บทที่ 371: เล่นเอาไปไม่เป็น
เฉียวชิงอวี้หันไปกำชับลุงใหญ่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะช่วงนี้มีเรื่องสำคัญต้องจัดการ เธอไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดจึงย้ำเตือนอีกครั้งว่า “ลุงใหญ่คะ ช่วงสองสามวันนี้ต้องกำชับให้มีคนอยู่เวรที่ที่ทำการกลุ่มการผลิตตลอดเวลาทำการนะคะ ห้ามให้ขาดคนเด็ดขาด”
เฉียวจื้อหย่วนยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น “เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ลุงจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
จากนั้นเขาก็มองเวลาแล้วเอ่ยชวนหลานสาว “เที่ยงพอดี ได้เวลากินข้าวแล้ว ปะ กลับบ้านกัน ป้าสะใภ้ใหญ่ของหลานบอกว่าจะทำเกี๊ยวไส้ผักดองให้กิน เห็นว่าเตรียมแป้งเตรียมไส้ไว้รอแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียงพูดของลุงใหญ่ ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในสำนักงาน เขาคือเฉียวเซิงเป่า ลูกพี่ลูกน้องของเธอนั่นเอง ชายหนุ่มตะโกนบอกด้วยความตื่นเต้น “พ่อ ชิงอวี้ รีบกลับบ้านเร็วเข้า เกี๊ยวห่อเสร็จแล้ว แม่ให้มาตามไปกินตอนร้อนๆ”
เฉียวจื้อหย่วนหันไปสั่งงานเจ้าหน้าที่การเงินให้เฝ้าสำนักงานไว้ ส่วนตัวเองก็พาเฉียวชิงอวี้และเฉียวเซิงเป่าเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน
ทว่าระหว่างทางกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อพวกเขาบังเอิญเดินสวนกับเฉียวจื้อไห่เข้าพอดี ต้องบอกว่าการไม่ได้เจอกันแค่สามวัน อีกฝ่ายเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ เฉียวชิงอวี้ถึงกับหยุดเดินแล้วกวาดตามองสภาพของลุงรองอย่างพิจารณา
เขาโผล่มาในสภาพสวมเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่เทอะทะ ทับสูทลายยับยู่ยี่ด้านใน บนศีรษะสวมหมวกนวมกันหนาว รักแร้หนีบกระเป๋าผ้าใบมอซอ ที่น่าขบขันที่สุดคือแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่ที่ขัดกับสภาพอากาศและเครื่องแต่งกายอย่างสิ้นเชิง
พอเห็นว่าเป็นเฉียวชิงอวี้ เฉียวจื้อไห่ก็ถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นท่าทางยียวนกวนประสาท เขาแสยะยิ้มพร้อมเอ่ยทักทายด้วยวาจาเหน็บแนม “โอ้โฮ นี่มันหลานสาวเศรษฐีใหญ่นี่นา กลับมาบ้านเกิดแบบหรูหราเชียวนะ เป็นไงล่ะ ได้ดิบได้ดีแล้วสินะ”
คำพูดถากถางนั้นทำให้เฉียวจื้อหย่วนโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ ลำพังแค่น้องชายตัวดีมาหาเรื่องเขาก็พอทนได้ แต่นี่ถึงขั้นกล้าพูดจาแดกดันหลานสาวต่อหน้าต่อตา มันชักจะมากเกินไปแล้ว ไอ้คนเนรคุณคนนี้มันน่าโมโหนัก เฉียวจื้อหย่วนทำท่าจะพุ่งเข้าไปเตะสั่งสอนน้องชายปากเสียสักที
แต่เฉียวชิงอวี้ไวกว่า เธอรีบคว้าแขนลุงใหญ่เอาไว้เพื่อห้ามปรามไม่ให้มีเรื่องมีราว จากนั้นก็หันไปส่งยิ้มหวานให้เฉียวจื้อไห่ราวกับไม่ถือสาหาความ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใสเป็นธรรมชาติ “ลุงรอง ไปไหนมาคะ แต่งตัวเท่เชียว”
แม้เฉียวจื้อไห่จะมีอายุอานามปาเข้าไปห้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ลึกๆ ในใจก็ยังเกรงกลัวพี่ชายคนโตอยู่ไม่น้อย
เขารู้ตัวว่าผิดที่ไปเล่นการพนันจนเสียเงินทอง ทำให้แม่เฒ่าและพี่ชายต้องคอยตามแก้ปัญหา แต่เขาก็อดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมคนบ้านนี้ถึงได้หัวแข็งนัก แค่ช่วยบีบให้เฉียวจื้อไฉยอมจ่ายเงิน ทุกอย่างก็จบแล้ว จะได้สบายกันทั้งบ้านแท้ๆ
พอเห็นพี่ชายทำท่าจะเอาเรื่อง เฉียวจื้อไห่ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มประจบประแจงทันที “ชิงอวี้ ลุงก็แค่ล้อเล่นขำๆ เอง พอรู้ว่าหลานกลับมา ลุงก็รีบกลับมาหาเลยนะเนี่ย”
เฉียวชิงอวี้หัวเราะเบาๆ พลางพยักหน้าเออออ “หนูก็รู้อยู่แล้วค่ะว่าลุงรองแค่ล้อเล่น ไม่อย่างนั้นอยู่ดีๆ ลุงจะมาพูดจาประชดประชันหนูทำไมจริงไหมคะ หนูกับลุงก็ไม่ได้มีเรื่องโกรธเคืองอะไรกันเสียหน่อย ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน หนูเอาลูกอมแจกหลานๆ บ้านลุงทุกคน ของฝากก็ซื้อให้ป้าสะใภ้รองกับพวกพี่สะใภ้ไม่เคยขาด”
หญิงสาวเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะร่ายยาวด้วยรอยยิ้มเย็น “ตอนที่สร้อยข้อมือแม่หนูถูกป้าสะใภ้รองขโมยไปขาย แล้วเอาเงินไปแบ่งกับน้องชายตัวเอง ทางบ้านหนูก็ไม่ได้เรียกร้องเงินคืนสักหยวน”
“ครั้งก่อนที่คุณตามาเยี่ยม ของที่ขนมาฝาก พวกลุงก็กินก็ใช้กันไปตั้งเท่าไหร่ เสื้อไหมพรมที่ป้าสะใภ้รองใส่อยู่ตอนนี้ ก็เงินแม่หนูซื้อให้ทั้งนั้นแหละค่ะ”
เธอพูดต่ออย่างลื่นไหลโดยไม่เปิดช่องว่างให้อีกฝ่ายแทรก “เพราะแบบนี้ไงคะ หนูถึงมั่นใจว่าลุงรองไม่มีทางพูดจาแย่ๆ ใส่หนูหรอก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลุงใหญ่ช่วยเหลือครอบครัวหนูมาตลอด บุญคุณนี้หนูจดจำไว้เสมอ”
“แต่ในทางกลับกัน หนูก็จำได้แม่นเหมือนกันว่าโตมาจนป่านนี้ หนุยังไม่เคยได้กินลูกอมของลุงรองสักเม็ด แม่หนูเย็บรองเท้าให้ลูกหลานบ้านลุงตั้งกี่คู่ อย่าว่าแต่ค่าแรงเลยค่ะ แค่เชือกผูกผมสีแดงสักเส้น ป้าสะใภ้รองยังไม่เคยซื้อให้หนูเลย แม้แต่เศษด้ายก็ยังไม่เคยเห็น”
ถ้าคำพูดเหล่านี้หลุดออกมาจากปากแม่เฒ่าหรือเฉียวจื้อหย่วน เฉียวจื้อไห่คงทำหูทวนลมไม่รู้สึกรู้สา แต่พอเป็นหลานสาวรุ่นลูกรุ่นหลานมาพูดใส่หน้าด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อยแบบนี้
เขาถึงกับหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอาย ที่สำคัญคือจังหวะการพูดของเฉียวชิงอวี้ช่างร้ายกาจ เธอพูดด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่เร็ว แต่ต่อเนื่องจนคนฟังหาจังหวะแทรกไม่ได้เลย
ยังไม่ทันที่เฉียวจื้อไห่จะอ้าปากแก้ตัว เฉียวชิงอวี้ก็แสร้งทำท่ากระซิบกระซาบ “ลุงรองคะ เรื่องที่หนูพูดเมื่อกี้ อย่าไปบอกป้าสะใภ้รองหรือพ่อหนูนะคะ ถึงหนูจะมองว่าครอบครัวลุงเห็นแก่ตัวแล้วก็ขี้เหนียวสุดๆ แต่จะทำไงได้ ก็ลุงเป็นลุงรองของหนู ส่วนป้าหวังเหมยก็เป็นป้าสะใภ้รองนี่นา หนูก็ต้องทำใจยอมรับแหละค่ะ”
เจอไม้นี้เข้าไป เฉียวจื้อไห่ถึงกับไปไม่เป็น ถูกหลานด่าว่าเห็นแก่ตัวและขี้เหนียวซึ่งหน้า แต่ดันพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังปรึกษาปัญหาชีวิต เขาได้แต่อึกอักพูดไม่ออก เฉียวชิงอวี้เห็นดังนั้นจึงพูดต่อ
“อ้อ จริงสิคะ รอบนี้กลับมาหนูซื้อของมาเยอะแยะเลย แต่หนูไม่ได้แบ่งส่วนของลุงกับป้าให้นะคะ เหตุผลเพราะอะไร ลุงรองฉลาดขนาดนี้ ต้องรู้อยู่แล้วใช่ไหมคะ”
“ชิงอวี้ หลานหมายความว่าไงนะ” เฉียวจื้อไห่ถามเสียงหลง หน้าแดงก่ำด้วยความงุนงง
เฉียวชิงอวี้ฉีกยิ้มกว้าง แสร้งเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย “แหม ลุงรองนี่หัวไวสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ ที่ลุงรีบไปสมัครงานกับทีมก่อสร้างของอาหลี่เถี่ย เพราะรู้ระแคะระคายเรื่องที่กลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวของเรากำลังจะมีโครงการทำถนนคอนกรีต แล้วก็สร้างบ้านเดี่ยวสไตล์วิลล่าให้ชาวบ้านใช่ไหมล่ะคะ ข่าวไวจริงๆ”
คำพูดลอยๆ ของหลานสาวทำให้เฉียวจื้อหย่วนหรี่ตามองอย่างรู้ทัน ส่วนเฉียวจื้อไห่เบิกตากว้างจนแทบถลน ตะกุกตะกักถามย้ำ “ชิงอวี้ เมื่อกี้หลานพูดว่าอะไรนะ ลุงฟังไม่ทัน”
ทันใดนั้น เฉียวชิงอวี้ก็ปรายตามองไปทางด้านซ้ายมือ ก่อนจะแกล้งทำท่าทางโกรธจัด กระทืบเท้าเร่าๆ ใส่เฉียวจื้อไห่ “ลุงรอง! นี่ลุงรวมหัวกับอาหลี่เถี่ยมาหลอกถามความลับทางราชการจากหนูใช่ไหมคะ!”
การเปลี่ยนอารมณ์แบบปุบปับของเฉียวชิงอวี้เล่นเอาเฉียวจื้อไห่ถึงกับสมองรวนไปหมด เขาหันขวับไปมองตามสายตาหลานสาว ก็เห็นหลี่เถี่ยกำลังเดินตรงดิ่งเข้ามาทางนี้พอดี
พอเฉียวจื้อไห่จะอ้าปากถาม เฉียวชิงอวี้ก็ตวาดเสียงเขียว “หุบปากเดี๋ยวนี้!”
เสียงตวาดนั้นดังจนเฉียวจื้อไห่สะดุ้งโหยง หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เฉียวชิงอวี้ก็ปรับน้ำเสียงกลับมานุ่มนวลลง “ลุงรองเงียบไว้นะคะ สงสัยอาหลี่เถี่ยคงตั้งใจมาหาหนูแน่ๆ”
เจอแบบนี้เข้าไป ลุงรองผู้โชคร้ายก็ได้แต่ยืนรูดซิปปากสนิท จ้องมองหลี่เถี่ยตาค้างด้วยความมึนงง ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ
เฉียวจื้อหย่วนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็แอบขำในใจ เขารู้ดีว่าหลานสาวคนนี้ไม่เคยยอมให้ใครมาเอาเปรียบ ตอนเด็กก็ว่าฉลาดแล้ว พอโตมาแม้จะมีช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ทำตัวเหลวไหลไปบ้าง แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเก่งกาจขึ้นจนน่ากลัว
ดูสิว่าจัดการเฉียวจื้อไห่จนอยู่หมัด อีกฝ่ายได้แต่ยืนบื้อใบ้เถียงไม่ออก ใจหนึ่งเขาก็สมเพชน้องชายตัวเองที่ทั้งโง่ทั้งขี้เกียจ ดีแต่ทำตัวกร่างในบ้าน ใครยอมหน่อยก็ข่มเหง ใครแข็งใส่ก็หงอ เป็นเหมือนหมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง
เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่ยอมให้ท้ายคนพรรค์นี้อีกต่อไป ขืนปล่อยไว้ รังแต่จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของตระกูลเฉียว
ขณะนั้นเอง เฉียวชิงอวี้ก็หันไปส่งยิ้มต้อนรับหลี่เถี่ยที่เดินจ้ำอ้าวเข้ามา
ห่างออกไปไม่ไกล มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนขมวดคิ้วมองมาที่กลุ่มของพวกเขา อากาศเดือนสามยังมีความหนาวเย็นหลงเหลืออยู่ แต่เธอกลับไม่ได้สวมหมวก ผมเปียสองข้างลู่ลม เสื้อนวมที่ใส่ก็ดูคับติ้วผิดไซส์ เฉียวชิงอวี้ปรายตามองแวบเดียวก็จำได้แม่น นั่นคือ ‘ต้าหนิว’ หลานสาวคนโตของลุงรองนั่นเอง คาดว่าคงออกมาตามหาปู่ของเธอ
เฉียวชิงอวี้หันกลับมาให้ความสนใจหลี่เถี่ย ในฐานะผู้อ่อนอาวุโส เธอจึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายก่อนอย่างมีมารยาท “สวัสดีค่ะอาหลี่เถี่ย”
“อ้าวๆ ชิงอวี้ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย” หลี่เถี่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจที่ได้รับการทักทาย
“กลับมาได้สองสามวันแล้วค่ะ อาหลี่เพิ่งกลับจากในเมืองเหรอคะ”
“ใช่แล้วๆ เพิ่งมาถึงเลยเนี่ย จะว่าไปนะชิงอวี้ ตอนนี้หนูไม่ใช่คนธรรมดาแล้วนะ ดังใหญ่แล้ว รู้ไหมว่าไม่ว่าจะในหมู่บ้านเรา ในคอมมูน หรือแม้แต่ในตัวอำเภอหนิงอาน พอเอ่ยชื่อหนูขึ้นมา ใครๆ ก็ยกนิ้วโป้งชมกันทั้งนั้น”
ต้าหนิวที่เดินลากเท้าเข้ามาใกล้และหยุดยืนอยู่ไม่ไกล ได้ยินคำเยินยอนั้นเต็มสองหู เด็กสาวเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ พลางแค่นเสียงหึในลำคอ แต่ไม่มีใครสนใจกิริยาของเธอ
หลี่เถี่ยยังคงร่ายคำชมไม่หยุดปาก “ชิงอวี้เอ๊ย ตอนนี้พวกเราภูมิใจในตัวหนูมากนะ เวลาไปไหนมาไหน พอคนรู้ว่ามาจากกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว เขาก็เกรงใจ ให้เกียรติ ยิ้มแย้มต้อนรับขับสู้ดีเชียวล่ะ ทั้งหมดนี้ก็เพราะบารมีหนูแท้ๆ”
[จบบท]