บทที่ 393: อยากบินเดี่ยว
ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองซีชวนหรือเมืองเป่ยเฉิง ช่วงเวลาของการทำนาและไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิได้สิ้นสุดลงแล้ว
ในครั้งนี้เฉียวชิงอวี้ทุ่มเงินลงทุนไปไม่น้อย เพราะเธอเตรียมที่จะใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นแปลงสาธิตที่สมบูรณ์แบบให้กับอำเภออวี๋ซู่ได้เห็นเป็นขวัญตา ซึ่งหากพูดกันตามตรงแล้ว ผลกำไรที่เกิดจากการรวมกลุ่มกันทำสัญญาเหมาเพาะปลูกในรูปแบบนี้ ย่อมสร้างเม็ดเงินได้สูงกว่าการต่างคนต่างปลูกอย่างแน่นอน
และท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือเหล่าสมาชิกของคอมมูนเซี่ยซีทุกคน
เป้าหมายแรกเริ่มเดิมทีของเฉียวชิงอวี้คือการป้องกันและควบคุมการขยายตัวของทะเลทราย จากนั้นเป้าหมายรองลงมาก็คือการทำให้สมาชิกในคอมมูนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและร่ำรวยขึ้น หากปีนี้โครงการของเธอประสบความสำเร็จอีกครั้ง นั่นก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าเส้นทางสายนี้เป็นไปได้และมีความยั่งยืน
ก่อนหน้านี้เธอได้พูดคุยตกลงกับรองหัวหน้าเฉียนแห่งคอมมูนเซี่ยซีเรียบร้อยแล้ว ปีนี้ทางคอมมูนจึงทุ่มสุดตัวเพื่อสนับสนุนเฉียวชิงอวี้อย่างเต็มที่ เพราะถ้าหากไม่มีการสนับสนุนที่ดี ลำพังแค่เฉียวชิงอวี้คนเดียวคงไม่สามารถบริหารจัดการที่ดินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ได้ไหว และคงทำได้เพียงวางมือเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ รองหัวหน้าเฉียนจึงได้จัดหาผู้ช่วยมือดีมาช่วยงานหวังเหล่าเกินเพิ่มอีกหลายคน
ในขณะเดียวกัน ทางด้านงานบัญชี เฮ่อซิวอวี้ก็ได้ส่งพนักงานเก็บเงินเข้ามาช่วยงานอีกหนึ่งคน เพราะการปล่อยให้ฟางเสี่ยวเหมยดูแลเรื่องการเงินเพียงลำพังนั้นดูจะไม่ถูกต้องตามระเบียบเท่าไรนัก
ในเมื่อตอนนี้ได้ประกาศออกไปสู่ภายนอกแล้วว่าที่นี่คือฐานการเกษตร อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญาร่วมผลิตเมล็ดพันธุ์กับกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว ทุกขั้นตอนและการดำเนินงานจึงต้องทำให้เป็นทางการและถูกต้องตามระบบระเบียบ
อย่างไรก็ตาม เฮ่อซิวอวี้ยังคงต้องหาโอกาสคุยกับเฉียวชิงอวี้สักหน่อย เพราะลึกๆ ในใจของเขาแล้ว เขายังคงหวังว่าเฉียวชิงอวี้จะยอมโอนย้ายฐานการเกษตรแห่งนี้เข้าไปอยู่ภายใต้สังกัดของฐานวิจัยเถิงไห่
แต่ดูเหมือนว่าภรรยาของเขายังคงมุ่งมั่นที่จะหาเงินและต้องการ "บินเดี่ยว" สร้างอาณาจักรของตัวเองมากกว่า
ต้องยอมรับว่าฐานวิจัยของเขานั้นผลาญเงินมหาศาล โครงการดีๆ หลายโครงการต้องหยุดชะงักไปเพราะปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์ แม้ว่าทุกคนจะพยายามหาทางแก้ไขกันอย่างเต็มที่ แต่เงินที่หามาได้ก็เป็นเพียงน้ำซึมบ่อทราย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ถึงกระนั้น เขาก็พร้อมที่จะเคารพทุกการตัดสินใจของเฉียวชิงอวี้
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบจัดการ
ขอเพียงแค่ตกลงกันได้เมื่อไหร่ เขาก็สามารถทำรายงานเสนอเรื่องขึ้นไปได้ทันที และด้วยเครดิตของเขา รายงานที่ส่งขึ้นไปมักจะได้รับการอนุมัติลงมาอย่างรวดเร็วเสมอ เพียงแต่ว่าแผนการทั้งหมดที่เฮ่อซิวอวี้คิดไว้นั้น เขายังไม่ได้ปรึกษากับเฉียวชิงอวี้ และเธอก็ยังไม่ระแคะระคายในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย
ตัดภาพมาที่สถานการณ์ปัจจุบัน เฉียวชิงอวี้กำลังกุมขมับด้วยความปวดหัว ขณะมองดูซุนซีอวิ๋นที่เข้ามายืนขวางทางเธอไว้
เธอไม่เข้าใจจริงๆ ว่าผู้หญิงที่ดูฉลาดหลักแหลมคนนี้ ทำไมถึงมักจะทำเรื่องโง่เขลาอยู่บ่อยครั้ง หรือว่าซุนซีอวิ๋นจะมีระบบบังคับลดระดับสติปัญญาติดตัวมาด้วยหรืออย่างไร
ซุนซีอวิ๋นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า
"เฉียวชิงอวี้ ฉันจะให้เงินเธอหนึ่งร้อยหยวน เธอช่วยใส่ชื่อฉันลงไปในรายชื่อด้วย"
เฉียวชิงอวี้ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ ก่อนจะตอบกลับไปว่า
"ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอไม่เอาเงินหนึ่งร้อยหยวนไปจ้างคนมาปลูกหญ้าปลูกต้นไม้แทนเธอเสียเลยล่ะ แบบนั้นจะไม่ดีกว่าเหรอ"
คิดไม่ถึงว่าซุนซีอวิ๋นจะยกยิ้มที่มุมปากแล้วพูดสวนกลับมาว่า
"ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง เธอเชื่อจริงๆ เหรอเนี่ย"
เฉียวชิงอวี้ได้แต่ถอนหายใจในใจ
"ฉันไม่ได้เชื่อหรอก คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และมีความรู้ท่วมหัวอย่างเธอ คงไม่โง่พอที่จะพูดอะไรแบบนั้นออกมาจริงๆ หรอกใช่ไหม"
สีหน้าของซุนซีอวิ๋นเปลี่ยนไปมาราวกับจิ้งจกเปลี่ยนสี เธอจะบอกเฉียวชิงอวี้ได้อย่างไรว่าคำพูดเมื่อกี้มีทั้งความจริงและความเท็จปะปนกันอยู่ เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่หน้าอก จะหายใจเข้าก็ลำบาก จะคายออกมาก็ไม่ได้
ความจริงแล้วการไปปลูกต้นไม้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ต่อให้เธอไม่เคยทำงานหนักมาก่อน แต่เธอก็รู้ว่างานแค่นี้ไม่ถึงกับทำให้คนตายได้ หันไปมองรอบตัวก็มีเพื่อนนักศึกษาชายหลายคนอาสาอยากจะมาช่วยเธอทำงานจนตัวสั่น
แต่ทว่า เธอไม่กล้าทำแบบนั้น
พ่อและพี่ใหญ่ซุนได้คาดโทษและตักเตือนเธอไว้อย่างเด็ดขาดว่าห้ามเล่นตุกติกหรือสร้างเรื่องโกหกอีก และห้ามให้คนอื่นมาช่วยทำงานแทนโดยเด็ดขาด ตระกูลซุนรับไม่ได้กับความขายหน้าพรรค์นั้นอีกแล้ว
ในสายตาของคนอื่น เรื่องนี้อาจจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย
ต่อให้เป็นถึงเจ้าหญิงสูงศักดิ์ การต้องก้มตัวลงไปปลูกหญ้าปลูกต้นไม้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้
แต่ซุนซีอวิ๋นกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น เธอรู้สึกว่าถ้าเธอยอมไปปลูกต้นไม้ นั่นเท่ากับว่าเธอยอมก้มหัวให้กับเฉียวชิงอวี้ และนับจากนี้ไป เธอจะยังเชิดหน้าชูตาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร
เธอกัดริมฝีปากแน่นด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่เต็มใจนัก
"เฉียวชิงอวี้ เธอจะพานักศึกษาไปปลูกซ่อมเมื่อไหร่"
เฉียวชิงอวี้มองเธอด้วยความประหลาดใจ
"นี่เธออยากจะจ้างคนไปทำล่วงหน้าหรือไง"
ซุนซีอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งด้วยความอัดอั้นตันใจ
หลังจากแยกจากซุนซีอวิ๋น บรรยากาศทางฝั่งกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว ณ บ้านของเฉียวเกินเป่ากลับเต็มไปด้วยความหวัง
หญ้าอานเสินเริ่มแทงยอดอ่อนโผล่พ้นดินขึ้นมาแล้ว ความสูงของมันตอนนี้ประมาณสิบกว่าเซนติเมตร เฉียวเกินเป่าบรรจงย้ายต้นกล้าหญ้าอานเสินลงในกระถางสองใบ จากนั้นก็อุ้มกระถางทั้งสองเดินตรงไปยังบ้านหลังเก่า
ปู่และย่าอยู่บ้านพอดี เขาจึงวางกระถางดอกไม้ไว้บนขอบหน้าต่าง แล้วกำชับเรื่องที่เฉียวชิงอวี้สั่งความมาให้ปู่กับย่าฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยเน้นย้ำเป็นพิเศษ
เขาบอกพวกท่านว่าของสิ่งนี้ดีต่อสุขภาพผู้สูงอายุ แต่ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามบอกใครเด็ดขาด เพราะถ้าคนอื่นรู้แล้วแห่กันมาขอ ของที่มีอยู่จะไม่พอแบ่ง แล้วจะกลายเป็นผิดใจกันเปล่าๆ
ผู้เฒ่าเฉียวและแม่เฒ่าเฉียวไม่ใช่คนหัวทึบ พวกท่านเข้าใจเจตนาของเฉียวชิงอวี้ได้ในทันที
ของดีแบบนี้ หลานสาวตั้งใจเก็บไว้ให้คนในครอบครัวใช้เท่านั้น
สมาชิกในครอบครัวมีตั้งมากมาย ขืนข่าวรั่วไหลออกไปคงวุ่นวาย ดังนั้นกระถางหญ้าสองใบที่วางอยู่บนขอบหน้าต่างห้องนอนของพวกท่านจึงดูเหมือนไม้ประดับธรรมดา หากมีใครถาม ผู้เฒ่าเฉียวก็จะตอบเลี่ยงๆ ไปว่า เฉียวเกินเป่าเก็บเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาจากข้างทางตอนไปส่งของที่ทางใต้ เห็นว่าสวยดีเลยเอามาปลูก
ด้วยคำตอบเช่นนี้ จึงไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียงต่อ
ในยุคสมัยที่ปากท้องสำคัญที่สุด ผู้คนต่างมุ่งเน้นไปที่การกินให้อิ่มและใส่เสื้อผ้าให้อุ่น ขอแค่มีเงินติดกระเป๋าไว้ใช้ยามจำเป็นก็พอแล้ว ส่วนเรื่องดอกไม้ใบหญ้านั้น ไม่มีใครมีแก่ใจจะมาใส่ใจนักหรอก
ถึงแม้ว่าร่างกายของสองผู้เฒ่าจะยังอ่อนแอ แต่พวกท่านก็ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ สาเหตุหลักของความเจ็บป่วยมาจากความตรากตรำทำงานหนักในสมัยหนุ่มสาว ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือการบำรุงร่างกายให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เพื่อให้สุขภาพค่อยๆ ฟื้นฟูดีขึ้น
ดังนั้นสรรพคุณของหญ้าอานเสินจึงอาจจะไม่เห็นผลชัดเจนมากนักสำหรับพวกท่าน
แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกท่านรักและหวงแหนหญ้าสองกระถางนี้น้อยลงเลย พวกท่านดูแลมันราวกับเป็นของล้ำค่า
นอกจากบ้านปู่ย่าแล้ว เฉียวเกินเป่ายังแบ่งหญ้าอานเสินอีกสองกระถางไปให้พ่อตาแม่ยายด้วย เพราะทางบ้านภรรยาดีกับเขามาตลอด
มีของดีแบบนี้ ก็ต้องนึกถึงพวกเขาเป็นธรรมดา
แน่นอนว่าเขาต้องใช้ข้ออ้างชุดเดิม เพราะถ้าพูดความจริงออกไปอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ได้ ในชนบทแบบนี้ ความลับมักจะไม่มีในโลก ถ้าข่าวหลุดออกไปเพียงนิดเดียว ก็จะแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสิบลี้แปดหมู่บ้านที่ล้วนแต่เป็นญาติพี่น้องกันทั้งนั้น
เฉียวเกินเป่าเลือกที่จะไม่พูดความจริงเพราะไม่อยากหาเหาใส่หัวให้น้องสาว แม้ว่าพ่อตาแม่ยายจะดีกับครอบครัวเขาแค่ไหน แต่พวกท่านก็ยังมีลูกหลานคนอื่นๆ อีก
ซึ่งต่างจากปู่กับย่าของเขาที่เป็นญาติสายตรง เขาจึงบอกพ่อตาไปว่า นี่คือดอกไม้ที่เก็บมาจากข้างทางในเมืองอวิ๋นเฉิง มีคุณสมบัติช่วยดูดซับควันพิษในบ้าน ดีต่อสุขภาพ และหายากมาก กำชับว่าห้ามยกให้ใครเด็ดขาด ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เขาไม่ได้พูดถึง
พ่อตาแอบไปถามหนิวกุ้ยลี่เป็นการส่วนตัว แต่หนิวกุ้ยลี่เองก็ไม่รู้อะไรมากนัก เธอเชื่อคำพูดของสามี จึงบอกพ่อกับแม่ว่าให้วางไว้ในห้องเถอะ มีแต่ผลดีแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ หญ้าอานเสินมูลค่ามหาศาลสองกระถางจึงถูกวางไว้อย่างสงบเงียบในห้องนอนของพ่อแม่หนิวกุ้ยลี่
มูลค่าของหญ้าสองกระถางนี้สูงถึงหนึ่งหมื่นหยวน และในวงสังคมชั้นสูงบางกลุ่มที่เมืองหลวง มันคือของหายากที่ใครๆ ต่างก็แย่งชิงกันเพื่อให้ได้มาครอบครอง
โชคดีที่เฉียวเกินเป่าไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงของมัน เพราะถ้ารู้ เขาคงไม่กล้าแม้แต่จะหยิบมันออกมาจากบ้านแน่ๆ
เวลาล่วงเลยไป ในที่สุดเฉียวชิงอวี้ก็สอบซ่อมครบทุกวิชา เธอใช้เวลาว่างในวันอาทิตย์พากลุ่มนักศึกษาไปปลูกซ่อมต้นไม้ในส่วนที่เสียหาย ทว่าต้นกล้าไม้ยืนต้นหมดเกลี้ยงแล้ว จึงเหลือเพียงเมล็ดพันธุ์หญ้าอัลฟัลฟ่าให้ปลูกซ่อมแซม
สุดท้ายแล้วซุนซีอวิ๋นก็ไม่ได้จ้างใครมาทำแทน เธอจำใจต้องมาลงแรงปลูกหญ้าร่วมกับเพื่อนๆ จนในที่สุดชื่อของเธอก็ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมกิจกรรม แม้ว่าจะอยู่ในลำดับท้ายๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ จะให้ฉีกกระดาษเขียนใหม่ก็คงไม่ใช่เรื่อง
ทางด้านโครงการขุดเจาะบ่อน้ำบาดาลที่เหล่านักศึกษาร่วมกันจัดตั้งขึ้นนั้น การเตรียมงานทุกอย่างเสร็จสิ้นพร้อมลงมือ จากการสำรวจเบื้องต้นคาดว่าระดับน้ำใต้ดินอยู่ที่ความลึกประมาณยี่สิบเอ็ดเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ตื้นที่สุดในบริเวณนี้
หลังจากที่กรมทรัพยากรธรณี ทีมเจาะน้ำบาดาลเมืองซีชวน และทางวิทยาลัยได้ร่วมกันปรึกษาหารืออย่างละเอียดแล้ว จึงตกลงกันว่าจะเจาะบ่อน้ำตรงบริเวณใกล้กับแอ่งน้ำเดิม ซึ่งแอ่งน้ำแห่งนี้สามารถปรับปรุงให้เป็นอ่างเก็บน้ำได้ในอนาคต
แม้ว่าจุดที่เจาะบ่อจะไม่ได้อยู่ใจกลางแนวกันลมสีเขียว แต่ข้อดีของมันคืออยู่ใกล้กับพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้านมากที่สุด
[จบบท]