บทที่ 64: เข้าหมู่บ้าน
เวลาในห้องทดลองมักผ่านไปไวเหมือนโกหก เพียงพริบตาเดียวเข็มนาฬิกาก็เดินหน้าไปกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว
จู่ๆ เฮ่อซิวอวี้ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาเฉยๆ ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้ ชายหนุ่มตัดสินใจวางมือจากงานตรงหน้า ก้าวเท้าออกจากห้องแล็บเพื่อกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง
ทว่าภาพที่เห็นทำเอาหัวใจเขากระตุกวูบ ประตูห้องทำงานเปิดแง้มค้างไว้ พอมองเข้าไปด้านใน ความว่างเปล่าก็ปะทะเข้ากับสายตา
เฮ่อเสวี่ยหรงหายตัวไปแล้ว
ด้วยช่วงขายาวและความร้อนใจ เฮ่อซิวอวี้ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเดินค้นหาจนทั่วตึกสีขาวหลังใหญ่ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่เจอแม้แต่เงาของหลานสาว ซ้ำร้ายพอถามใครต่อใคร ต่างก็ไม่มีใครเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เดินออกไปจากตึกนี้เลยสักคน
เฮ่อซิวอวี้ย้อนกลับมาจุดที่เฮ่อเสวี่ยหรงนอนหลับอยู่อีกครั้ง เขาพยายามตั้งสติสังเกตความผิดปกติ รองเท้าของแกหายไป เสื้อคลุมตัวนอกก็หายไปด้วย ภายในห้องยังดูสะอาดเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับของเล็กๆ บางอย่างบนเตียงนอน
มันคือลูกแก้วสีเขียวใสลูกหนึ่ง
จังหวะนั้นเอง ชื่อหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวเขา
เสี่ยวหู... ต้องเป็นเจ้าลูกชายตัวแสบของพี่สะใภ้หลี่แอบเข้ามาแน่ๆ
เมื่อคิดได้แบบนั้น เฮ่อซิวอวี้ก็ไม่รีรอ เขารีบพุ่งตัวออกไปทางประตูหน้าอย่างรวดเร็ว พอไปถึงป้อมยาม คำตอบของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานของเขาได้เป็นอย่างดี เพราะหลี่หมิงกวง หรือเจ้าหนูเสี่ยวหู วิ่งเข้ามาในฐานวิจัยจริงๆ
เนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องยืนประจำจุดรักษาการณ์ จึงวานให้เพื่อนร่วมงานพาเสี่ยวหูไปรอที่ห้องเวรยามแทน
เฮ่อซิวอวี้รีบตรงดิ่งไปที่ห้องเวรยาม แต่สิ่งที่เจอมีเพียงความว่างเปล่า
เสี่ยวหูไม่อยู่ที่นี่แล้ว
บนโต๊ะไม้ในห้องมีแก้วน้ำวางทิ้งไว้หนึ่งใบ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ตามมาดูหน้าซีดเผือกด้วยความตกใจก่อนจะรายงานเสียงสั่นว่า
"หัวหน้าวิศวกรเฮ่อ ผมให้เด็กคนนั้นนั่งรออยู่ตรงนี้จริงๆ ครับ ผมโทรแจ้งหัวหน้าสำนักงานดูแลบ้านพักเสิ่นเฟินแล้วด้วยว่าให้แม่ของแกมารับ แถมยังหยิบขนมปังกรอบกับลูกอมให้แกกินระหว่างรอด้วยนะครับ"
สีหน้าของเฮ่อซิวอวี้เคร่งขรึมลงจนน่ากลัว เขาไม่ต้องเอ่ยปากถามก็พอจะเดาได้ว่า เด็กซนสองคนนี้ไม่มีทางเดินออกไปทางประตูใหญ่แน่นอน
ฐานวิจัยแห่งนี้ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงตระหง่าน อีกทั้งพื้นที่ภายในยังกว้างขวางใหญ่โต การที่เด็กสองคนจะไปแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องว่างสักห้อง หรือมุมอับสักแห่ง การตามหาคงยากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร
ลางสังหรณ์บางอย่างในใจเขากำลังกรีดร้องเตือนถึงอันตราย
เฮ่อซิวอวี้ตัดสินใจยกหูโทรศัพท์ต่อสายหาหัวหน้าแผนกหลินทันที เมื่อรับทราบเรื่องราว หัวหน้าแผนกหลินจึงสั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมดเพื่อเริ่มปฏิบัติการปูพรมค้นหาอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว
ส่วนตัวเฮ่อซิวอวี้เอง เขากลับมาตั้งหลักที่ห้องทำงานอีกครั้ง สมองเริ่มประมวลผลเส้นทางความเป็นไปได้ เขาเดินออกจากห้องโถงทางเดิน ลงบันไดไปทีละขั้น คราวนี้เขาไม่ได้มุ่งหน้าออกไปทางประตูหน้าของตึกสีขาว แต่สายตากลับจับจ้องไปยังประตูเล็กๆ บานหนึ่งทางทิศเหนือของชั้นล่าง
ประตูบานนั้นเปิดแง้มอยู่
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อเช้านี้ประตูนี่ยังมีแม่กุญแจคล้องล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา
เฮ่อซิวอวี้ไม่รอช้า โน้มตัวผลักประตูเล็กบานนั้นให้เปิดออกแล้วก้าวเท้าออกไป ด้านนอกคือพื้นที่ด้านหลังของตึกสีขาวซึ่งเป็นมุมอับแสง
บริเวณนี้มีบ้านชั้นเดียวปลูกเรียงรายอยู่ไม่กี่หลัง ถัดออกไปไม่ไกลนักคือโรงต้มน้ำ
เฮ่อซิวอวี้จำลองเส้นทางการหลบหนีของเสี่ยวหูในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัดความเป็นไปได้ที่ไม่สมเหตุสมผลทิ้งไปทีละข้อ จนกระทั่งเหลือเส้นทางเดียวที่ดูเป็นไปได้มากที่สุด เขาจึงมุ่งหน้าตรงไปยังโรงต้มน้ำ
ด้านหลังของโรงต้มน้ำคือลานเก็บถ่านหิน
ภาพเบื้องหน้าคือกองถ่านหินสีดำมะเมื่อมที่กองพะเนินสูงท่วมหัวราวกับภูเขาลูกย่อมๆ
พนักงานในโรงต้มน้ำต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่เห็นเด็กสองคนผ่านมาทางนี้เลยแม้แต่คนเดียว
หรือว่าตรงนี้จะเป็นมุมอับสายตากันนะ
เฮ่อซิวอวี้กวาดตามองไปที่ภูเขาถ่านหินกองมหึมานั้น
เขาตัดสินใจปีนขึ้นไปด้านบน ด้านข้างของกองถ่านหินคือกำแพงสูงของฐานวิจัย ด้วยความสูงของกองถ่านหินทำให้เขาสามารถก้าวขึ้นไปยืนบนสันกำแพงได้อย่างง่ายดาย เมื่อมองลงไปอีกฝั่ง ด้านล่างคือกองเศษถ่านหินที่ถูกทิ้งทับถมกัน
ตามปกติแล้ว เศษถ่านหินพวกนี้ควรกองรวมกันเป็นรูปทรงภูเขา แต่ทว่าตอนนี้เขากลับสังเกตเห็นร่องรอยบางอย่าง บริเวณหนึ่งของกองเศษถ่านหินมีรอยยุบลงไปอย่างชัดเจน ราวกับเพิ่งมีใครบางคนกระโดดลงไปเหยียบย่ำ
เฮ่อซิวอวี้ไม่ลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว เขากระโดดข้ามกำแพงลงไป การกระทำอันบ้าบิ่นของหัวหน้าวิศวกรหนุ่มทำให้พนักงานโรงต้มน้ำที่ยืนมองอยู่ด้านล่างถึงกับอ้าปากค้าง หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"เหล่าจ้าว..." พนักงานคนหนึ่งกระซิบกระซาบขึ้นมาเบาๆ "แปลกนะ ทำไมฉันถึงไม่ได้ยินเสียงเด็กคุยกันเลยล่ะ"
เพื่อนร่วมงานอีกคนสวนกลับทันที "จะบ้าเหรอ เสียงเครื่องจักรในโรงต้มน้ำดังสนั่นขนาดนี้ ขนาดพวกเราคุยกันยังต้องตะโกนเลย แล้วนายจะไปได้ยินเสียงเด็กข้างนอกได้ยังไงกัน"
ในขณะเดียวกัน เฮ่อซิวอวี้ได้มายืนอยู่บนถนนดินปนทรายด้านนอกกำแพงเรียบร้อยแล้ว
สภาพอากาศวันนี้เลวร้ายมาก ทั้งแห้งแล้งและลมแรง ฝุ่นทรายปลิวว่อนไปทั่ว แม้ว่าก่อนหน้านี้บนถนนอาจจะมีรอยล้อรถหรือรอยเท้าคน แต่ด้วยกระแสลมที่พัดกระหน่ำอย่างต่อเนื่อง ร่องรอยเหล่านั้นจึงถูกกลบหายไปจนหมด
มือทั้งสองข้างของเฮ่อซิวอวี้กำแน่นจนสั่นระริกอยู่ข้างลำตัว เขาเป็นคนพาหลานสาวออกมาเอง การที่ต้องแยกจากเฮ่อเสวี่ยหรงที่กำลังป่วยและมีอาการออทิสติก ทำให้เขาเป็นห่วงจนแทบคลั่ง หากเกิดอะไรขึ้นกับแก เขาจะมีหน้าไปพบพี่ชายได้ยังไง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือเฮ่อเสวี่ยหรงสื่อสารกับคนแปลกหน้าไม่เป็น หากแกยังอยู่กับเสี่ยวหูก็ยังพอเบาใจได้บ้าง แต่ถ้าเด็กทั้งสองคนพลัดหลงกันขึ้นมา นั่นหมายถึงอันตรายร้ายแรงที่ไม่อาจคาดเดา
แม้ภายนอกเฮ่อซิวอวี้จะดูสุขุมเยือกเย็น แต่ภายในใจเขาร้อนรุ่มเหมือนไฟเผา มือที่กำแน่นนั้นสั่นเทาเล็กน้อย แผ่นหลังกว้างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
ไม่นานนัก หัวหน้าแผนกหลินก็นำทีมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามมาสมทบ ผู้อำนวยการเซี่ยเองก็นำพนักงานอีกจำนวนหนึ่งมาช่วย รวมกำลังคนแล้วน่าจะมีมากกว่าร้อยชีวิตที่กระจายกำลังกันออกตามหาในบริเวณนี้
พวกเขาระดมค้นหาแทบพลิกแผ่นดิน ทั้งในเขตบ้านพักสร้างใหม่โซนที่ห้า ด้านหลังตึกอำนวยการ ทุกซอกทุกมุมที่พอจะเป็นไปได้ แต่ก็ไร้วี่แววของเด็กทั้งสองคน
เฮ่อซิวอวี้สั่งการให้หัวหน้าแผนกหลินดำเนินการค้นหาในพื้นที่รอบๆ ต่อไป ส่วนตัวเขาเองกระโดดขึ้นรถจี๊ป สตาร์ทเครื่องยนต์ แล้วขับมุ่งหน้าไปตามถนนดินทรายเส้นนั้นเพียงลำพัง
ตัดภาพมาที่เฉียวชิงอวี้ ตอนนี้เธอปั่นจักรยานมาจนถึงปากทางเข้าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแล้ว
หมู่บ้านนี้มีขนาดเล็กมากจริงๆ มองจากระยะไกลคาดว่าน่าจะมีบ้านเรือนอยู่เพียงไม่กี่สิบหลังคาเรือน รอบๆ หมู่บ้านมีต้นป็อปลาร์ยืนต้นกระจัดกระจายอยู่อย่างเงียบเหงา
สายลมยังคงพัดกรรโชกอย่างรุนแรง ทุ่งนารอบด้านว่างเปล่าไร้ผู้คนออกมาทำงานทำการ แต่พื้นที่แถบนี้ส่วนใหญ่เป็นที่ดินรกร้างและเนินเขาเสียเป็นส่วนมาก
ภูมิประเทศไม่ได้เป็นที่ราบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
เมื่อเลี้ยวผ่านเนินเขาลูกนี้ไป ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าหลังเนินเขาลูกถัดไปจะมีอะไรซ่อนอยู่
สมองของเฉียวชิงอวี้เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว พื้นที่ตรงนี้อยู่ภายใต้การดูแลของคอมมูนเซี่ยซี ซึ่งโดยปกติแล้ว ระบบการปกครองจะแบ่งย่อยลงไปเป็นกองผลิต หรือกลุ่มย่อยต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์ เครื่องมือการเกษตร หรือแม้แต่เกวียนม้าและเกวียนวัว ทั้งหมดล้วนถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของคอมมูน
นโยบายการปฏิรูปที่ดินและการเหมาจ่ายรายครัวเรือนยังมาไม่ถึงคอมมูนเซี่ยซี ดังนั้นการที่ชาวบ้านทั่วไปจะมีเงินซื้อเกวียนม้ามาเป็นสมบัติส่วนตัวจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้น ชายวัยกลางคนที่ขับเกวียนม้าคนนั้น เป็นไปได้สูงว่าเขาอาจจะเป็นหัวหน้ากลุ่มการผลิต หรือเจ้าหน้าที่ระดับหมู่บ้าน
ระดับหัวหน้ากลุ่มการผลิตก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐระดับท้องถิ่นคนหนึ่ง เขาคงไม่น่าจะใช่พวกแก๊งลักเด็ก หรือพวกจับคนไปขายหรอกมั้ง
แต่ความเป็นไปได้อื่นๆ ก็ยังตัดทิ้งไม่ได้อยู่ดี
เฉียวชิงอวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าแล้วปั่นจักรยานเข้าไปในหมู่บ้าน
เธอไม่เชื่อหรอกว่าในหมู่บ้านเล็กๆ แบบนี้จะมีเกวียนม้าจอดอยู่เกลื่อนกลาด
อีกอย่าง ลักษณะบ้านเรือนแถบนี้ก็เหมือนกับบ้านพักในเขตฐานวิจัย คือมีธรณีประตูสูงชัน เกวียนม้าไม่สามารถขับเข้าไปจอดในลานบ้านได้แน่นอน
เพราะฉะนั้น เป้าหมายของเธอคือการตามหาเกวียนม้าคันนั้นให้เจอ
บรรยากาศภายในหมู่บ้านเงียบเชียบจนน่าขนลุก สมกับเป็นวันที่อากาศวิปริตแปรปรวน บนถนนหนทางไม่มีผู้คนเดินผ่านไปมาแม้แต่เงา ปล่องไฟตามบ้านเรือนก็ไม่มีควันลอยออกมา มองดูไกลๆ แล้วให้ความรู้สึกวังเวงราวกับหมู่บ้านร้างกลางทะเลทราย
เฉียวชิงอวี้ปั่นจักรยานเลี้ยวผ่านบ้านหลังหนึ่ง หัวใจของเธอก็เต้นรัวขึ้นมาทันที เธอรีบเบรกรถจนตัวโก่ง เมื่อสายตาปะทะเข้ากับเกวียนม้าคันที่เธอจำได้แม่นยำจอดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
เป็นไปตามที่เธอคาดการณ์ไว้จริงๆ ประตูบ้านบานเล็กและเตี้ย แถมธรณีประตูยังสูงลิ่ว เกวียนม้าคันใหญ่ไม่มีทางผ่านเข้าไปได้
สิ่งสำคัญคือ ผ้านวมผืนนั้นที่เคยอยู่บนเกวียนได้หายไปแล้ว
จังหวะนั้นเอง เธอก็เห็นหญิงชราคนเดิมที่นั่งมาบนเกวียนเดินออกมาจากตัวบ้าน แกจัดการคล้องกุญแจล็อคประตูรั้วหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปทางทิศตะวันตก แล้วเริ่มทุบประตูบ้านหลังข้างๆ เสียงดังปังๆ
ประตูบ้านหลังนั้นเปิดออก หญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง อายุราวสี่สิบปีโพกหัวด้วยผ้า เบี่ยงตัวให้หญิงชราเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะรีบปิดประตูลงกลอนทันที
เฉียวชิงอวี้กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง ในเวลานี้เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่าหลังหน้าต่างกระดาษที่ปิดสนิทเหล่านั้น จะมีสายตากี่คู่ที่กำลังจับจ้องมองมาที่เธออยู่
และเธอเองก็ไม่รู้ว่า จู่ๆ จะมีชาวบ้านแห่กันออกมาล้อมหน้าล้อมหลังเธอหรือไม่
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง คงไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าถ้ำเสือโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ
มือที่กำไม้ท่อนยาวเอาไว้แน่นเลื่อนไปสัมผัสเบาๆ ที่ไฝสีแดงเม็ดเล็กๆ บนปลายนิ้วของตัวเอง
ความอุ่นใจแล่นพล่านไปทั่วร่าง หัวใจที่เต้นรัวเร็วค่อยๆ สงบลง
เวลาเพียงแค่สิบวินาที ก็เพียงพอแล้วที่เธอจะหลบเข้าไปในมิติส่วนตัว
ส่วนเรื่องที่ว่าการหายตัวไปอย่างลึกลับจะส่งผลกระทบอะไรตามมา หรือจะสร้างความแตกตื่นแค่ไหน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เฉียวชิงอวี้จะเก็บมาใส่ใจในนาทีวิกฤตเช่นนี้
เฉียวชิงอวี้จอดจักรยานพิงไว้กับกำแพงดินข้างทาง ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจไม่ล็อครถ เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉิน เธอจะได้คว้ามันและหนีได้ทันท่วงที จากนั้นเธอจึงกระชับไม้ท่อนยาวในมือขวาแน่น เดินดุ่มๆ ตรงไปยังบ้านหลังที่มีเกวียนม้าจอดอยู่อย่างมาดมั่น
รอบข้างไม่ได้เงียบสนิทเสียทีเดียว เสียงสุนัขเห่ากรรโชกดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ
แต่เสียงเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายไปในเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมฆดำก้อนมหึมาเคลื่อนตัวปกคลุมท้องฟ้าจนมืดครึ้ม อากาศที่เคยชื้นแฉะเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นแห้งแล้งอย่างประหลาด
เฉียวชิงอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้าสีทึมด้วยความกังวล เธอคาดเดาจากสัญชาตญาณว่า นี่ถ้าไม่ใช่พายุฝนฟ้าคะนองลูกใหญ่ที่กำลังจะถล่มลงมา ก็คงจะเป็นพายุทรายลูกยักษ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นแน่ๆ
[จบบท]