บทที่ 72: ความโชคดี
เฉียวชิงอวี้ใคร่ครวญเรื่องนี้มาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เธอตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต่อให้พื้นที่เกษตรกรรมจะต้องประสบภัยพิบัติรุนแรงแค่ไหน เธอก็จะไม่เสี่ยงนำเมล็ดพันธุ์จากในมิติออกมาใช้อีกเป็นอันขาด การทำแบบนั้นมันเสี่ยงเกินไปที่จะถูกจับได้
บรรยากาศยามเช้าหลังฝนตกยังคงมีความชื้นเจือจางอยู่ในอากาศ เฮ่อซิวอวี้นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เขาพูดขึ้น น้ำเสียงราบเรียบนั้นเจือไว้ด้วยความใส่ใจ
"ขากลับผมแวะไปดูที่ดินรกร้างสามพันแปดร้อยหมู่ผืนนั้นมาแล้ว ผมลงรถไปเดินดูด้วยตัวเอง ต้นกล้าป่านเชียนซือที่งอกออกมาแล้วแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ส่วนเมล็ดที่ยังไม่งอกก็เสียหายไม่มากนัก ตรงขอบแปลงที่ปลูกหญ้าข้าวบาร์เลย์เอาไว้ ตอนนี้ก็เริ่มแทงยอดออกมาให้เห็นแล้ว..."
เฉียวชิงอวี้เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เธอมองหน้าเฮ่อซิวอวี้ตาไม่กะพริบ
ฝ่ายเฮ่อซิวอวี้เองก็ส่งรอยยิ้มจางๆ กลับมาให้เธอ
นับตั้งแต่กลับมาจากหมู่บ้านซ่างโพ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้มีเวลามานั่งคุยกันจริงๆ จังๆ แบบนี้ เฉียวชิงอวี้รู้สึกถึงความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในใจ เธอรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเขามันไม่ได้ดู 'ปลอม' หรือเป็นการเล่นละครตบตาคนอื่นอีกต่อไปแล้ว
มันมีความรู้สึกของ 'เรื่องจริง' เจือปนอยู่อย่างน่าประหลาด
โดยเฉพาะในตอนนี้
เธอไม่ใช่คนหัวทึบ ย่อมดูออกว่าการที่เฮ่อซิวอวี้อุตส่าห์แวะไปดูพื้นที่รกร้างผืนนั้น เขาตั้งใจทำเพื่อเธอโดยเฉพาะ
ข่าวดีเรื่องต้นกล้าป่านเชียนซือทำให้เช้าวันนี้ของเฉียวชิงอวี้สดใสขึ้นมาทันตา อารมณ์ขุ่นมัวจากเรื่องร้ายๆ หายไปเป็นปลิดทิ้ง
จู่ๆ เฉียวชิงอวี้ก็นึกถึงพล็อตเรื่องในละครทีวีที่เคยดูในโลกก่อน เธอจึงรีบเตือนเฮ่อซิวอวี้ด้วยความหวังดี
"คนที่กู่เจี้ยนชวนเรียกว่า 'อินทรีภูเขา' เนี่ย อาจจะเป็นหัวหน้าใหญ่ของเครือข่ายสายลับ หรืออาจจะเป็นแค่หัวหน้าระดับย่อยก็ได้ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือคนคนนี้ต้องแฝงตัวอยู่ในฐานวิจัยแห่งนี้แน่ๆ”
“บนชั้นที่คุณทำงานอยู่มีห้องทำงานแค่สามห้อง คนในห้องเหล่านั้นล้วนน่าสงสัยทั้งสิ้น เวลาสอบสวนต้องระวังให้มาก อย่าปล่อยให้พวกเขามีโอกาสฆ่าตัวตายหนีความผิดเชียวนะคะ"
เวลานี้ทั้งคู่กินอาหารเช้ากันเรียบร้อยแล้ว เฮ่อซิวอวี้กำลังช่วยเก็บจานชามบนโต๊ะ เมื่อได้ยินคำเตือนของภรรยา เขาก็หยุดมือแล้วเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาของเขาเคร่งขรึมลงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้ามีสีหน้าจริงจัง ไม่ได้พูดล้อเล่น และอันที่จริง เขาก็พิจารณาประเด็นนี้ไว้แล้วเช่นกัน
บนชั้นสามของอาคารสำนักงานมีห้องอยู่เพียงสามห้อง ห้องของเขาอยู่ด้านในสุด ส่วนอีกสองห้องที่เหลือ ห้องหนึ่งเป็นของเสิ่นฮ่าวเจ๋อ และอีกห้องคือห้องเก็บเอกสารข้อมูล
ในวันที่เกิดเรื่อง ห้องทำงานของเสิ่นฮ่าวเจ๋อล็อกกุญแจอยู่ แต่เนื่องจากปัญหากุญแจที่อาจจะถูกปั๊มหรือขโมยไป จึงตัดความเป็นไปได้ที่คนร้ายอาจจะแอบไขเข้าไปซ่อนตัวทิ้งไม่ได้
ส่วนห้องเก็บเอกสารมีเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่สามคน ตอนนี้ทั้งสามคนถูกควบคุมตัวและกำลังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนอย่างเข้มข้น หัวหน้าแผนกหลินเป็นคนลงมือสอบสวนด้วยตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหนีความผิด หรือถูกฆ่าปิดปากจนทำให้เบาะแสสำคัญต้องขาดช่วงไป
เขาพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงเห็นด้วย
"ที่คุณพูดมามีเหตุผลมาก"
เฉียวชิงอวี้ถามต่อถึงเรื่องที่ค้างคาใจ "แล้วเรื่องไม้ขีดไฟล่ะคะ ตรวจสอบรู้เรื่องหรือยัง"
"ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว" เฮ่อซิวอวี้ตอบเสียงเรียบ แต่เนื้อหาที่พูดกลับน่ากลัว
"ไม้ขีดไฟสองกล่องนั้น ภายนอกดูเหมือนไม้ขีดไฟธรรมดาทุกอย่าง แต่ตรงหัวไม้ขีดมีการผสมสารเคมีผงชนิดพิเศษเข้าไป เมื่อเกิดการเสียดสีหรือกระแทกแรงๆ มันจะลุกไหม้ทันที แถมภายในกล่องไม้ขีดก็ทาฟอสฟอรัสเอาไว้จนทั่ว..."
"มีแค่สองกล่องนี้เหรอคะที่มีปัญหา" เฉียวชิงอวี้ถามแทรก
"ไม้ขีดไฟล็อตที่แจกจ่ายออกไปแล้ว ส่วนใหญ่ถูกเรียกคืนกลับมาตรวจสอบ รวมถึงสต็อกที่เหลือในคลังก็มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปตรวจเช็กอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ามีแค่สองกล่องที่แจกให้บ้านเราเท่านั้นที่มีปัญหา"
"แล้วใครเป็นคนรับผิดชอบเรื่องแจกไม้ขีดไฟคะ"
"ผู้อำนวยการเซี่ยสอบสวนเสร็จแล้ว เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลาธิการชื่อเสี่ยวอู๋"
"เขามีปัญหาหรือเปล่า"
"ตอนนี้กำลังโดนสอบสวนอยู่"
"เขาคงไม่ยอมรับสินะคะ"
เฮ่อซิวอวี้เงียบไป ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ
เฉียวชิงอวี้พยายามย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น "ตอนที่รถฝ่ายพลาธิการของฐานวิจัยมาแจกของใช้ประจำวัน ทุกคนเข้าแถวรับของตามลำดับก่อนหลัง ไม้ขีดไฟนั่นฉันเป็นคนไปรับมาเอง พร้อมกับสบู่ก้อนหนึ่งแล้วก็เกลืออีกหนึ่งห่อ คนที่หยิบไม้ขีดส่งให้ฉัน น่าจะเป็นคนที่คุณเรียกว่าเสี่ยวอู๋นั่นแหละ"
พูดมาถึงตรงนี้ เฉียวชิงอวี้ก็หยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "ถ้าเขาไม่ได้ยืนกรานปฏิเสธจนหัวชนฝา ก็คงจะอ้างว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีกตามเคย"
พูดจบเธอก็เงยหน้าสบตากับเฮ่อซิวอวี้ที่กำลังมองเธออยู่พอดี เฉียวชิงอวี้จึงคลี่ยิ้มหวานพลางพูดเย้าแหย่
"เรื่องบังเอิญในฐานวิจัยนี่เกิดขึ้นบ่อยจังเลยนะคะสหายเฮ่อซิวอวี้ คุณต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้แล้วล่ะ นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าคู่ต่อสู้ของคุณไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
เฮ่อซิวอวี้อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ
ในใจของเขานึกขอบคุณโชคชะตาเหลือเกิน ขอบคุณที่เฉียวชิงอวี้ไม่ได้จุดไม้ขีดไฟกล่องนั้นที่บ้าน ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงเลวร้ายจนเขาไม่อาจจินตนาการได้
เขาตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับเฉียวชิงอวี้ให้ได้
ตอนนั้นเอง มีปอยผมเล็กๆ เส้นหนึ่งตกลงมาปรกที่หางตาของเฉียวชิงอวี้ เฮ่อซิวอวี้รู้สึกคันยุบยิบที่ปลายนิ้ว ความรู้สึกอยากจะเอื้อมมือไปทัดผมเส้นนั้นไว้หลังใบหูให้เธอช่างรุนแรงเหลือเกิน แต่สุดท้ายเขาก็ทำเพียงแค่กระแอมไอเบาๆ สองสามที แล้วข่มใจระงับความรู้สึกนั้นไว้
ถึงแม้ทั้งคู่จะเป็นสามีภรรยากัน และแม้ว่าเฉียวชิงอวี้จะเป็นคนใจกล้า แต่สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่เหมาะสม เขาไม่อยากทำอะไรที่ดูเป็นการล่วงเกินหรือเร่งรัดจนเกินไป
เสียงบีบแตรรถจี๊ปดังขึ้นจากหน้าบ้าน เป็นสัญญาณว่าซุนต้าจื้อมารับเฮ่อซิวอวี้ไปทำงานที่ฐานวิจัยแล้ว
เฮ่อซิวอวี้จึงพูดขึ้น "ผมต้องไปทำงานแล้ว อีกอาทิตย์เดียวเราก็จะย้ายเข้าบ้านใหม่ รายการของใช้ที่คุณอยากได้ เขียนเสร็จหรือยังครับ"
เฉียวชิงอวี้นึกขึ้นได้ โชคดีที่วันก่อนตอนกลับมาถึงบ้าน เธอรีบจดรายการสิ่งของที่จำเป็นลงกระดาษไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงลืมไปสนิท
ของบางอย่างมันหาซื้อในอำเภอไม่ได้จริงๆ
อย่างเช่น เธออยากได้ผ้าลินินลายดอกสวยๆ มาตัดเย็บผ้าม่าน แล้วก็ผ้าฝ้ายเนื้อดีสำหรับทำผ้าปูที่นอน นอกจากนั้นก็ยังมีพวกมีดทำครัว ชามข้าว ทัพพี หม้อนึ่ง กาน้ำร้อน และของใช้จุกจิกอื่นๆ อีกนิดหน่อย ซึ่งรายการก็ไม่ได้ยาวเหยียดอะไรมากนัก
ของพวกนี้หาซื้อในสหกรณ์อำเภอไม่ได้ หรือถ้ามีคุณภาพก็ไม่ถูกใจ แต่ถ้าฝากฝ่ายพลาธิการของฐานวิจัยซื้อ พวกเขาจะไปจัดหามาจากในเมืองซีชวนซึ่งมีของให้เลือกมากกว่า
เฮ่อซิวอวี้รับกระดาษรายการของใช้แผ่นนั้นมา กวาดสายตาดูผ่านๆ ลายมือบนกระดาษยังคงเป็นตัวบรรจงที่เป็นระเบียบเรียบร้อยตามมาตรฐาน
เขานึกย้อนไปถึงตอนที่โทรศัพท์ไปเช็กข้อมูลกับสำนักงานความมั่นคง
เฉียวชิงอวี้เรียนไม่จบชั้นประถม แน่นอนว่าเธอไม่เคยเข้าสอบจบการศึกษา ดังนั้นที่สำนักงานการศึกษาอำเภอจึงไม่มีประวัติกระดาษข้อสอบของเธอเก็บไว้
ยิ่งไปกว่านั้น โรงเรียนในกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียวเมื่อหลายปีก่อนมีการจัดการที่หละหลวมมาก ครูผู้สอนส่วนใหญ่เป็นยุวชนปัญญาชนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาสอน ระดับความรู้ความสามารถก็ไม่เท่ากัน ทำให้ไม่มีใครหาข้อสอบเก่าๆ ของเฉียวชิงอวี้เจอเลย
แต่ข้อมูลจากสำนักงานรักษาความลับในเมืองหลวงที่ส่งมา ระบุชัดเจนว่าประวัติของเฉียวชิงอวี้ขาวสะอาด ไม่มีจุดด่างพร้อย พื้นเพทางสังคมเรียบง่าย เป็นลูกหลานเกษตรกรขนานแท้ บรรพบุรุษแปดชั่วโคตรของตระกูลเฉียวล้วนเป็นชาวนาผู้ยากจน
การตรวจสอบประวัติเป็นเพียงขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติ เฮ่อซิวอวี้รู้อยู่เต็มอกว่าเฉียวชิงอวี้คนนี้ ก็คือคนเดียวกับที่เขาพาออกมาจากกลุ่มการผลิตตระกูลเฉียว
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนแปลงไปราวกับคนละคนขนาดนี้ เฮ่อซิวอวี้ในตอนนี้เลือกที่จะไม่ขุดคุ้ยหาคำตอบ
อนาคตยังอีกยาวไกล เขาเชื่อว่าสักวันหนึ่ง เฉียวชิงอวี้อาจจะเป็นฝ่ายเปิดปากบอกเขาเองว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้
ดังนั้นเขาจึงไม่รีบร้อน เฮ่อซิวอวี้พับกระดาษรายการของใช้อย่างเบามือแล้วเก็บใส่กระเป๋าเอกสาร
ก่อนจะหันมาถามเฉียวชิงอวี้ "ถ้าคุณอยากจะไปดูที่ไร่ เดี๋ยวผมให้รถแวะไปส่งคุณก่อนก็ได้นะ"
ดวงตาของเฉียวชิงอวี้เป็นประกาย วันนี้ฟ้าเปิดแล้ว แต่เธอไม่ได้กะจะขี่จักรยานไปเพราะทางคงเละเทะไปด้วยโคลนแน่ๆ การมีรถติดไปลงถือเป็นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยม เธอพยักหน้ารับทันที
"ได้ค่ะ งั้นฉันขอติดรถไปด้วยนะ"
ทั้งสองคนมัวแต่คุยกันจนไม่ทันสังเกตเห็นว่า เฮ่อเสวี่ยหรงที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ แอบกลอกตาไปมาอย่างเจ้าเล่ห์
พอเฮ่อซิวอวี้ก้มลงไปอุ้มหลานสาว มือเล็กๆ ที่กำหูหิ้วกล่องไม้ใบเล็กไว้แน่นก็ค่อยๆ คลายออกทีละนิด
เฮ่อซิวอวี้อุ้มหรงหรงเดินนำออกไปก่อน เพื่อให้เฉียวชิงอวี้ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้อง
เขาอุ้มหลานสาวเดินไปผลักประตูรั้วหน้าบ้าน แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นเด็กชายตัวน้อยยืนหน้าเครียดรออยู่ข้างรถจี๊ป
เสี่ยวหูที่เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาลฐานวิจัย ยืนทำหน้าขึงขัง สะพายปืนไม้ของเล่นคู่ใจไว้บนบ่า
ถัดไปไม่ไกล มีเด็กๆ กลุ่มเดิมที่ชอบเล่นด้วยกันกำลังตะโกนเรียกชื่อเสี่ยวหูไม่หยุดหย่อน
แต่เสี่ยวหูทำเหมือนไม่ได้ยินเสียงเรียกเหล่านั้น ทันทีที่เขาเห็นเฮ่อซิวอวี้อุ้มหรงหรงเดินออกมา ดวงตาที่หมองหม่นก็สว่างวาบขึ้นมาทันที เด็กน้อยรีบวิ่งตึกตักเข้ามาหา เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มร่างสูงแล้วเอ่ยปากอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงจริงจังเกินวัย
"อาเฮ่อครับ ให้โอกาสผมทำความดีไถ่โทษหน่อยได้ไหมครับ"
[จบบท]