพ้นไป ความละอายใจก็เริ่มคืบคลานเข้ามาแทนที่ "ชิงอวี้... จะทำแบบนั้นได้ยังไง ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา เธอต้องรับผิดชอบคนเดียวทั้งหมดเลยนะ มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย ถ้าจะร่วมมือกันจริงๆ ฉันว่าเราต้องแก้สัญญาตรงนี้หน่อยไหม"
เฉียวชิงอวี้ยิ้มละไม ส่ายหน้าปฏิเสธเบาๆ "รองหัวหน้าเฉียนคะ รูปแบบการร่วมทุนแบบนี้ ชาวบ้านน่าจะยังไม่คุ้นเคยใช่ไหมคะ"
"ใช่... ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกจากปากเธอนี่แหละ" เขาพยักหน้ารับซื่อๆ
"นั่นแหละค่ะ ถ้าฉันให้ทางคอมมูนร่วมรับผิดชอบความเสี่ยงด้วย ฉันเกรงว่าจะเจอกระแสต่อต้านจากชาวบ้านจนงานเดินไม่ได้" เฉียวชิงอวี้อธิบายด้วยน้ำเสียงใจเย็น
"ตอนนี้ป่านเชียนซือแปดร้อยหมู่แรกยังไม่เห็นดอกเห็นผล ถ้าจู่ๆ จะไปเพิ่มภาระความเสี่ยงอีกสามพันหมู่ คงไม่มีใครกล้าเอาด้วยแน่ๆ"
เธอรู้ดีว่าถึงแม้เขาจะเป็นถึงรองหัวหน้าคอมมูนที่มีอำนาจตัดสินใจ แต่เขาก็ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงแทนปากท้องของทุกคนได้
สำหรับเฉียวชิงอวี้ ต้นทุนเรื่องเมล็ดพันธุ์ของเธอนั้นแทบจะเป็นศูนย์เพราะมีห้องแล็บมิติส่วนตัวอยู่แล้ว สิ่งที่เธอต้องควักกระเป๋าจ่ายจริงๆ คือค่าเช่าเครื่องจักรและค่าน้ำมันเท่านั้น
ในมุมมองของเธอ แรงงานคนในยุคนี้มีค่ามหาศาล เธอไม่ต้องการเอาเปรียบหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้านฟรีๆ และการรับความเสี่ยงไว้เองก็เป็นวิธีซื้อใจที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นธุรกิจ
"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันมั่นใจว่าฉันทำได้" น้ำเสียงของเธอหนักแน่นราวกับตอกเสาเข็ม
เมื่อเห็นความมั่นใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของเด็กสาว รองหัวหน้าเฉียนก็นึกเชื่อมโยงไปถึงแปลงป่านเชียนซือที่เพิ่งลงดินไป ความเชื่อมั่นของเขาก็พุ่งสูงขึ้นมาอีกครั้ง
เขาจึงเลิกคัดค้านเรื่องการแบ่งรับความเสี่ยง เพราะถ้าขืนดึงดันไป ชาวบ้านอาจจะลุกฮือขึ้นมาประท้วง หรือดีไม่ดีอาจจะแห่กันไปฟ้องนายอำเภอเล่นงานเขาจนกระเด็นตกเก้าอี้ก็ได้
เอาเป็นว่า... ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาในฐานะรองหัวหน้าก็จะขอร่วมรับผิดชอบในส่วนของตัวเองเงียบๆ ก็แล้วกัน
เมื่อตกลงเงื่อนไขหลักกันได้แล้ว บทสนทนาก็ไหลลื่นไปสู่รายละเอียดการทำงานยิบย่อย ส่วนเรื่องหนี้สินสองพันหยวนที่คอมมูนติดค้างอยู่ ก็ถูกนับรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนในการลงทุนครั้งนี้โดยปริยาย
รองหัวหน้าเฉียนร้อนใจอยากจะรีบกลับไปเปิดประชุมเพื่อหารือเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด จึงรีบขอตัวกลับ โดยตกลงกันว่าถ้ามติในที่ประชุมผ่านฉลุย พรุ่งนี้เขาจะส่งรถแทรกเตอร์ของคอมมูนมารับเธอไปดูที่ดิน แต่ถ้าไม่ผ่าน ก็จะให้ฟางเสี่ยวเหมยมาแจ้งข่าวร้าย
ก่อนกลับ เฉียวชิงอวี้หันไปที่แปลงผักในกล่องไม้ ผักกาดขาวพวกนี้เธอเก็บกินไปแล้วสองรอบ แถมยังแบ่งไปให้พี่สะใภ้หลี่กับเสิ่นเฟินคนละรอบ ตอนนี้เหลือรอดอยู่ประมาณสามสิบกว่าต้น
เธอตัดสินใจถอนผักกาดขาวต้นอวบๆ ออกมาสิบต้น ยื่นส่งให้รองหัวหน้าเฉียนและฟางเสี่ยวเหมย
"รองหัวหน้าเฉียนกับเสี่ยวเหมยเอานี่ไปลองชิมดูนะคะ ถือว่าเป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากฉันค่ะ"
ผักกาดขาวพวกนี้เติบโตเร็วมากราวกับเป่าลม ตอนนี้มีใบซ้อนกันแน่นขนัดถึงแปดเก้าชั้นแล้ว แถมยังเป็นพันธุ์โบราณที่เนื้อแน่น น้ำน้อย รสชาติหวานเข้มข้น เวลาเธอทำซุปไข่ แค่ใส่ผักกาดขาวลงไปหัวเดียว ผักก็ฟูล้นชามจนแทบมองไม่เห็นไข่
รองหัวหน้าเฉียนและฟางเสี่ยวเหมยรับผักไปด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะเดินยิ้มหน้าบานหอบผักกลับไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากแขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว เฉียวชิงอวี้ก็ลงมือพรวนดินในส่วนที่ว่างลง แล้วจัดการโรยเมล็ดผักกาดขาวชุดใหม่ลงไปทันที พืชชนิดนี้โตไว กินง่าย แถมยังมีวิตามินสูง เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นเสบียงสำรองในยุคที่อาหารการกินยังไม่สมบูรณ์แบบนี้
เมื่อจัดการงานสวนครัวเสร็จ เธอก็เดินไปที่ชั้นวางของ หยิบขวดแก้วใบหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
ขวดใบนี้ทำจากแก้วใส ฝาเป็นพลาสติก แต่ด้านในฝามีจุกไม้ก๊อกอัดแน่นอยู่ ถ้าส่องดูดีๆ จะเห็นรูพรุนเล็กๆ มากมายที่ช่วยในการระบายอากาศ
ก่อนหน้านี้ตอนที่ลุงใหญ่เอาถั่วเหลืองมาให้ เธอแอบคัดเมล็ดที่สมบูรณ์ๆ ใส่ลงไปในขวดนี้เพื่อทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์
เธออยากพิสูจน์ให้แน่ใจว่าเมล็ดพันธุ์วิเศษที่งอกงามผิดธรรมชาตินั้น เป็นเพราะพันธุกรรมของตัวเมล็ดเอง หรือเป็นเพราะภาชนะที่ใส่มีผลต่อการเจริญเติบโต
ผลปรากฏว่า ถั่วเหลืองในขวดก็ยังคงสภาพเป็นแค่ถั่วเหลืองธรรมดา ไม่มีวี่แววว่าจะแตกหน่อหรือเติบโตขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นเป็นเครื่องยืนยันสมมติฐานของเธอว่า ขวดพวกนี้ไม่ได้มีคุณสมบัติวิเศษในการเร่งการเจริญเติบโตแต่อย่างใด
เฉียวชิงอวี้วางขวดลง แล้วหยิบกระดาษปากกาขึ้นมาจดบันทึก เธอจดรายละเอียดของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ไปในช่วงนี้อย่างละเอียด ทั้งชนิด สายพันธุ์ จำนวน และวันเวลาที่นำออกมาใช้
หากสามารถคว้าสัญญาเช่าที่ดินรกร้างสามพันหมู่นั้นมาได้จริงๆ เธอวางแผนไว้ในหัวแล้วว่าจะใช้พื้นที่สองพันหมู่สำหรับปลูกป่านเชียนซือ ส่วนอีกหนึ่งพันหมู่ที่เหลือ เธอจะลง "หญ้าข้าวบาร์เลย์"
หญ้าข้าวบาร์เลย์จากห้องแล็บเมล็ดพันธุ์หมายเลข 001 นั้นมีความพิเศษแตกต่างจากหญ้าข้าวบาร์เลย์ทั่วไปในยุคนี้ตรงที่มันมีความ "อึด" กว่ามาก มันไม่เรื่องมากเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ว่าจะร้อนแล้งแค่ไหนก็เอาอยู่
รากของมันสามารถชอนไชลงไปในดินได้ลึกพอๆ กับป่านเชียนซือ ระบบรากที่แข็งแรงนี้จะช่วยกักเก็บความชื้นในดิน พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้งแตกระแหงให้กลับมาชุ่มชื้นมีชีวิตชีวา ส่วนใบของมันก็นำไปแปรรูปเป็นชาสมุนไพรเพื่อสุขภาพได้
สรรพคุณของชาใบข้าวบาร์เลย์พันธุ์นี้ก็ไม่ใช่เล่นๆ ดื่มแล้วช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง แถมยังมีฤทธิ์ช่วยเผาผลาญไขมัน เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพที่อยากดูแลรูปร่างอีกด้วย
แผนการในหัวของเฉียวชิงอวี้เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น การเดิมพันครั้งนี้ เธอมีแต่คำว่า 'ต้องชนะ' เท่านั้น
[จบบท]