บทที่ 71: ข่าวดี
ต้องยอมรับว่าเฮ่อซิวอวี้กับหัวหน้าแผนกหลินมีความสามารถน่าทึ่งจริงๆ พวกเขาใช้เวลาแค่วันกับอีกหนึ่งคืนก็ง้างปากพวกคนร้ายให้ยอมสารภาพออกมาได้หมดเปลือก
จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ฝ่าพายุฝนไปเปิดห้องใต้ดินลับที่ซ่อนอยู่ ส่งผลให้เวลานี้หมู่บ้านซ่างโพเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมโบราณคดีเมืองซีชวน เจ้าหน้าที่ธนาคาร และฝ่ายรักษาความลับที่มารวมตัวกันอย่างคับคั่ง
ทว่าท่ามกลางสถานการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ รองหัวหน้าเฉียนกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ตกที่นั่งลำบาก เมื่อวานเขาถูกผู้ใหญ่ในอำเภอเรียกตัวไปตำหนิและคุยส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว
เขารู้ดีว่าที่ยังไม่ถูกสั่งปลดจากตำแหน่งทันทีเพราะหัวหน้าคอมมูนตัวจริงไม่อยู่ แถมพื้นที่คอมมูนเซี่ยซีกำลังประสบภัยพิบัติพอดี แต่ลึกๆ รองหัวหน้าเฉียนก็ทำใจไว้แล้วว่าโอกาสจะได้เกษียณราชการอย่างสงบสุขคงเป็นไปได้ยากเต็มที
ดังนั้นรองหัวหน้าเฉียนเลยยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี อย่างน้อยเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ไม่มีใครต้องเสียชีวิต นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายของเขาแล้ว
ตลอดทางที่นั่งเกวียนม้า รองหัวหน้าเฉียนเอาแต่คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อยจนเกือบถึงพื้นที่กลุ่มการผลิตเว่ยซิง จังหวะนั้นเขาก็เห็นหัวหน้ากลุ่มการผลิตเว่ยซิงวิ่งกระหืดกระหอบสวนมาท่าทางรีบร้อน
วันนี้รองหัวหน้าเฉียนพาเจ้าหน้าที่อีกสองคนนั่งเกวียนม้ามาด้วย ถึงจะเป็นระดับผู้บริหารคอมมูน แต่ทักษะบังคับรถม้าก็เป็นสิ่งที่พวกเขาทำได้คล่องแคล่ว รวมถึงตัวรองหัวหน้าเฉียนเอง บนเกวียนบรรทุกกระสอบเสบียงมาหลายใบ เป็นข้าวกู้ภัยสำหรับแจกจ่ายให้กลุ่มการผลิตเว่ยซิงที่ได้รับผลกระทบจากพายุ
รองหัวหน้าเฉียนมองหัวหน้ากลุ่มการผลิตเว่ยซิงที่วิ่งมาขวางหน้ารถม้า ยืนเกาะคานรถหอบหายใจตัวโยนด้วยสายตาเรียบเฉยไร้อารมณ์ ก่อนจะถามเสียงแข็ง
"จะรีบอะไรขนาดนั้น ผมบอกว่าจะเอาเสบียงมาช่วยก็ต้องมาตามคำพูดสิ ผมเคยผิดคำพูดที่ไหน ทำไมต้องวิ่งตากฝนออกมารับไกลขนาดนี้"
พอหัวหน้ากลุ่มการผลิตเว่ยซิงปรับลมหายใจจนเริ่มคงที่ เขาก็ไม่ได้สนใจสีหน้าบึ้งตึงของรองหัวหน้าเฉียนเลยสักนิด กลับชี้นิ้วไปทางที่ดินรกร้างด้วยความตื่นเต้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ถึงที่ดินรกร้างนั่นจะไม่ใช่ความรับผิดชอบของกลุ่มการผลิตเว่ยซิง แต่ผมเห็นแล้วอดดีใจแทนไม่ได้จริงๆ ครับ เมื่อกี้มีสมาชิกมารายงานว่าต้นอ่อนป่านเชียนซือที่เพิ่งงอกตรงนั้นแทบทั้งหมดรอดตายจากพายุครับ"
เขาหยุดพักหายใจนิดหนึ่งก่อนเสริมต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
"ถึงมันจะเพิ่งงอกออกมาไม่นานและยังไม่รู้คุณภาพจะเป็นยังไง แต่อย่างน้อยพื้นที่เพาะปลูกป่านเชียนซือทั้งแปดร้อยหมู่ก็น่าจะรักษาไว้ได้เกือบทั้งหมดครับ"
ยังไม่ทันที่รองหัวหน้าเฉียนจะได้ตอบ หัวหน้ากลุ่มการผลิตก็พูดต่อด้วยแววตาเป็นประกายเสียงดังฟังชัด
"รองหัวหน้าเฉียนครับ รบกวนช่วยไปถามเฉียวชิงอวี้ให้หน่อยได้ไหมครับว่าเธอยังพอมีเมล็ดพันธุ์ป่านเชียนซือเหลืออีกไหม"
พอได้ยินข่าวดีที่คาดไม่ถึง เมฆหมอกความกังวลที่ปกคลุมใจรองหัวหน้าเฉียนก็พลันสลายไปในพริบตา
เขากระโดดลงจากรถม้าอย่างไวด้วยความดีใจจนลืมวัย ขาแข้งเลยอ่อนจนเกือบหน้าคะมำจูบพื้นโคลน โชคดีที่หัวหน้ากลุ่มการผลิตเว่ยซิงตาไวรีบพุ่งมาประคองไว้ทัน
รองหัวหน้าเฉียนหันไปสั่งงานเจ้าหน้าที่ผู้ติดตามทั้งสองทันที
"พวกคุณเอาเสบียงไปลงที่กองอำนวยการกลุ่มการผลิตก่อนเลย เดี๋ยวผมจะไปดูป่านเชียนซือหน่อย"
ขณะเดียวกัน เฮ่อซิวอวี้ที่หายหน้าหายตาไปทำงานหนักติดต่อกันถึงสามวันสามคืนก็ได้ฤกษ์กลับมาที่บ้านพักชั่วคราวงานวิจัยเถิงไห่เสียที
พอเปิดประตูเข้าบ้าน ก็เห็นเฉียวชิงอวี้กำลังยืนเคี่ยวน้ำข้าวต้มอยู่ในครัว กลิ่นหอมจางๆ ของข้าวต้มร้อนๆ ทำให้บรรยากาศในบ้านดูอบอุ่นขึ้นทันตา
เฉียวชิงอวี้หันมาเห็นสามีเดินเข้ามาพอดี จึงส่งยิ้มบางๆ ให้พร้อมทักทาย
"คุณกลับมาแล้วเหรอคะ"
เฮ่อซิวอวี้พยักหน้ารับเบาๆ น้ำเสียงเขาแหบพร่าเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า เขาถามไถ่อาการป่วยของเสี่ยวหูลูกชายเพื่อนบ้านคร่าวๆ ก่อนเดินตรงเข้าห้องฝั่งตะวันออกไปดูหลานสาว
เฮ่อเสวี่ยหรงตัวน้อยนั่งอยู่บนเตียงเตา หลังพิงหีบไม้ใบใหญ่ ก้มหน้ามองแปลงผักปวยเล้งเล็กๆ ในกล่องที่วางอยู่ตรงหน้าอย่างจดจ่อ
พอเห็นอาเดินเข้ามา เด็กหญิงก็ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์เหมือนทุกวันที่ผ่านมา
ทว่าสัญชาตญาณบางอย่างของเฮ่อซิวอวี้กลับสัมผัสได้ว่าหลานสาวมีบางอย่างเปลี่ยนไป
ต้องยอมรับว่าช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เฉียวชิงอวี้ดูแลเด็กคนนี้ได้ดีมากจริงๆ
ผมเปียสองข้างของเฮ่อเสวี่ยหรงถูกถักอย่างประณีตและผูกด้วยริบบิ้นรูปผีเสื้อน่ารัก ใบหน้าและมือไม้สะอาดสะอ้านหมดจด
ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นในอกเฮ่อซิวอวี้ เป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก เขาเอื้อมมือไปลูบหัวหลานสาวอย่างแผ่วเบาแล้วพูดเสียงอ่อนโยน
"หรงหรง เดี๋ยวพอกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ไปที่ฐานวิจัยกับอานะครับ"
เฮ่อซิวอวี้ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน เพราะนี่เป็นสิ่งที่วางแผนไว้แต่แรก และเขาก็ไม่ใช่คนที่จะล้มเลิกความตั้งใจเพียงเพราะมีเหตุไม่คาดฝัน
อีกไม่นานพวกเขาก็ต้องย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ตอนนี้ทางโรงเรียนอนุบาลจัดเตรียมสถานที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งอุปกรณ์การเรียน ของเล่น และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ก็ซื้อหามาครบครัน
พนักงานและครูพี่เลี้ยงในโรงเรียนอนุบาลล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์และผ่านการตรวจสอบประวัติมาอย่างเข้มงวด
ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว แต่สิ่งที่เฮ่อซิวอวี้คาดไม่ถึงที่สุดในตอนนี้คือ เขาเห็นเฮ่อเสวี่ยหรงส่ายหน้าปฏิเสธ
แม้จะเป็นแค่การส่ายหน้าเบาๆ เพียงเล็กน้อย
แต่นั่นก็มากพอจะทำให้เฮ่อซิวอวี้ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเตียงเตาด้วยความตกตะลึง
เขากะพริบตาถี่ๆ เรียกสติและเพ่งมองให้แน่ใจอีกครั้ง
ทว่าภาพที่เห็นต่อมาก็ยังคงเป็นเฮ่อเสวี่ยหรงที่นั่งหน้านิ่งไร้อารมณ์เหมือนเดิม
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฮ่อซิวอวี้ถึงโน้มตัวลงไปมองหน้าหลานสาวชัดๆ อีกครั้ง แล้วลองพูดประโยคเดิมซ้ำเพื่อทดสอบปฏิกิริยา จากนั้นเขาก็จ้องมองใบหน้าเล็กๆ นั้นอย่างไม่วางตา
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ดวงตาคู่นั้นของเฮ่อเสวี่ยหรงก็ยังคงเหม่อลอยเหมือนตุ๊กตาไร้ชีวิตเช่นเดิม
จังหวะนั้นเฉียวชิงอวี้ก็ยกถ้วยข้าวต้มข้าวฟ่างเดินเข้ามาในห้องฝั่งตะวันออก
เธอเพียงแค่ปรายตามองรอบห้องแล้วกำลังจะหมุนตัวเดินออกไป แต่จู่ๆ เฮ่อซิวอวี้ก็พูดโพล่งขึ้นมา
"เฉียวชิงอวี้ เมื่อกี้ผมบอกหรงหรงว่าจะพาไปที่ฐานวิจัย แต่เชื่อไหมว่าเธอส่ายหน้าปฏิเสธผมด้วย"
เฉียวชิงอวี้ที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูไปแล้วถึงกับชะงัก หันขวับกลับมาด้วยความประหลาดใจ
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา เธอเป็นคนรับหน้าที่ดูแลเฮ่อเสวี่ยหรงมาตลอด หรือพูดให้ถูกคือคอยดูอยู่ห่างๆ มากกว่า
เพราะเฮ่อเสวี่ยหรงช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง
ขอแค่เตรียมอาหารให้อิ่มท้องกับเสื้อผ้าให้ใส่อบอุ่น เวลาที่เหลือเด็กหญิงก็จะนั่งนิ่งๆ อยู่ในมุมของตัวเอง ไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียงคุย หิวน้ำก็หยิบน้ำกินเอง ง่วงก็นอนลงบนเสื่อเตียงเตาเอง
ด้วยความที่เด็กหญิงเงียบมากจนบางทีเฉียวชิงอวี้ก็ลืมไปเลยว่ามีคนอื่นอยู่ในห้องด้วย
ประกอบกับที่เธอนึกย้อนไปถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับเกี่ยวกับชะตากรรมของเฮ่อเสวี่ยหรง
มาจนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่แน่ใจว่าเจ้าของร่างเดิมตั้งใจจะขายเฮ่อเสวี่ยหรงให้แก๊งค้ามนุษย์เพื่อแลกเนื้อวัวตุ๋นจริงไหม หรือมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่อีก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ในนิยายต้นฉบับเฮ่อเสวี่ยหรงตกไปอยู่ในมือนักค้ามนุษย์จริงๆ ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นชายแซ่กู่คนนั้น
คนพวกนั้นมันจิตใจวิปริตผิดมนุษย์
ในนิยายต้นฉบับ เฮ่อเสวี่ยหรงถูกพวกมันทำร้ายจนแขนขาหักพิการ
แต่เพราะเธอทะลุมิติเข้ามาที่นี่ ถึงเนื้อเรื่องหลักจะยังดำเนินไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่เธอก็สามารถบิดเบือนจุดจบเลวร้ายนั้นได้สำเร็จ ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและเอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้เพิ่มขึ้น
พอได้ยินสิ่งที่เฮ่อซิวอวี้เล่า เธอก็รู้สึกยินดีไปด้วย เธอพยายามนึกทบทวนเหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมาอย่างละเอียด
"ช่วงนี้หรงหรงเป็นเด็กดีมากเลยค่ะ กลางคืนก็นอนหลับสนิท ไม่ได้มีอาการผวาหรือตื่นกลัวอะไร ฉันเองก็พยายามชวนแกคุยบ้างนะคะ แต่แกก็ไม่ตอบสนองอะไรเลย..."
เฮ่อซิวอวี้เงยหน้ามองเฉียวชิงอวี้ด้วยแววตาซาบซึ้ง "หลายวันมานี้คุณลำบากแย่เลย"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฝนตกหนักขนาดนี้ฉันเองก็ออกไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว ได้หรงหรงมาอยู่เป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกัน"
เฮ่อซิวอวี้คลี่ยิ้มจางๆ ดวงตาที่มองเฉียวชิงอวี้ดูอ่อนโยนและอบอุ่นขึ้นกว่าเดิมมาก
จากนั้นเขาก็เริ่มเล่ารายละเอียดเบื้องลึกของคดีที่พอจะเปิดเผยได้ให้เธอฟังช้าๆ
เฉียวชิงอวี้เองก็นึกไม่ถึงว่าหมู่บ้านซ่างโพจะมีเบื้องหลังซับซ้อนขนาดนี้ แต่สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือเรื่องของรองหัวหน้าเฉียน
"แบบนี้รองหัวหน้าเฉียนก็ต้องพลอยติดร่างแหไปด้วยสิคะ"
เฮ่อซิวอวี้พยักหน้ายอมรับ "ใช่ครับ ทางผู้ใหญ่ในอำเภอเรียกเขาไปคุยแล้ว แต่ผมก็ได้โทรศัพท์ไปชี้แจงกับทางอำเภอให้แล้วครับว่า รองหัวหน้าเฉียนเป็นคนทำงานจริงจัง ซื่อสัตย์ และทุ่มเทเพื่อประชาชน ถึงเรื่องนี้จะเป็นความบกพร่องของเขา แต่ทางอำเภอก็น่าจะพิจารณาให้โอกาสเขาแก้ตัว"
"งั้นก็แปลว่าให้เขาทำงานชดใช้ความผิดสินะคะ" เฉียวชิงอวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เธอทำงานร่วมกับรองหัวหน้าเฉียนได้ราบรื่น อีกทั้งเขายังเป็นคนฉลาดรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ไม่เคยซักไซ้ไล่เลียงเรื่องส่วนตัวของเธอ ขืนต้องเปลี่ยนคนประสานงานใหม่ แล้วไปเจอพวกคุยไม่รู้เรื่อง ธุรกิจการเกษตรของเธอคงสะดุดแน่
เพราะฉะนั้น เธอจำเป็นต้องหาทางช่วยรักษาเก้าอี้ของรองหัวหน้าเฉียนไว้ให้ได้
"อืม ก็ประมาณนั้นแหละครับ เพราะตอนนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของคอมมูนเซี่ยซีได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ ถึงฝนรอบนี้จะไม่ถึงขั้นทำให้น้ำท่วมใหญ่ แต่ลมพายุหมุนที่หอบเอาทรายมาด้วยก็ทำลายบ้านเรือนและพืชผลไปไม่น้อยเลย"
พอพูดถึงเรื่องพืชผล เฉียวชิงอวี้ก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที ใจเธอกังวลเกี่ยวกับที่ดินของตัวเองตลอด
"ไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่ฉันหว่านลงไปในที่ดินรกร้างสามพันหมู่นั่น จะโดนลมพัดปลิวหายไปหมดหรือเปล่านะคะ"
คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นด้วยความกังวล
"แล้วไหนจะป่านเชียนซืออีกแปดร้อยหมู่ที่เพิ่งจะแตกใบอ่อนได้สี่ใบ ถ้าโดนพายุฝนทำลายไปหมดคงน่าเสียดายแย่เลย"
[จบบท]