บทที่ 90: เสือกระดาษ
เฉียวชิงอวี้กวาดสายตาผ่านแปลงดินสีดำขนาดย่อม ก่อนจะเลื่อนจุดโฟกัสไปหยุดอยู่ที่ร่างเล็กของเฮ่อเสวี่ยหรง
จะว่าไปแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ก็นับว่าโชคร้ายจริงๆ ที่ต้องมาถือกำเนิดในครอบครัวที่มีพ่อแม่แบบนั้น หนำซ้ำยังมีย่ากับอาหญิงเล็กที่จิตใจคับแคบเห็นแก่ตัวอีกต่างหาก
ภาพความทรงจำในเช้าวันแรกที่เฮ่อเสวี่ยหรงเดินทางมาถึงยังคงชัดเจน ตอนที่เฉียวชิงอวี้ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กน้อย เธอสังเกตเห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำเป็นจ้ำๆ ปรากฏเด่นชัดอยู่บนท่อนแขนเล็กจ้อยนั่น เห็นแล้วก็อดสะเทือนใจไม่ได้
กลิ่นสมุนไพรจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกเป็นหลักฐานชั้นดีว่า เฮ่อซิวอวี้คงจะทายาให้หลานสาวเรียบร้อยแล้ว และในเมื่อชายหนุ่มเลือกที่จะเงียบ ไม่เล่าที่มาที่ไปให้ฟัง
เธอก็เลือกที่จะเคารพการตัดสินใจนั้นโดยไม่เซ้าซี้ถามให้มากความ เพราะลึกๆ แล้วเธอเชื่อมั่นว่าเฮ่อซิวอวี้คงมีวิธีจัดการเรื่องนี้ในแบบฉบับของเขาเอง แต่ก็นั่นแหละ การที่เด็กตัวเล็กแค่นี้ต้องมาแบกรับความรุนแรง มันช่างเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
ทว่าในความโชคร้ายเหล่านั้น หากจะมองหาเรื่องราวดีๆ อยู่บ้าง ก็คงต้องบอกว่าเด็กคนนี้ยังนับว่าโชคดีมหาศาล ที่ยังมีคุณอาผู้รักและพร้อมจะปกป้องดูแลเธอด้วยหัวใจที่แท้จริง
หลังจากความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องอยู่ครู่หนึ่ง เฮ่อซิวอวี้ก็ขยับตัวเข้ามาใกล้ ตั้งท่าจะอุ้มเฮ่อเสวี่ยหรงกลับไปที่ห้องนอนของแก เพื่อพาไปจัดการภารกิจประจำวันอย่างการแปรงฟัน ล้างเท้า และส่งเข้านอน
แต่แล้วเหตุการณ์กลับตาลปัตร ไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ จู่ๆ มือน้อยๆ ของเฮ่อเสวี่ยหรงก็เอื้อมมาคว้าชายเสื้อของเฉียวชิงอวี้เอาไว้แน่นโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต
เฉียวชิงอวี้ก้มลงมองมือน้อยคู่นั้น ความรู้สึกบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ บ่อยครั้งที่ความไว้วางใจและการพึ่งพาอาศัยที่เด็กคนหนึ่งมอบให้เราด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มักจะไปกระตุ้นสัญชาตญาณความรับผิดชอบอันหนักแน่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด มันมีพลังมากพอที่จะหลอมละลายหัวใจที่เคยแข็งกระด้างให้ค่อยๆ อ่อนยนลงทีละน้อย
นับประสาอะไรกับคนอย่างเฉียวชิงอวี้ ที่แท้จริงแล้วเป็นเพียง "เสือกระดาษ" ภายนอกอาจดูดุขึงขัง แต่เนื้อในกลับใจดีและขี้สงสาร ย่อมต้องพ่ายแพ้ให้กับลูกอ้อนใสซื่อแบบนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
และบทสรุปของค่ำคืนนี้ก็ลงเอยที่ เฮ่อเสวี่ยหรงได้นอนหนุนหมอนใบเล็กอยู่ข้างๆ เฉียวชิงอวี้สมใจปรารถนา
เด็กหญิงตัวน้อยนอนหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ดูเงียบสงบจนแยกไม่ออกว่าหลับไปจริงๆ หรือยัง
แต่สำหรับเฉียวชิงอวี้ที่วิ่งวุ่นกับสารพัดภารกิจมาตลอดทั้งวัน ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมจนทำให้เธอผล็อยหลับและดำดิ่งสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งห้องทิศตะวันตก
เมื่อเฮ่อซิวอวี้เห็นว่าแสงไฟในห้องทิศตะวันออกดับลงแล้ว เขาจึงเริ่มลงมือเก็บข้าวของในห้องของตัวเอง หนังสือเล่มหนาถูกจัดเรียงซ้อนกันเป็นตั้งๆ ก่อนจะมัดรวมกันไว้อย่างแน่นหนา การเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่ตอนนี้จะช่วยให้การขนย้ายในเช้าวันพรุ่งนี้เป็นไปอย่างสะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้น
ด้วยความที่เขากำลังจดจ่ออยู่กับการจัดของ เสียงความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยท่ามกลางความเงียบสงัดย่อมเล็ดลอดการรับรู้ไป
ภายในห้องทิศตะวันออกที่มืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์สีนวลลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาอาบไล้บรรยากาศให้พอมองเห็นเลือนราง เฮ่อเสวี่ยหรงค่อยๆ พลิกตัวหันหน้าไปมองเฉียวชิงอวี้ที่กำลังนอนหลับใหลอย่างเป็นสุข
ริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มที่ปิดสนิทมานานกว่าหนึ่งปี ค่อยๆ ขยับเปิดออกอย่างเชื่องช้า
เสียงแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับสายลมหลุดรอดออกมาจากลำคอเล็กๆ
"แม่... แม่จ๋า..."
ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางท้องฟ้า ผืนแผ่นดินทางตะวันตกเฉียงเหนือในยามนี้ไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่เคยสัมผัส แม้แต่สายลมยามค่ำคืนยังเจือไปด้วยไออุ่นจางๆ ของฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน
บนท้องทุ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บางครั้งอาจเห็นเงาตะคุ่มของสัตว์ป่าวิ่งผ่านไปมาอย่างรวดเร็ว และหากเงี่ยหูฟังดีๆ เสียงร้องระงมของแมลงกลางคืนก็แว่วมาให้ได้ยินจากที่ไกลๆ ขับกล่อมราตรีนี้ให้ไม่เงียบเหงาจนเกินไป
ฤดูร้อนของทางตะวันตกเฉียงเหนือมักจะมาถึงล่าช้ากว่าที่อื่นเสมอ แต่สุดท้ายแล้ว มันก็เดินทางมาถึงจนได้
แม้ดึกดื่นป่านนี้ แต่บ้านพักในเขตบ้านพักชั่วคราวงานวิจัยเถิงไห่กว่าครึ่งยังคงเปิดไฟสว่างไสว
ครอบครัวส่วนใหญ่ในละแวกนี้ต่างก็มีลูกเล็กเด็กแดง บ้างก็มีผู้หลักผู้ใหญ่อาศัยอยู่ด้วย ข้าวของเครื่องใช้จึงมีมากมายก่ายกอง การจะย้ายบ้านแต่ละทีจึงต้องใช้เวลาจัดแจงคัดแยกและเก็บกวาดกันยกใหญ่ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย
การย้ายไปบ้านใหม่ครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นคึกคักให้กับทุกคน แม้ว่าลักษณะบ้านจะยังคงเป็นบ้านชั้นเดียวเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ยกระดับความสะดวกสบายขึ้นมาคือทุกหลังจะมีห้องน้ำส่วนตัว ไม่ต้องลำบากออกไปใช้ห้องน้ำรวมเหมือนที่นี่อีกแล้ว เท่านั้นยังไม่พอ ทุกบ้านยังมีการติดตั้งระบบน้ำประปาไว้พร้อมสรรพ
ต้องเข้าใจก่อนว่า แม้แต่ในตัวอำเภออวี๋ซู่เอง ก็มีเพียงตึกแถวบางส่วนเท่านั้นที่มีน้ำประปาใช้สะดวกสบาย
บ้านเรือนส่วนใหญ่ยังคงเป็นบ้านชั้นเดียวเรียงรายกันไป เวลาจะใช้น้ำก็ต้องหิ้วถังไปรองจากโรงน้ำรวม เวลาจะขับถ่ายก็ต้องเดินไปใช้ห้องน้ำสาธารณะ ชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างทุลักทุเลและลำบากพอสมควร
แม้ว่าที่บ้านพักชั่วคราวแห่งนี้จะมีการต่อท่อประปาเข้ามาบ้างแล้ว แต่มันก็เป็นเพียงการสูบน้ำมาจากบ่อน้ำตรงทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งมีการกำหนดเวลาเปิดปิดน้ำที่แน่นอน ทำให้การใช้น้ำไม่ค่อยยืดหยุ่นและสะดวกสบายเท่าที่ควร แต่ที่บ้านพักแห่งใหม่ ปัญหาจุกจิกกวนใจพวกนี้ได้รับการแก้ไขจนหมดสิ้น
ชาวบ้านทุกคนต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยเฉพาะพวกเด็กๆ ที่วิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นกันอย่างสนุกสนาน เพราะแอบได้ยินผู้ใหญ่คุยกันว่าบ้านใหม่ไฟสว่างกว่าที่นี่ แถมไฟก็ไม่ดับบ่อยๆ ด้วย
ตัดภาพมาที่บ้านของเพื่อนบ้าน
พี่สะใภ้หลี่จัดการเก็บข้าวของทุกชิ้นลงกล่องเรียบร้อยหมดแล้ว ตอนนี้เธอกำลังยืนแปรงฟันอยู่ ส่วนข้างๆ กันนั้น หลี่จื้อเฉียงผู้เป็นสามีกำลังนั่งล้างเท้าให้ลูกชายอย่างขะมักเขม้น
เขาวักน้ำล้างเท้าลูกพลางหันไปคุยกับภรรยาที่กำลังแปรงฟันว่า
"เสี่ยวฉิน เดือนนี้คุณส่งเงินกลับไปให้ที่บ้านพ่อแม่ผมหรือยัง?"
พี่สะใภ้หลี่ที่มีฟองยาสีฟันเต็มปากไม่สะดวกจะตอบเป็นคำพูด จึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับหงึกหงัก
หลี่จื้อเฉียงเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าสำนึกผิดเล็กน้อย เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือความเกรงใจว่า
"เอาไว้ถึงสิ้นปี เราค่อยลดเงินที่ส่งให้พ่อกับแม่เหลือเดือนละแปดหยวนก็พอนะ"
พี่สะใภ้หลี่ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ประโยคนี้แหละที่เธอรอคอยจะได้ยินจากปากสามีมานานแสนนาน
หลังจากบ้วนปากและล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย พี่สะใภ้หลี่ก็เดินเข้ามาหาสามีด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"เรื่องนั้นคุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ เงินส่วนที่ต้องส่ง ฉันส่งให้ครบทุกหยวนทุกเฟินไม่มีขาด แต่พูดกันตามตรง ตอนนี้เราเองก็ต้องเริ่มเก็บเงินจริงๆ จังๆ ได้แล้วนะ”
“เสี่ยวหูโตวันโตคืน อีกแค่สองปีลูกก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว อีกอย่างพอเราย้ายเข้าไปอยู่ในฐานวิจัย การเข้าสังคมกับเพื่อนบ้านก็เป็นเรื่องจำเป็น จะให้เรารับของน้ำใจจากคนอื่นอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ให้อะไรตอบแทนเลย มันก็ดูไม่งามใช่ไหมล่ะคะ"
หลี่จื้อเฉียงพยักหน้ารับรัวๆ อย่างเห็นด้วย
"เสี่ยวฉิน ผมรู้นะว่าหลายปีมานี้คุณลำบากมามาก ผมสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานให้หนักขึ้น จะพยายามให้ได้ขึ้นเงินเดือน จะได้พาคุณกับลูกไปมีชีวิตที่ดีกว่านี้"
คำพูดของสามีทำให้พี่สะใภ้หลี่รู้สึกตื้นตันใจอยู่บ้าง แต่ลึกๆ ในใจเธอกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือวาดฝันวิมานในอากาศกับคำสัญญาพวกนี้มากนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงจะตาเป็นประกายวาววับ คิดคำนวณในหัวเสร็จสรรพว่า ถ้าเงินเดือนขึ้นสิบหยวน ปีนึงก็ร้อยยี่สิบหยวน เงินจำนวนนี้ถ้าเก็บหอมรอมริบไว้คงทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
เธอคงจะวางแผนอนาคตไว้เป็นฉากๆ อย่างสวยหรู แต่ ณ เวลานี้ ความรู้สึกตื่นเต้นพวกนั้นมันจางหายไปจนแทบไม่เหลือแรงกระเพื่อมในหัวใจ สาเหตุหลักก็เพราะว่าตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือแล้วจริงๆ แม้จะยังไม่ได้ฝากธนาคาร แต่เงินสดกว่าสองร้อยหยวนก็อยู่กับตัวเธอให้อุ่นใจ
และยังมีอีกสามร้อยหยวนที่ฝากไว้กับเฉียวชิงอวี้ เธอไม่เคยมีความคิดเลยว่าเงินก้อนนั้นจะสูญหาย หรือจะต้องยกให้ใครฟรีๆ เพราะนั่นจะเท่ากับเป็นการดูถูกมิตรภาพระหว่างเธอกับเฉียวชิงอวี้อย่างรุนแรง
เฉียวชิงอวี้ไม่ใช่คนประเภทที่จะคดโกงใคร ที่อีกฝ่ายยอมรับฝากเงินไว้ อาจจะเป็นเพราะมีเหตุจำเป็นต้องหมุนเงิน หรือไม่ก็เพราะความเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะใจอ่อนรักษาเงินก้อนนี้ไว้ไม่ได้ สุดท้ายก็จะโดนสามีขอเอาไปประเคนให้ญาติพี่น้องทางบ้านจนหมดตัว
พี่สะใภ้หลี่เป็นคนหัวไวและมองคนขาด เธอจึงค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเหตุผลข้อหลังมากกว่า
เธอรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเฉียวชิงอวี้เสมอมา และมองอีกฝ่ายเป็นเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
ชีวิตของพี่สะใภ้หลี่นั้นอาภัพ พ่อแม่ด่วนจากไปตั้งแต่เธอยังเล็ก ทำให้ต้องระหกระเหินไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของอา
อาและอาสะใภ้ไม่ได้มีความเมตตาต่อเธอเลยแม้แต่น้อย ตำแหน่งงานที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก็ถูกอาทั้งสองยึดเอาไปยกให้ญาติฝ่ายตัวเองทำแทนอย่างหน้าด้านๆ
แม้จะได้ชื่อว่าอาศัยอยู่ในตัวอำเภอ แต่เธอกลับไม่ได้เรียนจบแม้แต่ชั้นมัธยมต้น ถูกบังคับให้ออกกลางคันเพื่อมาเป็นคนรับใช้ทำงานบ้านทำกับข้าวให้คนในบ้านของอา
ลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ ทยอยแต่งงานออกเรือนกันไปหมดแล้ว แต่อาและอาสะใภ้กลับกีดกันไม่ยอมให้เธอแต่งงาน เจตนาชัดเจนว่าต้องการเก็บเธอไว้ใช้งานเยี่ยงทาสในบ้านต่อไป
จนกระทั่งโชคชะตาพาให้เธอมาพบกับหลี่จื้อเฉียง
แม้เขาจะมีพื้นเพเป็นคนชนบท แต่ความขยันขันแข็งและความมุ่งมั่นที่ส่งตัวเองเรียนจนจบมัธยมปลายได้ ทำให้เธอประทับใจในตัวเขา
หลี่จื้อเฉียงตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น ทางฝั่งอาและอาสะใภ้ แม้จะไม่ได้คัดค้านหัวชนฝาที่จะให้เธอแต่งงานกับเขา เพราะถ้าเทียบกับพี่น้องคนอื่นที่แต่งงานไป คู่ของเธอนับว่าดูด้อยที่สุดในสายตาพวกเขา หลี่จื้อเฉียงในตอนนั้นยังเป็นเพียงเกษตรกรยากจนคนหนึ่งเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น อาสะใภ้หน้าเลือดก็ยังกล้าเรียกสินสอดสูงถึงห้าร้อยหยวน โดยอ้างบุญคุณว่าเลี้ยงดูเธอมาจนโต ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี
ทรัพย์สินเงินทองและบ้านช่องที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ก็ตกเป็นของพวกเขาจนหมด พ่อแม่ของเธอเสียชีวิตในหน้าที่ ทางการชดเชยด้วยโควตาบรรจุงานถึงสองตำแหน่ง แต่ผลประโยชน์ทั้งหมดกลับตกไปอยู่ในมือของอาใจร้าย
ส่วนเธอที่เป็นลูกสาวแท้ๆ เพียงคนเดียว กลับไม่ได้รับอะไรเลยแม้แต่น้อย
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอในบ้านหลังนั้น ไม่ต่างอะไรกับการเป็นวัวเป็นควายให้เขาโขกสับใช้งาน
ความคับแค้นใจที่สั่งสมมานานทำให้เธอตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่น เธอบากหน้าไปร้องเรียนกับหัวหน้าโรงงานเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
เธอรู้ดีว่านั่นคือการทุบหม้อข้าวตัวเอง ถ้าหลี่จื้อเฉียงไม่ยอมแต่งงานกับเธอหลังจากเหตุการณ์นั้น อาและอาสะใภ้คงตะเพิดเธอออกจากบ้านอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เธอก็ไม่กลัว เพราะเธอมั่นใจในตัวหลี่จื้อเฉียง
ผลจากการร้องเรียน ทำให้หัวหน้าโรงงานเรียกอาและอาสะใภ้ไปตำหนิอย่างรุนแรง แต่ถึงอย่างนั้น อาสะใภ้ก็ยังไม่วายบีบบังคับให้ทางบ้านลี่จ่ายเงินมาห้าสิบหยวนจนได้
ในยุคปี 72 เงินห้าสิบหยวนสำหรับชาวนาคนหนึ่ง มันคือรายได้จากแต้มแรงงานของคนทั้งครอบครัวแปดชีวิตที่ต้องทำงานหนักตรากตรำตั้งแต่ต้นปีจดปลายปีเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ย้ายไปอยู่ชนบทใหม่ๆ เธอจึงพยายามทำดีกับพ่อแม่สามีและน้องๆ ของเขาอย่างที่สุด ต่อมาพอหลี่จื้อเฉียงสอบติดมหาวิทยาลัย เธอก็หอบลูกตามสามีไปถึงปักกิ่ง หารับจ้างทำงานชั่วคราวเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับคอยดูแลปรนนิบัติสามีที่กำลังเรียนหนังสือ...
[จบบท]