บทที่ 96: เป้าหมาย
ก่อนหน้านี้มีกลุ่ม 'เหล่าซานอิง' ที่คอยเป็นหนามยอกอก ล่าสุดยังปรากฏชื่อของ 'อินทรีภูเขา' เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งราย
คนกลุ่มนี้เคลื่อนไหวกันอย่างลับๆ และมีความระมัดระวังตัวสูงมากจนน่าเหลือเชื่อ ในกรณีที่ไม่ได้นัดพบหน้ากันโดยตรง พวกเขาจะใช้วิธีส่งข่าวสารผ่านกระดาษแผ่นเล็กๆ เพื่อทำการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
ทว่าปัญหาหนักอกที่ทำให้ทีมสืบสวนต้องกุมขมับก็คือ ทันทีที่ฝ่ายรับอ่านข้อความจบ กระดาษเหล่านั้นก็จะถูกเผาทำลายทิ้งจนไม่เหลือซากให้แกะรอยต่อได้เลย
ด้วยเหตุผลนี้เอง กระบวนการสืบสวนสอบสวนในขณะนี้จึงเต็มไปด้วยความยากลำบากและมืดแปดด้านราวกับงมเข็มในมหาสมุทร
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเสี่ยวอู๋คือสายลับที่หลู่กุ้ยเหลียนเป็นคนชักชวนให้เข้ามาร่วมขบวนการด้วยตัวเอง
นอกจากเรื่องไม้ขีดไฟสูตรพิเศษที่ใช้ก่อเหตุแล้ว วิศวกรหวังก็ไม่ได้รับภารกิจอื่นใดเพิ่มเติมอีก ถึงแม้ข้อมูลที่ได้มาจะดูเหมือนมีไม่มากนัก แต่หัวหน้าแผนกหลินก็ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องคลี่คลายคดีนี้ให้จบภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
สาเหตุที่ต้องเร่งมือขนาดนี้ เป็นเพราะเหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่เกิดขึ้นนั้น เป้าหมายหลักล้วนพุ่งเป้าไปที่คนคนเดียวกัน นั่นคือหัวหน้าวิศวกรเฮ่อ
บรรยากาศภายในห้องทำงานดูเคร่งเครียด หัวหน้าแผนกหลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับอีกฝ่าย
"หัวหน้าวิศวกรเฮ่อ คุณวางใจเถอะครับ ทางเราจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อกวาดล้างพวกสายลับและจารชนที่แฝงตัวอยู่ในฐานเถิงไห่ให้หมดเกลี้ยงในคราวเดียว"
เฮ่อซิวอวี้ตอบรับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความกังวลเล็กน้อย "หัวหน้าแผนกหลิน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เราจำเป็นต้องสืบหาความจริงให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด หากทางฝ่ายรักษาความปลอดภัยขาดเหลืออะไร หรือต้องการอุปกรณ์สนับสนุนด้านไหน บอกผมได้เลยนะ ผมจะทำเรื่องขออนุมัติจากเบื้องบนให้ทันที"
"ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้คนของผมมีเพียงพอแล้ว" หัวหน้าแผนกหลินปฏิเสธความช่วยเหลืออย่างสุภาพ เพราะเขามั่นใจในศักยภาพทีมงานของตน
เฮ่อซิวอวี้พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงรับรู้ จากนั้นเขาก็ขยับเข้าไปใกล้และลดเสียงลงเพื่อกระซิบกำชับรายละเอียดบางอย่างอีกเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวลาและเดินออกมาจากบ้านพักของหัวหน้าแผนกหลิน
หากจะพูดกันตามความรู้สึกจริงๆ แล้ว ในมุมลึกๆ ของจิตใจ เฮ่อซิวอวี้ปรารถนาเพียงแค่จะเป็นนักวิชาการที่มุ่งมั่นทำงานวิจัยเพียงอย่างเดียว
โดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวุ่นวายภายนอก หรือต้องมาคอยพะวงหน้าพะวงหลังกับเล่ห์เหลี่ยมของผู้ไม่หวังดี เขาอยากทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับการค้นคว้า เพื่อสานฝันของตัวเองให้เป็นจริงทีละอย่าง
ความฝันที่อยากจะเห็นประเทศชาติอันเป็นที่รักค่อยๆ ปลดแอกตัวเองออกจากความยากจนและล้าหลัง แล้วก้าวกระโดดขึ้นไปยืนผงาดเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลกได้อย่างภาคภูมิ
เพราะแนวโน้มการพัฒนาของโลกได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า อนาคตข้างหน้าคือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือพลังการผลิตอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
ดังนั้น ตัวเขาเองรวมถึงเหล่าวิศวกรและนักวิจัยทุกคนในทีมจึงมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง แน่นอนว่าฐานวิจัยแบบฐานเถิงไห่นั้นยังมีกระจายอยู่อีกหลายแห่งทั่วประเทศ ทุกคนต่างทำงานกันอย่างหนักจนแทบลืมกินลืมนอน อุทิศทั้งแรงกายแรงใจและหยาดเหงื่อเพื่อสร้างชาติ
ทว่าโลกนี้ก็มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่จิตใจบิดเบี้ยว คอยจ้องแต่จะทำลายล้างความเจริญเหล่านั้น
คนพวกนี้พยายามขัดขวางทุกย่างก้าวของการพัฒนา และจ้องจะทำลายผลงานวิจัยที่พวกเขาสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก
สถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้บีบบังคับให้เฮ่อซิวอวี้ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ทุกครั้งก่อนที่ผลงานวิจัยชิ้นใหม่จะถูกเปิดเผยหรือนำไปใช้งานจริง เขาจำเป็นต้องเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ
แม้กระทั่งแบบร่างโครงสร้างหรือพิมพ์เขียวสำคัญ เขาก็ยังต้องทำขึ้นมาสองชุด ชุดหนึ่งคือของจริง ส่วนอีกชุดคือของปลอมเพื่อลวงตา
เฮ่อซิวอวี้เดินจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองไปตลอดทาง จนกระทั่งสองเท้าพาเขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์นวลตาที่สาดส่องลงมา บ้านหลังใหม่ขนาดร้อยกว่าตารางเมตรดูเหมือนจะถูกคลุมทับด้วยผ้าโปร่งแสงแห่งความนุ่มนวล
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หน้าต่างห้องนอนของเฉียวชิงอวี้และเฮ่อเสวี่ยหรง มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นมาจางๆ โดยไม่รู้ตัว
ในวินาทีนี้ เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอิทธิพลของแสงจันทร์หรือเปล่า ที่ทำให้หัวใจที่เคยแข็งกระด้างและตึงเครียดจากการทำงานค่อยๆ อ่อนโยนลง
ความรู้สึกของการมีบ้านให้กลับ และมีภรรยารออยู่นั้น มันช่างดีจริงๆ
***
เช้าวันต่อมา
พี่สะใภ้หลี่เดินมาหาเฉียวชิงอวี้ที่บ้าน ซึ่งในเวลานั้นเฮ่อซิวอวี้ได้ออกไปทำงานที่ฐานวิจัยเรียบร้อยแล้ว
ที่บ้านจึงเหลือเพียงเฉียวชิงอวี้กับเฮ่อเสวี่ยหรง สาเหตุที่เด็กน้อยยังอยู่บ้านเป็นเพราะเธอแสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนด้วยการส่ายหน้าอย่างหนักแน่น ปฏิเสธที่จะติดรถคุณอาไปที่ฐานวิจัย และไม่ยอมไปโรงเรียนอนุบาล ดังนั้นวันนี้เธอจึงต้องอยู่โยงเฝ้าบ้านกับคุณอาสะใภ้แทน
ภายในตัวบ้านนั้นเฉียวชิงอวี้จัดเก็บข้าวของจนเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว แน่นอนว่างานหนักๆ อย่างการติดผ้าม่าน ถูพื้น หรือยกของหนัก ไม่ใช่ฝีมือเธอคนเดียว แต่เป็นเฮ่อซิวอวี้ที่ลงแรงช่วยจัดการให้จนเรียบร้อย
แต่งานในสวนผักหน้าบ้านนั้นยังไม่มีคนช่วย
เฉียวชิงอวี้จึงต้องลงมือเอง เธอหยิบเครื่องมือการเกษตรออกมาและเริ่มลงแรงพรวนดินด้วยตัวเอง
ขณะที่เฉียวชิงอวี้กำลังง่วนอยู่กับการใช้คราดสามซี่ขุดดินเตรียมแปลงปลูกผัก เฮ่อเสวี่ยหรงก็นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก โดยมีลังไม้ใส่ผักปวยเล้งและผักกาดขาววางอยู่ตรงหน้า
นี่กลายเป็นจุดประจำตำแหน่งของเจ้าตัวเล็กไปแล้ว เพราะตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องยกผักเข้าไปไว้ในบ้านเหมือนก่อนหน้านี้
ทันทีที่เฉียวชิงอวี้เงยหน้าขึ้นมาเห็นพี่สะใภ้หลี่เดินเข้ามา เธอก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะสภาพของพี่สะใภ้หลี่ดูไม่สู้ดีนัก ใบหน้ามีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อน ดวงตาแดงช้ำ และสีหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้าผสมกับความคับแค้นใจ
ความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของเฉียวชิงอวี้คือหลี่จื้อเฉียง หรือว่าเขาจะลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายภรรยา?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอสาบานกับตัวเองเลยว่าจะไม่ปล่อยหลี่จื้อเฉียงไว้แน่ ผู้ชายที่รังแกผู้หญิงสมควรโดนสั่งสอนสักยก เฉียวชิงอวี้รีบวางคราดสามซี่ในมือลงแล้วเดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย
ทว่ายังไม่ทันที่เฉียวชิงอวี้จะได้เอ่ยปากถามไถ่ พี่สะใภ้หลี่ก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าจากการร้องไห้
"ชิงอวี้ ฉันกับพี่หลี่ของเธอคงต้องพาเสี่ยวหูกลับบ้านเกิดกันด่วน"
เฉียวชิงอวี้อึ้งไปเล็กน้อย การตัดสินใจกลับบ้านเกิดแบบกะทันหันเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นที่ทางโน้นแน่นอน
และนั่นก็หมายความว่านี่ไม่ใช่เรื่องผัวเมียตบตีกันอย่างที่เธอคิดในตอนแรก
"เมื่อคืนนี้พี่หลี่ของเธอโทรศัพท์กลับไปที่บ้าน เราถึงได้รู้ความจริงว่า... ย่าของเสี่ยวหูเสียชีวิตไปปีกว่าแล้ว..."
พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาของพี่สะใภ้หลี่ก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง เธอรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาลวกๆ พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังออกมา
เฉียวชิงอวี้เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เสียชีวิตไปปีกว่าแล้วงั้นหรือ? ทำไมเพิ่งจะมารู้ข่าวเอาป่านนี้?
ระบบของฐานวิจัยไม่ได้ใจจืดใจดำขนาดนั้น หากมีญาติสายตรงเสียชีวิต ทางหน่วยงานจะต้องรีบแจ้งและอนุญาตให้ลางานกลับไปจัดการธุระแน่นอน
พี่สะใภ้หลี่ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างต่อเนื่อง "เธอรู้ไหมว่าคนพวกนั้นจิตใจทำด้วยอะไร มันน่ารังเกียจที่สุด พวกเขาไร้ยางอายจนเกินคน"
"แม่สามีของฉันดีกับคนตระกูลหลี่มากขนาดไหน ยอมลำบากตรากตรำเลี้ยงลูกของคนอื่นมาจนโตเหมือนลูกในไส้ ทั้งเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวไม่เคยบ่น ชีวิตแกน่าสงสารมาก ทำงานหนักมาทั้งชีวิต แต่พอตายไปแล้วก็ยังไม่วายโดนคนพวกนั้นเอาความตายมาหากิน"
"เพื่อเงินสามสิบหยวนที่พวกเราส่งไปให้ทุกเดือน พวกเขารวมหัวกันปิดข่าวเงียบกริบ ไม่ยอมบอกเราว่าแม่ตายแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อวานซืนฉันทักขึ้นมา พี่หลี่ของเธอก็คงยังไม่คิดจะโทรกลับไปเช็คที่บ้าน"
"แล้วอีกเรื่องนะชิงอวี้ ฉันเองก็เพิ่งจะมารู้ความจริงเอาวันนี้แหละว่า พ่อสามีของฉันจริงๆ แล้วไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของหลี่จื้อเฉียง มีแค่น้องสาวคนเล็กคนเดียวที่เป็นลูกแม่เดียวกันกับเขา"
"พี่หลี่ของเธอกตัญญูกับพ่อเลี้ยงคนนี้มาตลอด แต่ใครจะไปคิดว่าเพื่อเงินแค่สามสิบหยวน พวกเขาถึงกับกล้าทำเรื่องระยำตำบอนขนาดนี้ แถมยังโยนความผิดมาให้สามีฉันอีก หาว่าเราอกตัญญู จนคนในฐานวิจัยพลอยโดนด่าไปด้วย"
"ฟ้าดินเป็นพยานได้เลย ฉันกับพี่หลี่ไม่รู้เรื่องจริงๆ ถูกพวกมันปิดหูปิดตามาตลอด ครั้งนี้พี่หลี่ของเธอโกรธมาก เขาบอกว่าจะต้องกลับไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้นให้ถึงที่สุด"
"ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ แม่สามีฉันเป็นคนดีขนาดนั้น แต่พอแกตายไปได้ไม่ถึงเดือน ไอ้แก่ตัณหากลับนั่นก็พาแม่ม่ายคนใหม่เข้าบ้านทันที"
"เธอคิดดูสิว่าพวกเราน่าเจ็บใจแค่ไหน เงินเดือนละสามสิบหยวนที่พวกเรายอมอดออม ประหยัดกินประหยัดใช้ เพื่อส่งไปให้แม่ได้อยู่สบาย กลับกลายเป็นว่าส่งไปเลี้ยงดูครอบครัวปรสิตพวกนี้ให้สุขสบายบนความตายของแม่"
ยิ่งพูดยิ่งแค้น น้ำตาแห่งความคับแค้นใจของพี่สะใภ้หลี่ไหลลงมาไม่ขาดสาย
ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สามีเป็นคนดีและมีบุญคุณ เธอก็คงไม่ยอมให้สามีแบ่งเงินเดือนครึ่งหนึ่งส่งกลับไปบ้านทุกเดือนหรอก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอต้องบริหารเงินอย่างกระเบียดกระเศียร แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือความหลอกลวงที่น่ารังเกียจเช่นนี้
เฉียวชิงอวี้ฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก ความจริงข้อนี้มันช่างน่าสะเทือนใจ และในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เธอเข้าใจเรื่องราวในนิยายต้นฉบับได้กระจ่างแจ้งขึ้น
มิน่าล่ะ... หลังจากที่บ้านลี่เกิดเรื่องร้ายขึ้นในอนาคตตามเนื้อเรื่องเดิม ชีวิตของเสี่ยวหูถึงได้น่าเวทนานัก
ทุกอย่างมีคำตอบในตัวมันเองแล้ว ครอบครัวทางฝั่งนั้นไม่มีทางเมตตาเสี่ยวหูแน่นอน
นั่นคือสาเหตุที่เด็กน้อยตัวแค่นั้นต้องระหกระเหินเดินทางไกลหลายพันลี้จากเมืองชิงเฉิง อาศัยการขอทานและแอบปีนรถไฟเพื่อหนีตายกลับมายังฐานวิจัยเถิงไห่โดยอาศัยเพียงความทรงจำอันเลือนราง
ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยวหูเป็นเด็กฉลาดและไหวพริบดี ป่านนี้คงตายอยู่ข้างถนนหรือโดนจับไปขายที่ไหนแล้วก็ไม่รู้
เฉียวชิงอวี้สูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโมโหแทน "พี่สะใภ้หลี่ คนบ้านนั้นมันเลวระยำจริงๆ ไร้มนุษยธรรมที่สุด"
"ใช่ ครั้งนี้กลับไป ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันลอยหน้าลอยตาอยู่ได้แน่" พี่สะใภ้หลี่กัดฟันพูดด้วยความมุ่งมั่น
หลังจากระบายความในใจจนพอจะตั้งสติได้บ้างแล้ว พี่สะใภ้หลี่ก็ยื่นตะกร้าสานที่ถือติดมือมาด้วยให้กับเฉียวชิงอวี้
ภายในตะกร้านั้นอัดแน่นไปด้วยผักกาดขาว หัวไชเท้า และยังมีไหใบเล็กที่บรรจุผักดองปรุงรสวางอยู่ด้วย
"พวกเราคงต้องไปจัดการธุระที่บ้านเกิดอย่างน้อยก็ครึ่งเดือน ของสดพวกนี้ทิ้งไว้ก็เสียเปล่า เดี๋ยวนี้อากาศเริ่มร้อนแล้วด้วย ส่วนผักดองในไหฉันเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ รสชาติแบบที่เธอชอบกินเลย เอาไปกินนะ"
เฉียวชิงอวี้รับตะกร้ามาถือไว้ ทั้งสองคนพูดคุยปลอบใจกันอีกครู่หนึ่ง พี่สะใภ้หลี่ก็ทำท่าจะขอตัวกลับไปเตรียมตัวเดินทาง
เฉียวชิงอวี้รีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้แล้วถามด้วยความเป็นห่วง "พี่สะใภ้หลี่ ตอนนี้พี่มีเงินติดตัวอยู่เท่าไหร่ พอใช้หรือเปล่า?"
"ฉันยังมีเงินเก็บอยู่ร้อยกว่าหยวน แล้วทางแผนกการเงินของฐานก็ใจดีให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้ามาอีกหนึ่งเดือน ไม่ต้องห่วงหรอก เงินแค่นี้พอค่าเดินทางแน่นอน"
เฉียวชิงอวี้คำนวณตัวเลขในใจอย่างรวดเร็ว เธอตัดสินใจว่าจะยังไม่คืนเงินสามร้อยหยวนที่เก็บรักษาไว้ให้พี่สะใภ้หลี่ในตอนนี้
เหตุผลก็เพราะเธอกลัวว่าเมื่อกลับไปถึงบ้านเกิดแล้ว พวกเหลือบไรทางฝั่งนั้นจะงัดลูกไม้สารพัดมารีดไถ หรือบีบน้ำตาจนหลี่จื้อเฉียงใจอ่อนยอมควักเงินก้อนนี้ออกมาเพื่อตัดรำคาญ
ดังนั้น ฝากไว้ที่เธอปลอดภัยที่สุด รอให้พวกเขากลับมาแล้วค่อยคืนให้ทีหลังน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
[จบบท]