บทที่ 41: แสงไฟในบ้านที่คุ้นเคย
ต้องบอกเลยว่าวันนี้เฉียวชิงอวี้ดูโดดเด่นสะดุดตากว่าใครในละแวกนั้นจริงๆ เธอมาในชุดสูทผ้าลินินผสมขนสัตว์สีเบจ คัตติ้งเนี้ยบกริบที่เข้าคู่กันได้ดีกับกางเกงขายาวสีดำทรงกระบอก
ซึ่งช่วยขับเน้นช่วงขาให้ดูเรียวยาวและทะมัดทะแมง ยิ่งสวมทับด้วยรองเท้าหนังสีดำขัดมันวาววับแบบนั้นด้วยแล้ว ลุคของเธอในตอนนี้ก็แทบไม่ต่างอะไรกับสาวสมัยใหม่สุดชิคที่เพิ่งกลับมาจากเมืองหลวงเลยทีเดียว
แต่สิ่งที่ช่วยอัปเกรดความเก๋ไก๋ให้เธอได้มากที่สุด ก็เห็นจะเป็นเจ้ากระเป๋าสะพายข้างผ้าใบทำมือที่เธอสะพายอยู่นั่นแหละ
ตัวกระเป๋าใช้ผ้าใบสีเหลืองเข้มเป็นฐาน แล้วตัดต่อลวดลายด้วยผ้าสีเหลืองอ่อนนำมาเย็บปะติดปะต่อกันจนกลายเป็นรูปดอกทานตะวันดอกใหญ่ที่กำลังเบ่งบานท้าแสงอาทิตย์ ถึงแม้จะคุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ฉูดฉาดจนแสบตา
แต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นและดูมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก
ด้วยดีไซน์ที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครแบบนี้เอง ตลอดทางที่เธอเดินผ่านจึงเรียกสายตาใครต่อใครให้หันมามองด้วยความสนใจ
จนกระทั่งมีหญิงสาวใจกล้าบางคนอดรนทนไม่ไหว เดินเข้ามาสะกิดถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ากระเป๋าใบเก๋นี้ซื้อมาจากร้านไหนกันแน่
เฉียวชิงอวี้ก็ได้แต่ส่งยิ้มหวานตอบกลับไป แล้วบอกความจริงว่านี่เป็นผลงานที่เธอลงมือตัดเย็บด้วยตัวเอง พอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว
เธอก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตลาดนัดฝั่งตะวันตกของอำเภอ ดูเหมือนจะเริ่มมีพ่อค้าแม่ขายหัวใสพากันทำกระเป๋าเลียนแบบสไตล์ 'กระเป๋าสายรุ้ง' และ 'กระเป๋าพาทช์เวิร์ค' ของเธอออกมาวางขายกันให้เกลื่อนตลาดไปหมด
งานก๊อบปี้บางชิ้นก็พอจะดูได้ถูไถไปวัดไปวา แต่บางชิ้นนี่สิ... เห็นแล้วกุมขมับ การจับคู่สีช่างดูสับสนวุ่นวายจนทำเอาปวดตา
คนทำคงลืมไปว่าการจะมิกซ์แอนด์แมตช์สีผ้าให้ลงตัวนั้นไม่ใช่แค่นึกจะหยิบอะไรมาแปะก็แปะได้ แต่มันต้องใช้ศิลปะและความเข้าใจเรื่องโทนสีอยู่พอสมควรเลยล่ะ
หลังจากเดินสำรวจตลาดจนพอใจแล้ว เฉียวชิงอวี้ก็ตัดสินใจเลือกร้านอาหารแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานเพื่อฝากท้องมื้อเที่ยง
เธอจัดแจงสั่งข้าวสวยร้อนๆ มาหนึ่งถ้วย กินคู่กับหมูผัดพริกแห้งรสจัดจ้าน ซดตามด้วยน้ำแกงไข่ร้อนๆ เพื่อความคล่องคอ เรียกว่าเป็นมื้อที่เติมพลังได้ดีทีเดียว
เมื่อจัดการฟาดมื้อเที่ยงจนอิ่มแปล้ ก็ได้เวลาที่รถโดยสารประจำทางสายที่จะมุ่งหน้าไปยังคอมมูนเซี่ยซีเตรียมตัวจะออกเดินทางพอดี
ตารางเดินรถของที่นี่มีเพียงวันละหนึ่งเที่ยวเท่านั้น โดยจะออกจากตัวอำเภอตอนเที่ยงครึ่ง และไปถึงจุดหมายปลายทางที่คอมมูนเซี่ยซีตอนบ่ายโมงครึ่ง
จากนั้นคนขับก็จะพักรถสักครู่ ก่อนจะตีรถเปล่ากลับมายังอำเภออวี๋ซู่ในเวลาบ่ายสองโมงตรงเป๊ะ ไม่ขาดไม่เกิน
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลเริ่มต้นของการไถหว่านในฤดูใบไม้ผลิ ผู้คนในอำเภอเลยดูบางตาลงไปถนัดตา เพราะต่างพากันยุ่งวุ่นวายอยู่กับงานในไร่นา ประกอบกับอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้นทำให้เปิดหน้าต่างรถระบายอากาศได้
กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นเหงื่อไคลที่เคยตลบอบอวลชวนเวียนหัวจึงเบาบางลงไปมาก แต่ก็นั่นแหละ สำหรับเฉียวชิงอวี้แล้ว การต้องมานั่งเบียดเสียดบนรถโดยสารสภาพเก่ากึกแบบนี้ ก็ยังถือเป็น 'ความบันเทิงที่แฝงความทรมาน' รูปแบบหนึ่งอยู่ดี
ใจจริงถ้าไม่ใช่เพราะระยะทางที่ไกลจนเกินกำลังขาจะรับไหว เธอคงเลือกที่จะปั่นจักรยานคู่ใจโต้ลมกินบรรยากาศชิลๆ กลับไปแล้ว หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น... การนั่งรถม้ากลับก็น่าจะเป็นทางเลือกที่สุนทรีย์ไม่น้อยเลย
จู่ๆ ความคิดแผลงๆ ก็แวบเข้ามาในหัวว่า ถ้ากฎระเบียบไม่เข้มงวดนัก เธอคงจะหาซื้อมาพันธุ์ดีสักตัวมาเทียมเกวียนขับกลับบ้านเองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยคงจะเท่ไม่หยอก
ทันทีที่มาถึงคอมมูน เฉียวชิงอวี้ก็มุ่งหน้าตรงไปยังห้องทำงานของรองหัวหน้าเฉียนทันที
ภาพที่เห็นคือรองหัวหน้าเฉียนดูซูบผอมลงไปถนัดตาในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ด้วยอายุอานามที่มากขึ้นทำให้เขาไม่สามารถลงไปลุยงานหนักในแปลงนาได้ทุกวันเหมือนพวกคนหนุ่มสาว
แต่ถึงอย่างนั้น การที่เขาคอยไปปรากฏตัวให้กำลังใจอยู่ริมแปลงนา ก็ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าสมาชิกคอมมูนฮึกเหิมขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
ช่วงนี้งานเอกสารที่คอมมูนรัดตัวจนกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ เขาจึงต้องส่งผู้ช่วยมือดีลงพื้นที่แทน พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเฉียวชิงอวี้เดินเข้ามา
รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าชายชรา เขารีบกุลีกุจอหยิบลูกอมมาวางต้อนรับพร้อมรินน้ำชาส่งให้อย่างกระตือรือร้นราวกับเจอหลานสาวคนโปรด
เมื่อเฉียวชิงอวี้เริ่มเล่าถึงความคืบหน้าเรื่องการซ่อมเครื่องจักรที่โรงงานในอำเภออวี๋ซู่ ดวงตาของรองหัวหน้าเฉียนก็เป็นประกายวาววับด้วยความยินดี
เขาไม่ใช่คนหัวโบราณที่ไม่ยอมรับโลกภายนอก ตรงกันข้ามเขาทราบดีว่าพลังของเครื่องจักรนั้นมหาศาลและเปี่ยมประสิทธิภาพเพียงใดเมื่อเทียบกับแรงงานคน
ชายชราตบมือฉาดใหญ่ด้วยความชอบใจก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ถ้าซ่อมเสร็จใช้งานได้จริงตามที่ว่า มันก็เยี่ยมไปเลยสิครับสหายเฉียว! แบบนี้พวกเราก็จะสามารถเร่งบุกเบิกที่ดินรกร้างให้เสร็จได้ในเวลาอันสั้น แล้วจะได้รีบลงเมล็ดป่านเชียนซือกับหญ้าข้าวบาร์เลย์ได้ทันฤดูกาล"
เฉียวชิงอวี้พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเสริมข้อมูลเชิงวิชาการให้เขาฟัง
"ใช่ค่ะ เมื่อวานฉันลองไล่ดูสถิติสภาพอากาศของคอมมูนเราแล้ว แม้ว่าพายุทรายจะไม่ได้เกิดขึ้นทุกปี แต่ความไม่ประมาทคือหนทางที่ดีที่สุด”
“ยิ่งต้นกล้างอกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะระบบรากของป่านเชียนซือและหญ้าข้าวบาร์เลย์นั้นแข็งแรงและแผ่ขยายได้ดีมาก ถ้าไม่โชคร้ายเจอพายุทรายลูกยักษ์ถล่มจริงๆ พืชพวกนี้ก็น่าจะรอดและเติบโตได้สบายหายห่วงค่ะ"
"ได้ยินแบบนี้แล้วค่อยโล่งใจหน่อย"
รองหัวหน้าเฉียนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พลางมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมปนทึ่ง
ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวตัวเล็กๆ จะมีความสามารถรอบด้านขนาดนี้ กระทั่งเรื่องเครื่องไถพรวนดินที่เป็นของหายาก เธอก็ยังจัดการหาทางซ่อมแซมและนำมาใช้ประโยชน์ได้
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคสมัยนี้ เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นสมบัติล้ำค่าที่แย่งชิงกันดุเดือด ลำพังแค่โควตาใช้งานเครื่องไถของอำเภอ
คอมมูนเซี่ยซีที่ผลผลิตรั้งท้ายมาตลอดแทบจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะฝันถึง ปีนี้แหละที่พวกเขาหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากกับเขาบ้างเสียที
"รองหัวหน้าเฉียนคะ ช่วงนี้คุณไม่ต้องลำบากลงไปดูงานที่ทุ่งรกร้างเองหรอกค่ะ รอให้ทางโรงงานซ่อมเครื่องจักรเสร็จเรียบร้อย ผู้จัดการโรงงานอวี๋จะโทรศัพท์มาแจ้งเอง”
“ถึงตอนนั้นเราค่อยพากันไปขับรถไถกลับมา ว่าแต่ทางคอมมูนเรามีคนขับรถไถที่มีใบอนุญาตหรือพอจะขับเป็นอยู่บ้างไหมคะ เราต้องเตรียมคนให้พร้อมไว้นะคะ"
"เรื่องนั้นเธอวางใจได้เลย เดี๋ยวฉันจัดการเกณฑ์คนฝีมือดีเตรียมรอไว้เลย"
รองหัวหน้าเฉียนยืดอกรับคำอย่างมั่นใจ ความหวังที่เริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างทำให้ไฟในการทำงานของเขาลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
จากนั้นเขาจึงสั่งให้คนขับรถแทรกเตอร์พาเฉียวชิงอวี้ไปตรวจดูความเรียบร้อยที่พื้นที่บุกเบิกใหม่
เพียงแค่ห้าวันที่ไม่ได้มาเหยียบที่นี่ ทัศนียภาพเบื้องหน้ากลับเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ผืนดินแห้งแล้งสุดลูกหูลูกตาบัดนี้ถูกพลิกฟื้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มของดินร่วนซุย
ทีมงานแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ คนกลุ่มหน้าทำหน้าที่ไถพรวนดิน ส่วนกลุ่มหลังคอยตามเก็บงานยกร่องแปลงปลูก การทำงานที่สอดประสานกันเช่นนี้ทำให้งานเดินหน้าไปได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก
ทว่าการบุกเบิกพื้นที่รกร้างที่ไม่เคยมีการเพาะปลูกมาก่อนก็ยังคงเป็นงานที่หนักหนาสาหัสเอาการอยู่ดี
เวลาล่วงเลยจนดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงไปแตะขอบสันเขา แสงสุดท้ายของวันย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีส้มอมม่วง ความสว่างเริ่มเลือนหายไปพร้อมกับความมืดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาปกคลุม
เสียงสัญญาณบอกเวลาเลิกงานดังขึ้น เหล่าสมาชิกคอมมูนต่างทยอยเก็บเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมตัวกลับบ้าน
เฉียวชิงอวี้ตั้งใจว่าจะปั่นจักรยานกลับบ้านพักด้วยตัวเอง แต่รองหัวหน้าเฉียนกลับคัดค้านหัวชนฝา
ด้วยความเป็นห่วงความปลอดภัยของหญิงสาวที่จะต้องเดินทางคนเดียวในยามวิกาล เขาจึงจัดการให้คนนำจักรยานของเธอขึ้นไปบรรทุกบนรถแทรกเตอร์และขับไปส่งถึงหน้าบ้านพัก
เมื่อรถแทรกเตอร์แล่นมาจอดส่งเธอที่หน้าหมู่บ้าน ฟ้าก็มืดสนิทไปเรียบร้อยแล้ว
วันนี้เป็นวันหยุดของชั้นเรียนภาคค่ำ เฉียวชิงอวี้จึงปั่นจักรยานมุ่งหน้าตรงกลับบ้านทันทีโดยไม่ต้องแวะที่ไหน แต่แล้ว... เมื่อเลี้ยวผ่านหน้าบ้านของพี่สะใภ้หลี่ ปลายเท้าของเธอกลับกดเบรกจนรถจักรยานหยุดชะงักลงโดยอัตโนมัติ
สายตาของเธอจับจ้องไปยังบ้านพักหลังน้อยของตนเองที่อยู่ไม่ไกล
ตามปกติแล้ว เวลาที่เธอกลับมาถึงบ้านมืดค่ำเช่นนี้ ประตูรั้วจะต้องถูกคล้องแม่กุญแจปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนา และภายในบ้านจะต้องมืดสนิทไร้แสงไฟ
แต่วันนี้... ประตูรั้วกลับเปิดแง้มเอาไว้
แสงไฟสีส้มนวลตาจากหลอดไฟไส้ทังสเตนลอดผ่านหน้าต่างออกมา กระทบเข้ากับความมืดมิดภายนอก
หัวใจของเฉียวชิงอวี้กระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบายตีตื้นขึ้นมาในอก เธอรับรู้ได้ทันทีโดยสัญชาตญาณว่าเจ้าของบ้านอีกคนหนึ่ง...
เฮ่อซิวอวี้ ได้เดินทางกลับมาแล้ว หากลองนับวันเวลาดู เขากลับมาก่อนกำหนดการเดิมถึงหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ
เธอยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือทั้งสองข้างกำแฮนด์รถจักรยานแน่นโดยไม่รู้ตัว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ความรู้สึกไม่คุ้นชินเข้าจู่โจมจิตใจอย่างรุนแรง ตลอดระยะเวลาที่เธอแยกตัวออกมาใช้ชีวิตอิสระ การกลับบ้านมาพบกับความมืดและความเงียบงันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
เธอชินกับการเป็นคนกดสวิตช์ไฟ เพื่อเปลี่ยนความมืดมิดให้กลายเป็นความสว่างด้วยมือของเธอเอง
แสงไฟสลัวจากในบ้านแม้จะดูอบอุ่นในสายตาคนทั่วไป แต่มันกลับสร้างความปั่นป่วนในใจให้เฉียวชิงอวี้อย่างประหลาด มันเหมือนมีใครบางคนรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวที่เธอสร้างกำแพงล้อมรอบไว้
นี่ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนักสำหรับการเป็นสามีภรรยา เธอรู้ดี
เฉียวชิงอวี้สูดหายใจเข้าลึก พยายามปรับอารมณ์และความคิดให้กลับมาเป็นปกติก่อนจะก้าวเท้าเข้าบ้าน แต่ยังไม่ทันที่เธอจะขยับตัว ประตูรั้วที่แง้มอยู่ก็ถูกผลักเปิดออกกว้าง
พี่สะใภ้หลี่เดินออกมาพร้อมกับชามเปล่าในมือ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นร่างบางที่ยืนเหม่ออยู่ไม่ไกลจึงร้องทักขึ้นด้วยความดีใจ
"อ้าว! ชิงอวี้ กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ"
เฉียวชิงอวี้สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบาๆ สีหน้าของเธอยังคงดูเคร่งขรึมและสับสน
ด้วยความมืดสลัวทำให้พี่สะใภ้หลี่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของหญิงสาว เธอเข้าใจว่าที่เฉียวชิงอวี้กลับค่ำมืดเพราะภารกิจที่คอมมูน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่รองหัวหน้าเฉียนมักจะให้รถมาส่งเสมอ
"นี่แน่ะ... สามีเธอกลับมาแล้วนะ เฮ่อซิวอวี้ไง เมื่อกี้ฉันเพิ่งทำบะหมี่น้ำร้อนๆ หม้อใหญ่ เลยตักแบ่งไว้ให้เธอชามโตเลย..."
เสียงเจื้อยแจ้วของพี่สะใภ้หลี่ช่วยดึงสติของเฉียวชิงอวี้ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เธอรีบเข็นจักรยานผ่านประตูรั้วเข้าไปจอดพิงไว้ข้างกำแพงบ้านอย่างรวดเร็ว
จังหวะนั้นเอง ประตูบ้านก็ถูกเปิดออก
ดูเหมือนเฮ่อซิวอวี้จะได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวภายนอก เขามายืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตู รูปร่างสูงโปร่งของเขาดูโดดเด่นแม้อยู่ในชุดลำลอง สายตาคมภายใต้กรอบแว่นจ้องมองมายังภรรยาที่เพิ่งกลับถึงบ้านในเวลานี้
บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่มีความกระอักกระอ่วนเจือจางอยู่ในอากาศ เฉียวชิงอวี้เองก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องปั้นหน้าแบบไหนหรือแสดงออกอย่างไรถึงจะดูเหมาะสม โชคยังดีที่มีพี่สะใภ้หลี่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย ทำให้สถานการณ์ไม่น่าอึดอัดจนเกินไป
เฉียวชิงอวี้สูดลมหายใจเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายเฮ่อซิวอวี้ ปรับสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"คุณกลับมาแล้วเหรอคะ"
ประโยคคำถามธรรมดาๆ ที่แสนจะเรียบง่าย... แต่มันกลับมีอานุภาพบางอย่างที่สั่นสะเทือนความรู้สึก เหมือนก้อนหินเล็กๆ ที่ถูกโยนลงไปกลางทะเลสาบอันเงียบสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความรู้สึกที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างในใจของคนฟัง
เฮ่อซิวอวี้พยักหน้าตอบรับน้อยๆ ก่อนจะส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
"อืม"
เมื่อเดินตามเขาเข้าไปภายในบ้าน เฉียวชิงอวี้ถึงได้สังเกตเห็นว่าบนเตียงเตาอุ่นๆ นั้นไม่ได้มีแค่พวกเขา สองร่างเล็กกำลังนั่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน คนหนึ่งคือเจ้าหนูเสี่ยวหูจอมซน ส่วนอีกคนคือเด็กหญิงหน้าตาสะสวย เครื่องหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา
ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา เฉียวชิงอวี้ก็รู้ได้ทันทีว่าแม่หนูน้อยคนนี้ต้องเป็น 'เฮ่อเสวี่ยหรง' ลูกสาวของพี่ชายคนโตของเฮ่อซิวอวี้ หลานสาวของเขานั่นเอง
[จบบท]