บทที่ 392: ง่ายดายราวกับลมหายใจของเขา
เฉียวชิงอวี้ยืนมองเฮ่อซิวอวี้ที่กำลังจดจ่ออยู่กับการวัดระยะพื้นที่อย่างตั้งใจ
สาเหตุที่เฮ่อซิวอวี้มักจะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จไปเสียทุกอย่างนั้น ข้อแรกเป็นเพราะเขามีสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเป็นเลิศอย่างแท้จริง
ส่วนข้อที่สองคือเขามีระดับความรู้ความสามารถที่สูงส่งมาก เขาสามารถจัดสรรพลังงานในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะทุ่มเทสมาธิเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ไปกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และแบ่งอีกสิบเปอร์เซ็นต์ที่เหลือไว้สำหรับงานอดิเรกยามว่าง
ยกตัวอย่างเช่น การลงมือทำเครื่องประดับให้เธอ การเผากระถางต้นไม้ใช้เอง หรือแม้กระทั่งงานช่างอย่างการปูพื้นไม้ในตอนนี้
งานเหล่านี้ถึงแม้จะต้องใช้ทักษะทางเทคนิคอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เทคนิคชั้นสูงที่สลับซับซ้อนอะไรนัก สำหรับมันสมองระดับอัจฉริยะของเขาแล้ว เรื่องพวกนี้เป็นเพียงสิ่งที่สมองประมวลผลผ่านๆ ได้อย่างสบาย มันเป็นเรื่องง่ายดายราวกับเป็นจังหวะการหายใจเข้าออกของเขาเลยทีเดียว
เฉียวชิงอวี้ยืนจ้องมองเขาตาแป๋ว อันที่จริงเฮ่อซิวอวี้รู้ตัวตั้งนานแล้วว่าภรรยากำลังจ้องมองอยู่ ภายในใจของเขาเบิกบานจนแทบจะผิวปากร้องเพลง แต่ทว่าใบหน้าภายนอกกลับยังคงรักษามาดเคร่งขรึมและง่วนอยู่กับการทำงานต่อไปอย่างไม่วอกแวก
เขาทำการวัดขนาดพื้นที่ภายในห้องจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเวลานี้โต๊ะหนังสือและเก้าอี้ที่เคยอยู่ในห้องทำงานถูกขนย้ายออกไปจนหมดเกลี้ยง
พื้นห้องที่ว่างเปล่าเผยให้เห็นพื้นผิวซีเมนต์ที่เรียบเนียน การปูพื้นไม้ทับลงไปอีกชั้นหนึ่งก็เพียงแค่ทำให้ระดับพื้นสูงขึ้นมาอีกหน่อยเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อโครงสร้างเดิม
อย่างไรก็ตาม เขายังรอบคอบพอที่จะเตรียมทรายและลิ่มไม้ใส่ตะกร้าเอาไว้ข้างตัว เผื่อว่ามีจุดไหนของพื้นเดิมที่ไม่สม่ำเสมอ เขาจะได้ใช้สิ่งเหล่านี้หนุนให้เรียบเสมอกัน
ขั้นตอนก่อนที่จะปูแผ่นพื้นไม้จริง จะต้องมีการวางท่อนไม้รองพื้นเป็นโครงสร้างฐานเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยวางแผ่นพื้นไม้ทับลงไปบนท่อนไม้นั้นอีกที ซึ่งท่อนไม้รองพื้นที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่ช่างไม้ทั่วไปเรียกกันว่า "ตงไม้" หรือโครงกระดูกมังกรนั่นเอง
และเนื่องจากวัสดุที่ใช้เป็นไม้เนื้อแข็งแท้ๆ การยึดติดจึงจำเป็นต้องใช้ตะปูตอกเพื่อความแน่นหนา
หลังจากปรับระดับพื้นจนได้ระนาบที่ต้องการแล้ว เฮ่อซิวอวี้ก็ลงมือปูตงไม้อย่างรวดเร็ว ด้วยความที่ห้องทำงานมีขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่นัก พอถึงช่วงสายของวันประมาณสิบโมงกว่าๆ เขาก็เริ่มขั้นตอนการปูแผ่นพื้นไม้ด้านบนแล้ว
เฉียวชิงอวี้มองดูท่าทางตอนที่เฮ่อซิวอวี้ตอกตะปูแล้วรู้สึกว่ามันน่าสนุกดี เธอจึงเกิดอาการคันไม้คันมืออยากจะลองทำดูบ้าง
เฮ่อซิวอวี้เหลืบมองเฉียวชิงอวี้ที่ทำตัวเหมือนหางเล็กๆ คอยตามติดเขาไปทุกที่ ไม่ว่าเขาจะขยับไปมุมไหน เธอก็จะกระดึ๊บตามไปตรงนั้น แววตาของเขาเจือไปด้วยรอยยิ้มขบขัน เขาจึงยื่นค้อนในมือส่งให้เฉียวชิงอวี้พร้อมกับเอ่ยขึ้น
"ผมจะจับตะปูไว้ให้ คุณเป็นคนตอกนะ"
เฉียวชิงอวี้รับค้อนมาถือไว้อย่างกระดี๊กระด๊า ดวงตาคู่สวยกลอกไปมาอย่างเจ้าเล่ห์ เธอลองขยับข้อมือเล็งเป้าอยู่สองสามที จากนั้นก็ทำท่าขึงขังง้างค้อนฟาดลงไปที่ตะปูอย่างแรง ทว่าพอถึงจังหวะสุดท้ายเธอกลับหักข้อมือเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน แกล้งทำเป็นจะทุบไปที่มือของเฮ่อซิวอวี้แทน
แต่ปรากฏว่าเฮ่อซิวอวี้กลับไม่กระพริบตาเลยแม้แต่น้อย คิ้วของเขาไม่ขมวด และมือของเขาก็ไม่ขยับหนีแม้แต่นิดเดียว
หัวค้อนของเฉียวชิงอวี้หยุดกึกห่างจากมือของเขาไปเพียงแค่หนึ่งเซนติเมตรเท่านั้น
ไม่เห็นจะสนุกเลย
เฉียวชิงอวี้ทำปากยื่นอย่างขัดใจแล้วบ่นอุบอิบ
"คุณก็น่าจะทำหน้าตกใจสักหน่อย หรือไม่ก็ชักมือหลบสักนิดสิ..."
เฮ่อซิวอวี้นิ่งไปครู่หนึ่ง
อ๋อ ที่แท้ก็ต้องการแบบนี้เองสินะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงแสร้งทำตาโตด้วยความตกใจมองไปที่เฉียวชิงอวี้ แล้วรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตะปูที่เขาจับอยู่ร่วงกราวลงไปกองกับพื้น
เขาแอบชำเลืองมองสีหน้าของเฉียวชิงอวี้ สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว แต่โชคร้ายที่เขาคิดไม่ออกว่าในสถานการณ์เช่นนี้เขาควรจะพูดบทสนทนาอะไรดี
ดังนั้น บรรยากาศในห้องจึงตกอยู่ในความเงียบงันไปหลายสิบวินาที
เฉียวชิงอวี้ได้แต่ถอนหายใจ
อันที่จริงเฉียวชิงอวี้เองก็ไม่ได้ตั้งใจจะตอกตะปูจริงๆ หรอก เพราะตะปูสมัยนี้ราคาแพงแถมยังหาซื้อยาก ถ้าตอกพลาดจนงอ ก็ต้องเสียเวลาเอาคีมมาดัดให้ตรงอีก แต่ท่าทางที่ดูทื่อมะลื่อของเฮ่อซิวอวี้เมื่อครู่นี้ ทำให้เธอรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ทุบเขาจริงๆ สักทีคงจะรู้สึกผิดต่อตัวเองพิลึก
คนฉลาดปราดเปรื่องขนาดนั้น ทำไมบทจะบื้อถึงได้บื้อขนาดนี้กันนะ
คิดแล้วเฉียวชิงอวี้ก็เงื้อค้อนทำท่าจะทุบเฮ่อซิวอวี้อีกครั้ง แต่คราวนี้เฮ่อซิวอวี้กลับคว้าข้อมือของเธอเอาไว้ได้ทัน เขาขยับตัวเข้ามาใกล้แล้วก้มลงจูบที่มุมปากของเธอเบาๆ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลราวกับสายน้ำ
"เด็กดี อย่าซนสิครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นทำให้เฉียวชิงอวี้รู้สึกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อตไปทั่วทั้งร่าง
มันช่างซาบซ่านหัวใจเหลือเกิน
แววตาของเธอก็เริ่มเปลี่ยนเป็นหวานเชื่อมอย่างเห็นได้ชัด
เฮ่อซิวอวี้อ่านความหมายในดวงตาคู่นั้นออกทันที เขาค่อยๆ แกะค้อนออกจากมือของเฉียวชิงอวี้ไปวางไว้ด้านข้าง แล้วรวบตัวภรรยาเข้ามาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"มองผมด้วยสายตาแบบนี้ อยากจะกินตรงไหนดีล่ะ"
เฉียวชิงอวี้ไม่ตอบ แต่ยื่นหน้าเข้าไปงับเบาๆ ที่ริมฝีปากของเขาแทน
เฮ่อซิวอวี้จึงถามต่อ
"อร่อยไหม"
เฉียวชิงอวี้ทำปากแจ๊บๆ ลิ้มรสชาติ
"อร่อยค่ะ"
"รสชาติเป็นยังไง"
"รสชาติเหมือนพุทราเคลือบน้ำตาล"
เฉียวชิงอวี้ตอบกลับไปตามความรู้สึกจริงๆ
เธอไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย รูปปากของเฮ่อซิวอวี้นั้นสวยได้รูป เวลาจูบจะให้ความรู้สึกเย็นๆ และยังมีรสหวานติดปลายลิ้นนิดๆ อีกด้วย
สรุปก็คือมันวิเศษมาก
เฮ่อซิวอวี้หัวเราะในลำคอ เขาชอบคำเปรียบเปรยของภรรยามากทีเดียว
ใจจริงเขาอยากจะอุ้มภรรยาเข้าไปในห้องนอนเสียเดี๋ยวนี้ แต่อุตส่าห์มีวันหยุดทั้งที เขาจำต้องปูพื้นห้องทำงานให้เสร็จเรียบร้อยตามเป้าหมาย
เขาตั้งใจว่าจะจัดการตกแต่งบ้านของเขากับเฉียวชิงอวี้ให้เสร็จสมบูรณ์ ก่อนที่ระบบฮีตเตอร์ของเขตบ้านพักจะเริ่มปล่อยน้ำร้อน
เขาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้าๆ หยิบค้อนและตะปูขึ้นมานั่งลงบนตงไม้ เงยหน้าขึ้นมองภรรยาที่ทำท่าทางขี้เกียจเหมือนแมวน้อย เขาจึงต้องจำใจแข็งใจพูดตัดบทออกไป
"คุณไปทำกับข้าวเถอะ"
ขืนปล่อยให้เธอมาป้วนเปี้ยนอยู่ข้างกายแบบนี้ วันนี้ทั้งวันพื้นห้องทำงานคงไม่มีทางเสร็จแน่
เฉียวชิงอวี้ก้มดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ อ้อ เวลานี้แล้วหรือนี่ สมควรแก่เวลาทำอาหารกลางวันแล้วจริงๆ
เธอลุกขึ้นยืน แต่แทนที่จะเดินออกไป เธอกลับขยับเข้าไปใกล้เฮ่อซิวอวี้แล้วยื่นมือไปบีบใบหูของเขาเล่นอย่างเป็นธรรมชาติ จังหวะที่กำลังจะอ้าปากพูด เธอก็ได้ยินเสียงเฮ่อซิวอวี้สูดปากด้วยความเจ็บปวด
ครั้งนี้ค้อนในมือเขาพลาดไปโดนมือตัวเองเข้าจริงๆ เสียแล้ว
เฉียวชิงอวี้รีบหดมือกลับด้วยความรู้สึกผิด แล้วรีบก้มลงไปดูอาการทันที
"เป็นยังไงบ้าง เจ็บมากไหม ยังทำงานไหวหรือเปล่า"
เฮ่อซิวอวี้มองเฉียวชิงอวี้ด้วยสายตาซับซ้อน
โชคดีที่เขายั้งแรงเอาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นค้อนทุบลงไปเต็มแรงแบบนั้น ต่อให้เขาหนังหนาแค่ไหนกระดูกก็คงต้องร้าวบ้าง
เฉียวชิงอวี้พยายามจะดึงมือเขามาดูบาดแผล แต่เฮ่อซิวอวี้เบี่ยงหลบ เขาขบกรามแน่นแล้วพูดขึ้น
"ชิงอวี้ ถ้าคุณไม่อยากให้ผมจับคุณ 'กิน' ตรงนี้เดี๋ยวนี้ ก็รีบไปทำกับข้าวซะ"
ใบหน้าของเฉียวชิงอวี้แดงซ่านขึ้นทันตา เธอรีบหมุนตัววิ่งหนีออกไปทันที
ความเร็วนั้นไวปานสายลมพัด
ใครจะไปยอมกันล่ะ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว
อีกอย่างนี่ก็เกือบจะสิบเอ็ดโมงแล้วด้วย หรงหรงใกล้จะเลิกเรียนกลับมาแล้ว
เพียงแค่กระพริบตา ร่างของเฉียวชิงอวี้ก็หายวับไปจากสายตาของเฮ่อซิวอวี้
เฮ่อซิวอวี้ก้มหน้าลงยิ้มบางๆ ก่อนจะเริ่มลงมือปูพื้นต่ออย่างตั้งใจ
***
การลาหยุดของเฉียวชิงอวี้ในครั้งนี้กินเวลานานพอสมควร พอเธอกลับไปที่วิทยาลัย เพื่อนนักศึกษาบางคนถึงกับเข้าใจผิดคิดว่าเธอลาพักการเรียนไปแล้วเสียอีก
ดังนั้นตอนที่เพื่อนๆ เห็นเธอปรากฏตัวขึ้น ทุกคนจึงแสดงสีหน้าประหลาดใจกันยกใหญ่
พอกลับมาคราวนี้ เฉียวชิงอวี้ต้องทุ่มเทเวลาตื่นเช้านอนดึกเพื่อเร่งอ่านหนังสือตามบทเรียนให้ทัน ในขณะเดียวกันงานของสภานักศึกษาก็มีเรื่องให้สะสางอีกมากโข แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะมอบหมายงานให้รองประธานไปแล้ว แต่พอเธอกลับมา รองประธานก็ต้องเข้ามารายงานสรุปผลงานให้เธอทราบทีละเรื่องอยู่ดี
สิ่งที่ทำให้เฉียวชิงอวี้รู้สึกยินดีมากที่สุดก็คือ พื้นที่สีเขียวที่คณะเกษตรศาสตร์รับผิดชอบดูแลนั้น หลี่โปได้นำทีมเพื่อนนักศึกษาใช้เวลาช่วงวันหยุดไปช่วยกันรดน้ำต้นไม้จนชุ่มฉ่ำ
นอกจากนี้ เพื่อนนักศึกษาจากคณะสำรวจธรณีวิทยาก็กำลังดำเนินการวัดพิกัดแหล่งน้ำใต้ดิน เพื่อหาจุดที่แม่นยำที่สุดสำหรับการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล ซึ่งงานนี้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาเมืองซีชวน
โครงการขุดเจาะน้ำบาดาลของคณะสำรวจได้รับไฟเขียวจากทางวิทยาลัย โดยทางวิทยาลัยเป็นตัวกลางในการประสานงานกับสำนักงานสำรวจให้โดยตรง
แต่การจะขุดเจาะหาแหล่งน้ำในพื้นที่แถบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อปีก่อนลู่เย่เคยจัดตั้งทีมงานขึ้นมาทำเรื่องนี้ครั้งหนึ่งแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิกไปโดยไม่ได้ผลลัพธ์อะไร
หวังว่าความพยายามในครั้งนี้จะสามารถเจาะเจอน้ำได้จริงๆ
เฉียวชิงอวี้รู้สึกดีใจมาก อย่างน้อยที่สุดเพื่อนนักศึกษาเหล่านี้ก็เห็นความสำคัญของพื้นที่สีเขียวที่พวกเขารับผิดชอบ และลงมือทำอย่างจริงจัง
อีกเรื่องหนึ่งคือ ภายใต้แรงกดดันจากรายชื่อผู้เข้าร่วมโครงการปลูกป่า ทำให้นักศึกษาหลายคนที่เคยแกล้งป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้แรงงาน จำต้องกัดฟันยื่นใบคำร้องขอมาปลูกป่าชดเชย
แน่นอนว่าต่อให้เป็นการปลูกชดเชย ก็ต้องมีการวางแผนงานอย่างรัดกุม
และยังมีข้อจำกัดเรื่องของเวลาอีกด้วย
เพราะในตอนนี้ทั้งเมล็ดพันธุ์หญ้าข้าวบาร์เลย์และกล้าไม้สุ่ยหยางนั้นขาดแคลนเป็นอย่างมาก
จึงไม่สามารถปล่อยให้เกิดความสิ้นเปลืองได้แม้แต่นิดเดียว
[จบบท]