บทที่ 387: ล้างสมอง
แต่วันนี้เฉียวเหลียงเป่ากลับไม่ได้มีความคิดอยากจะทำแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว สำหรับตัวพ่อเองก็ถือว่ายังพอคุยกันรู้เรื่อง แต่ถ้าหากแม่ยังขืนทำตัวแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ หรือยังดันทุรังจะอาศัยอยู่รวมกันแบบนี้ อีกไม่นานบ้านหลังนี้จะต้องเกิดปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน
ตัวเขาเองเป็นคนซื่อๆ ก็จริง แต่ภรรยาของเขานั้นกลับซื่อยิงกว่าเขาเสียอีก
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมจู่ๆ เฉียวเหลียงเป่าถึงได้ตาสว่างและคิดได้ขึ้นมาปุบปับนั้น สาเหตุหลักๆ ก็คงหนีไม่พ้นการที่ปู่ใหญ่ได้เรียกเขาไปปรับทัศนคติและพูดคุยเป็นการส่วนตัวเมื่อไม่นานมานี้ คำสอนเหล่านั้นมันทำให้เขาเริ่มมองเห็นความจริงบางอย่างที่เคยมองข้ามไป
ทางด้านหวังเหมยนั้นไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลูกชายคนโตเลยแม้แต่น้อย ด้วยสัญชาตญาณแห่งความงกและความเห็นแก่ตัว พอได้ยินเรื่องที่จะกระทบผลประโยชน์ นางก็ตั้งท่าจะคัดค้านหัวชนฝาทันที แต่ทว่าเฉียวชิงอวี้กลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“ป้าสะใภ้รองคะ ตอนนี้ทางหมู่บ้านกำลังดำเนินการลงทะเบียนสำมะโนประชากรเพื่อจัดสรรที่อยู่อาศัยอยู่นะคะ กฎระเบียบใหม่ระบุชัดเจนว่าบ้านหลังไหนที่ถูกปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่าเป็นเวลานานโดยไม่มีคนอยู่อาศัยจริง จะไม่ถูกนับรวมอยู่ในเกณฑ์การจัดสรรบ้านใหม่ค่ะ”
สิ้นเสียงของเฉียวชิงอวี้ บรรยากาศภายในลานบ้านที่เคยมีเสียงพูดคุยจอแจก็พลันเงียบกริบลงในทันตา ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียงอย่างไรอย่างนั้น
โดยเฉพาะหวังเหมยที่ถึงกับเบิกตากว้างจ้องมองหลานสาวด้วยความตกตะลึง นางอ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง สมองประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกรีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหู
“ชิงอวี้! ที่เธอพูดมาเมื่อกี้มันเป็นเรื่องจริงเหรอ!”
“ป้าสะใภ้รอง จะตะโกนเสียงดังโวยวายทำไมกันคะ” เฉียวชิงอวี้ขมวดคิ้วมุ่นพลางยกมือขึ้นแคะหูด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
“ฉันก็ถามเธออยู่นี่ไงว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า!” หวังเหมยยังคงคาดคั้นเสียงหลง
เฉียวชิงอวี้ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เธอเพียงแต่ย้อนถามกลับไปสั้นๆ ว่า “แล้วป้าคิดว่ายังไงล่ะคะ”
คำตอบกำกวมนั่นทำเอาเฉียวจื้อไห่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับหน้าถอดสี เริ่มร้อนรนจนนั่งไม่ติด เขาเองก็ลืมนึกถึงจุดนี้ไปเสียสนิทเลย เพราะมัวแต่คิดว่ามีบ้านเดิมอยู่แล้วยังไงก็ได้เปรียบ
ถ้าหากว่าเป็นเพราะพวกเขาปล่อยบ้านทิ้งร้างไว้นานจนทางการไม่นับเป็นที่อยู่อาศัย แม้ว่าสิทธิ์ในการครอบครองที่ดินจะยังอยู่และไม่โดนยึดคืน แต่ถ้าหากพลาดโอกาสในการแบ่งสรรปันส่วนบ้านจัดสรรล็อตใหม่นี้ไป พวกเขาคงต้องเสียดายแย่ ดีไม่ดีอาจจะชวดโอกาสได้ตึกฝรั่งหลังงามไปแบบฟรีๆ เลยก็ได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะอาศัยรวมอยู่กับครอบครัวของพี่ใหญ่ และตามหลักการแล้วถ้าอยู่รวมกันแบบนี้ พื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรอาจจะได้เพิ่มขึ้นมาบ้างตามจำนวนหัว แต่ถึงยังไงมันก็เทียบไม่ได้เลยกับการแยกบ้านออกมาแล้วได้โควตาบ้านหลังใหม่เป็นของตัวเองแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันเป็นคนละเรื่องกันเลยโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าตอนนี้เรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่แผนร่างของหมู่บ้าน แต่หลังจากที่เฉียวจื้อไห่ได้เข้าไปทำงานคลุกคลีอยู่ในทีมก่อสร้าง เขาก็รับรู้และตระหนักได้เป็นอย่างดีว่านี่ไม่ใช่แค่แผนงานขายฝันธรรมดาๆ แต่มันคือโครงการจริงจังที่ต้องทำให้สำเร็จ และเป็นโครงการใหญ่ที่แม้แต่ทางมณฑลยังให้การสนับสนุนเต็มที่
จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และจะไม่มีการกลับลำใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดที่คนในหมู่บ้านไม่หาเรื่องใส่ตัวหรือทำอะไรโง่ๆ อย่างการเอาเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับแจกไปผลาญเล่นจนหมด ทุกอย่างก็จะดำเนินไปตามขั้นตอนอย่างราบรื่น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉียวจื้อไห่ก็รีบหันไปกระชากแขนภรรยาที่ยังยืนงงทำอะไรไม่ถูก แล้วตะคอกใส่หน้าหวังเหมยเสียงดังลั่น
“นี่ยังจะมายืนบื้ออยู่ตรงนี้ทำซากอะไรอีกฮะ! รีบเข้าไปเก็บข้าวเก็บของสิโว้ย! พวกเราจะย้ายกลับไปอยู่บ้านเดิมเดี๋ยวนี้เลย!”
งานนี้เฉียวจื้อไห่ร้อนใจจนไฟลนก้นจริงๆ
เรื่องทำความสะอาดบ้านอะไรนั่นไม่ต้องพูดถึงแล้ว เอาไว้ทีหลัง ตอนนี้ต้องย้ายเข้าไปยึดพื้นที่ให้ได้ก่อน
และดูเหมือนว่าลูกชายตัวดีอย่างเฉียวเหลียงเป่าจะรู้หน้าที่ดีกว่าใคร พ่อยังสั่งไม่ทันจบประโยคดี เขาก็ลากภรรยาวิ่งจู๊ดเข้าไปเก็บของในห้องอย่างรวดเร็ว
เฉียวชิงอวี้เหลือบมองภาพความโกลาหลตรงหน้า ก็เห็นเฉียวเหลียงเป่ากับภรรยาหอบข้าวหอบของเดินตัวปลิว เลี้ยวหายวับไปตรงมุมกำแพงด้วยความเร็วแสง...
เฉียวชิงอวี้ “...”
ให้ตายเถอะ สองผัวเมียคู่นี้บทจะไวก็น่าทึ่งจนพูดไม่ออกจริงๆ
อันที่จริงแล้ว เฉียวชิงอวี้ไม่ได้กังวลเลยว่าชาวบ้านคนอื่นจะรู้เรื่องกฎระเบียบข้อนี้ เพราะมันเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาจริงๆ และเพิ่งจะเพิ่มเติมเข้าไปทีหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้พวกหัวหมอเอาพวกเล้าหมูหรือเพิงเก็บฟางมาอ้างสิทธิ์แลกบ้านตึกฝรั่ง ใครจะยอมให้เอาเปรียบกันง่ายๆ แบบนั้น โลกนี้ไม่ได้สวยงามขนาดนั้นเสียหน่อย
อีกอย่าง เฉียวชิงอวี้ก็ไม่กลัวคำครหาของชาวบ้าน เพราะกรณีของบ้านเฉียวจื้อไห่นั้นเข้าข่ายได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้องทุกประการ
บ้านดินหลังเก่านั้นสร้างอยู่บนที่ดินที่ได้รับการแบ่งสันปันส่วนอย่างถูกต้องตอนแยกบ้าน เพียงแต่ว่าสองผัวเมียคู่นี้ขี้เกียจและอยากจะเกาะพ่อแม่กิน ก็เลยหน้าด้านอาศัยอยู่บ้านใหญ่ต่อ ไม่ยอมย้ายออกไปก็เท่านั้น
ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายและชอบธรรม
คนชนบทแถวนี้เขาไม่นิยมเช่าบ้านกัน บ้านหลังนั้นก็เลยถูกปล่อยทิ้งร้างให้ฝุ่นจับอยู่อย่างนั้นมานานปี
ตัวบ้านเป็นบ้านดินสามห้องที่ก่อขึ้นจากอิฐดิบและฉาบด้วยโคลนสีเหลือง ถึงแม้หวังเหมยจะเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว แต่พอถึงหน้าร้อนนางก็ยังพอจะขยันขึ้นมาบ้างด้วยการปลูกผักสวนครัวไว้รอบๆ บ้าน
แน่นอนว่านางไม่ได้ลงมือทำเองทั้งหมด ทุกครั้งที่ต้องออกแรง นางก็จะลากลูกสะใภ้คนโตไปช่วยงานเสมอ เพราะลูกสะใภ้คนนี้หัวอ่อน ว่านอนสอนง่าย ส่วนลูกสะใภ้อีกสองคนนั้นฤทธิ์เยอะ นางไม่กล้าไปชี้นิ้วสั่ง
ถ้าจะให้พูดตามตรง การจะย้ายกลับเข้าไปอยู่ตอนนี้เลยก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่จุดเตาไฟไล่ความชื้นสักหน่อย ตัวบ้านก็ยังแข็งแรงพอที่จะกันแดดกันฝนได้สบายๆ แต่ถ้าจะให้เข้าไปนอนค้างคืนนี้เลยก็ดูจะทุลักทุเลเกินไปหน่อย
ในจังหวะที่ความวุ่นวายกำลังดำเนินไป เฉียวชิงอวี้ก็ดึงตัวเฉียวจื้อไห่ออกมาที่มุมหนึ่ง แล้วกระซิบกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ลุงรองคะ หนูขอสั่งห้ามเด็ดขาด เรื่องการแต่งงานของเฉียวเย่ พวกลุงกับป้าห้ามเข้าไปยุ่งวุ่นวายหรือบงการอะไรทั้งนั้น หนูเตรียมอนาคตที่ดีไว้ให้เธอแล้ว”
เฉียวจื้อไห่ได้ยินดังนั้นก็รีบพยักหน้ารับรัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร คนอย่างเขาไม่ได้โง่ ถ้าเฉียวชิงอวี้ออกปากว่าจะจัดการให้ นั่นย่อมหมายถึงอนาคตที่สดใสและรุ่งโรจน์ ใครบ้างจะไม่ยินดี เขาแทบอยากจะกราบขอบคุณด้วยซ้ำ
เฉียวชิงอวี้ปรายตามองลุงรองของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น
“ลุงรอง ฟังหนูให้ดีนะคะ หนูไม่ได้กีดกันถ้าป้าสะใภ้รองจะอยากช่วยเหลือจุนเจือบ้านเดิมของแก การกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นเรื่องที่สมควรทำ แต่ทุกอย่างมันต้องมีขอบเขต ป้าสะใภ้รองแกเป็นคนไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรหรอกค่ะ”
“แต่แกเป็นคนหัวอ่อนและโดนทางบ้านนู้นล้างสมองจนกลายเป็นคนงมงายไม่ลืมหูลืมตา หน้าที่ของลุงคือต้องคอยคัดท้ายและควบคุมทิศทางให้ดี”
“ไม่อย่างนั้นระวังเถอะค่ะ พวกลุงทั้งครอบครัว ลูกหลานอีกหลายสิบชีวิต จะต้องกลายเป็นทาสแรงงาน หาเงินตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อตเพื่อส่งส่วยไปปรนเปรอสร้างฐานะให้คนตระกูลหวังจนหมดตัว”
คำพูดของหลานสาวเปรียบเสมือนหมัดหนักๆ ที่ชกเข้ากลางแสกหน้า เฉียวจื้อไห่หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที พร้อมกับเหงื่อกาฬที่แตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
ที่ผ่านมาครอบครัวของเขาฐานะยากจนขัดสน เพิ่งจะมาลืมตาอ้าปากได้บ้างก็ช่วงปีที่ผ่านมานี้เอง เงินที่ได้จากการทำโรงเรือนก็ดันโดนเขาเอาไปผลาญในวงไพ่จนหมด เพราะแบบนั้นเขาเลยไม่เคยคิดเรื่องทรัพย์สินเงินทองมาก่อน
แต่ทว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว เขาได้เข้าไปทำงานในทีมก่อสร้าง
การได้ออกไปทำงานข้างนอกทำให้เขาหูตาสว่างและมีวิสัยทัศน์กว้างไกลขึ้น เขารู้ดีว่าขอแค่ขยันทำงาน ไม่แน่ว่าปีนี้เขาอาจจะปลดหนี้สินทั้งหมดได้ และปีหน้าฐานะความเป็นอยู่ก็จะดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
ถ้าหากว่าเป็นจริงอย่างที่เฉียวชิงอวี้ว่า อีกหน่อยพอมีการจัดตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างขึ้นมาจริงๆ การที่เขาจะมีเงินทองไหลมาเทมาก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
เรื่องที่หวังเหมยแอบเอาเงินไปให้พี่น้องทางบ้านเดิมนั้น เขาเพิ่งมารู้ทีหลัง และพอรู้เขาก็บังคับให้นางไปทวงคืนมาจนได้ แน่นอนว่าเงินก้อนนั้นเขาไม่ได้เอาไปคืนให้น้องสาม แต่เขาแอบเม้มเอาไว้เอง
นอกจากเรื่องนั้น ก็มีแค่เรื่องซื้อผ้าพันคอกับครีมทาหน้ายี่ห้อเสวี่ยฮวาให้ลูกสะใภ้กับหลานสาว ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมากนัก
เพราะของพวกนั้นผู้ชายอย่างเขาไม่ได้ใช้อยู่แล้ว
แต่ถ้าวันหนึ่งเขาเกิดรวยขึ้นมาจริงๆ ล่ะ?
เฉียวจื้อไห่หันขวับไปมองทางห้องพัก เห็นเงาหลังไวๆ ของหวังเหมยที่กำลังกุลีกุจอเก็บของอย่างบ้าคลั่ง
ใบหน้าของเฉียวจื้อไห่มืดครึ้มลงทันตา แววตาฉายแววกังวลอย่างปิดไม่มิด
เฉียวชิงอวี้เห็นปฏิกิริยานั้นก็รู้ว่ามาถูกทางแล้ว จึงรีบสุมไฟใส่เข้าไปอีก “ลุงรองคะ หนูไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ ลองดูตัวอย่างเรื่องการแต่งงานของต้าหนิวสิคะ คนที่มีสมองปกติที่ไหนเขาจะเห็นดีเห็นงามกับเรื่องแบบนั้น”
“แต่พวกลุงกลับเออออห่อหมกไปกับเขาด้วย นี่มันแสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าพวกลุงโดนตระกูลหวังล้างสมองจนเปื่อยไปหมดแล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อน พฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าเกิดมาเพื่อเป็นขี้ข้าเขาชัดๆ!”
คำพูดนี้แรงและเสียดแทงใจดำยิ่งกว่าเก่า
แต่เฉียวชิงอวี้ยังมีไม้เด็ดที่เจ็บแสบกว่านี้รออยู่
“ลุงรอง ตอนนี้ลุงติดตามลุงหลี่ทำงานในทีมก่อสร้าง ลุงน่าจะรู้ซึ้งด้วยตัวเองแล้วว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละหยวนมันเหนื่อยยากแค่ไหน ถ้าหากลุงต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว”
“แต่สุดท้ายกลับถูกเมียลุงขนเอาไปประเคนให้ตระกูลหวังจนหมด งั้นหนูว่าสู้หนูจับพวกลุงทั้งบ้านใส่พานถวายให้ไปเป็นคนรับใช้หรือคนงานเฝ้าสวนบ้านตระกูลหวังเลยไม่ดีกว่าเหรอคะ”
เธอคลี่ยิ้มหวานหยด แต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วย “ลุงรองว่าหนูพูดถูกไหม ถ้าจุดจบมันต้องเป็นแบบนั้น เราจะมานั่งเหนื่อยกันทำไม สู้ลุงยกผลประโยชน์ทั้งหมดให้เขาไปเลยตรงๆ ทางตระกูลหวังเขายังจะสำนึกบุญคุณลุงมากกว่าเสียอีก”
แน่นอนว่าหวังเหมยที่กำลังวุ่นวายอยู่ข้างในไม่ได้ยินบทสนทนาเชือดเฉือนนี้
เฉียวชิงอวี้กล่าวสรุป “เพราะอย่างนี้ไงคะ เมื่อกี้หนูถึงบอกว่าป้าสะใภ้รองแกเป็นคนดี แกคือแบบอย่างของยอดหญิงกตัญญู ใครที่ชอบพูดว่ามีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน ก็ให้เขาดูป้าสะใภ้รองเป็นตัวอย่างสิคะว่าลูกสาวดีๆ เป็นยังไง”
เฉียวจื้อไห่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากด้วยมือที่สั่นเทา “ชิงอวี้ หลานพูดซะลุงแทบจะแทรกแผ่นดินหนีแล้ว หนูวางใจเถอะ ต่อไปลุงจะไม่ปล่อยให้หล่อนทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้นอีกเด็ดขาด!”
ตอนที่พูดประโยคนี้ ใบหน้าของเฉียวจื้อไห่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอับอาย
แต่ใครจะคาดคิดว่าเฉียวชิงอวี้กลับทำหน้าตึงใส่ทันที เธอจ้องมองเฉียวจื้อไห่เขม็ง “ลุงรอง ลุงพูดอะไรของลุง อะไรคือให้หนูวางใจ นี่มันสมบัติพัสถานของลุงเอง ไม่เกี่ยวกับหนูสักนิด ลุงจะยกให้ใคร หรือจะไม่ให้ใคร มันก็เป็นสิทธิ์ของลุง เป็นเรื่องในครอบครัวลุงเอง”
“หนูแค่พูดเตือนสติไปตามที่เห็นเท่านั้น แต่ก็นั่นแหละค่ะ พูดกันตรงๆ นะ ถ้าวันหน้าหนูได้กลับมาอีก หนูคงไม่ซื้อของฝากอะไรมาให้พวกลุงแล้ว จะลำบากไปทำไม”
“ในเมื่อสุดท้ายของพวกนั้นก็คงไปกองอยู่ที่บ้านตระกูลหวัง ถ้าหนูอยากจะได้หน้าสู้หนูเอาของไปให้บ้านตระกูลหวังเองกับมือไม่ดีกว่าเหรอ จะต้องผ่านมือป้าสะใภ้รองให้มันยุ่งยากทำไมกัน”
[จบบท]