หยวนเฉิน นั่งลงบนเก้าอี้และพึมพำกับตัวเอง "ย้อนไปเมื่อ 50 ปีก่อนในปี 2072 นักวิชาการชื่อดัง 'หวังหมิงกง' เคยกล่าวไว้ว่า—พลังจิตเปรียบเสมือนสนามแม่เหล็ก มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แต่มีอยู่จริง ทว่าพลังจิตนั้นเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ หลายปีที่ผ่านมาแม้เหล่าผู้มีอิทธิพลจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อวิจัยเรื่องนี้ แต่ผลลัพธ์ก็น้อยนิดนัก นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้ด้วยความบังเอิญ พลังจิตของผมจะทะลวงผ่านขีดจำกัดจนสามารถ 'มอง' เห็นสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน"
มุมปากของหยวนเฉินยกยิ้มไม่หุบ เขารู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว ให้ความรู้สึกเหมือนยอดคนที่เร้นกายอยู่ในเมืองใหญ่
หากพวกคนแก่ที่ทุ่มเทเวลาค่อนชีวิตวิจัยเรื่องพลังจิตมาทราบเรื่องของหยวนเฉินเข้า คงได้อิจฉาตาร้อนจนแทบคลั่งตายแน่ๆ เขาหยิบจี้ที่ห้อยคอออกมา—มันคือ ปลาหลีฮื้อหิน
ปลาหินตัวนี้ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ลำตัวโค้งมน มีรูที่ส่วนหาง เกล็ดปลาแต่ละแผ่นประณีตงดงามราวกับมีชีวิต
"ในปลาหินตัวนี้มีพื้นที่ลึกลับอยู่ ลองเข้าไปสำรวจข้างในอีกสักหน่อยดีกว่า"
วูบ~เพียงแค่ขยับความคิด จิตสำนึกของหยวนเฉินก็เข้าสู่พื้นที่ลึกลับอีกครั้ง ที่นี่มีดวงอาทิตย์แขวนสูง แสงแดดสาดส่อง และมีหมอกหนาทึบม้วนตัวไปมา แต่สิ่งที่ต่างจากครั้งก่อนคือ ตอนนี้พื้นที่ในรัศมี 30 เมตรไม่มีหมอกแล้ว จะมีก็แต่พื้นที่ที่ไกลออกไปเท่านั้นที่ยังมีหมอกหนาปกคลุมอยู่
"พื้นดินเป็นดินสีน้ำตาลอ่อน มีก้อนทองคำรูปทรงไม่แน่นอนกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ทางขวามีสระน้ำลึกลับ ข้างสระมีแผ่นศิลา และบนศิลาก็คือ [คัมภีร์หงเหมิง]" ร่างจำลองจิตสำนึกของหยวนเฉินสามารถเดินไปมาในพื้นที่นี้ได้อย่างอิสระ ร่างของเขาดูโปร่งใสจนแสงแดดทะลุผ่านได้อย่างง่ายดาย เขาเดินไปข้างหน้า แต่ไม่นานก็ถูกกำแพงอากาศที่มองไม่เห็นขวางไว้ ซึ่งกำแพงนี้เองที่กั้นหมอกไว้ด้านนอก
"เราเคลื่อนไหวได้แค่ในรัศมี 30 เมตรเท่านั้น รอบด้านมีกำแพงไร้รูปกั้นอยู่" หลังจากสำรวจจนทั่ว หยวนเฉินก็เข้าใจสถานการณ์
"พื้นที่ตรงนี้กว้างพอสมควร ถ้าใช้เก็บของได้ก็คงดี ส่วนก้อนทองบนพื้นที่รูปทรงประหลาดพวกนี้ก็น่าดึงดูดใจจริงๆ ถ้าขนออกไปขายได้หมดล่ะก็ ต้องกลายเป็นมหาเศรษฐีแน่นอน"
หยวนเฉินพยายามทดลองหลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ความเข้มแข็งของพลังจิตเขายังไม่พอ เขาทำได้เพียงทำให้ทองก้อนเล็กที่สุดลอยขึ้นจากพื้นได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถนำมันออกจากจี้ปลาหินได้ ทว่าเมื่อเขาลองทดสอบกับน้ำในสระที่ส่องแสงนวลตา เขากลับพบว่าด้วยพลังจิตในตอนนี้ เขาสามารถนำน้ำออกมาจากพื้นที่ลึกลับได้ แม้จะเป็นเพียงก้อนกลมๆ ขนาดเท่าลูกวอลนัทก็ตาม
ภายในห้องนอน...
หยวนเฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้นขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขาขยับความคิดเพียงนิด พร้อมกับความรู้สึกล้าทางจิตใจที่ตามมา น้ำในสระก้อนกลมขนาดเท่าลูกวอลนัทก็ผุดออกมาจากจี้ปลาหิน น้ำก้อนนั้นลอยนิ่งอยู่กลางอากาศราวกับไร้แรงโน้มถ่วง รูปทรงสั่นไหวเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา มีแสงนวลวิบวับและส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมา
เพียงแค่ได้กลิ่นหอมนั้น จิตใจของหยวนเฉินก็พลันปลอดโปร่งขึ้นมาก
"ฟื๊ดดด~ อ่าา..."
หยวนเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่นเพื่อข่มความตื่นเต้น เขามองวารีเทพที่ลอยอยู่กลางอากาศแล้วพึมพำ
"แค่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก น้ำนี่ก็ดูไม่ธรรมดาแล้ว เพราะมันมีแสงนวลตาประกายออกมา ต่อไปนี้จะเรียกว่า วารีพิสุทธิ์ ก็แล้วกัน
ก่อนหน้านี้เรายังไม่รู้ว่าจะใช้พื้นที่ลึกลับนี่หาเงินยังไง เพราะเอาของเข้าไปไม่ได้และเอาของข้างในออกมาไม่ได้
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า วิธีหาเงินจะอยู่ที่เจ้า“วารีพิสุทธิ์”นี้แหละ และเดาว่า ถ้าต่อไปเราหมั่นฝึกฝน [คัมภีร์หงเหมิง] พลังจิตของเราก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถนำน้ำออกมาได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งวันหนึ่งอาจจะขนทองก้อนใหญ่ข้างในนั้นออกมาได้เลย!"
วิธีการฝึก [คัมภีร์หงเหมิง] นั้นง่ายมาก ไม่ต้องนั่งสมาธิเดินลมปราณผ่านจุดชีพจรใดๆ เพียงแค่ต้องหมั่นท่องจำและระลึกถึงบทคัมภีร์ในใจบ่อยๆ ก็พอ เขาสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งไป หยวนเฉินหาแก้วมารองรับก้อน วารีพิสุทธิ์ นั้นไว้ เพื่อเตรียมทดสอบประสิทธิภาพของมัน
"ไม่รู้ว่าน้ำนี่มีพิษไหม เพราะงั้นเรากินเองไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นถ้าขิตขึ้นมานี่คืออวสานนิยายเลยนะ"
คิดไปคิดมา หยวนเฉินจึงนำแก้วที่ใส่วารีพิสุทธิ์ไปเติมน้ำดื่มธรรมดาลงไปแล้วคนให้เข้ากัน จนกลายเป็นสารละลายวารีพิสุทธิ์
เอี๊ยด~เขาเปิดประตูห้องเดินมายังห้องนั่งเล่น แสงไฟสว่างนวลตาในห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่าทำให้บรรยากาศเงียบสงบยิ่งนัก พ่อแม่และคนอื่นๆ ยังคงยุ่งอยู่ที่ร้านอาหารชั้นล่าง หยวนเฉินปล่อยพลังจิตออกไปทะลุผ่านพื้นและผนัง จนสามารถ 'มอง' เห็นฉากบางส่วนที่ชั้นหนึ่ง—พ่อของเขาที่หนักกว่า 100 กิโลกรัม มีเหงื่อโทรมกายขณะกำลังทำเมนูซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานแสนอร่อย ส่วนแม่ที่อ้วนพอๆ กันกำลังทำเมนูปลาน้ำจืด
อู่น่ากำลังยกอาหารไปเสิร์ฟลูกค้า รูปร่างของเธอเพรียวบาง ช่วงขาดูอวบอิ่มและเรียวยาว
"พลังจิตของผมตอนนี้ น่าจะมองเห็นได้ในรัศมีประมาณ 10 เมตร ทะลุผนังได้ ลงดินได้ อย่างกับเทพเจ้าในตำนานเลยแฮะ บางทีอาจจะไปรับจ๊อบเป็นนักมายากลก็ได้นะ เดี๋ยวนี้พวกนักมายากลหาเงินเก่งจะตาย"
ทันใดนั้นเอง...
เสียงร้องเสียงหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของหยวนเฉิน
"เมี๊ยว—"
หยวนเฉินมองตามเสียงไปรอบๆ แล้วก็เห็น เจ้าแมวขาวตัวอ้วน อยู่ที่มุมโซฟาทางขวา มันนอนขดตัวอยู่ที่มุมโซฟาอย่างเกียจคร้าน ดูบื้อๆ บวมๆ มันหาวออกมาเหมือนเพิ่งตื่น จากนั้นก็เบิกตากลมหันมามองหยวนเฉิน—หรือจะพูดให้ถูกคือ มันกำลังจ้องแก้วน้ำในมือหยวนเฉินต่างหาก
"ต้าไป๋ (เจ้าขาว) ตื่นแล้วเหรอ? ฉันมีของดีมาให้ นายอยากกินไหม?" หยวนเฉินยิ้มเจ้าเล่ห์ ต้าไป๋เป็นแมวที่ครอบครัวหยวนเลี้ยงไว้ อายุ 6 ปีแล้ว ดูภายนอกเหมือนจะซื่อๆ บื้อๆ แต่จริงๆ แล้วทั้งอ้วนทั้งฉลาดเป็นกรด
เดิมทีมันเป็นแมวที่ปู่กับย่าของหยวนเฉินเลี้ยงไว้ แต่เนื่องจากย่าล้มป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้งจนไม่มีแรงดูแลมัน ประกอบกับที่ร้านอาหารเอ้อพังดันมีหนูโผล่มา ต้าไป๋จึงถูกย้ายมาอยู่ที่นี่—และกลายเป็น "สัตว์เทพเฝ้าร้าน" ไปโดยปริยาย ด้วยขนปุย ร่างกายอ้วนกลม หัวใหญ่ๆ นุ่มนิ่ม และนิสัยเกียจคร้านแต่ดูบื้อๆ น่ารัก... ตั้งแต่ต้าไป๋มาอยู่ที่ร้านเอ้อพัง ยอดขายของร้านก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัวเลยทีเดียว! นั่นทำให้คุณพ่อหยวนที่ตอนแรกเคยรังเกียจต้าไป๋ ถึงกับต้องมองมันใหม่ และบางครั้งก็ยังทำปลาเผาหอมๆ ให้มันกินเป็นพิเศษด้วย
เมื่อเห็นรอยยิ้มปีศาจที่มุมปากของหยวนเฉิน ต้าไป๋ก็สะดุ้งโหยงทันที เจ้าหนุ่มคนนี้ชอบทำ "เรื่องหมาๆ" กับมันเสมอ เช่น เอาตุ๊กตางูปลอมมาหลอกให้ตกใจ หรือซ่อนวาซาบิไว้ในเนื้อไก่แล้วหลอกให้มันกิน...
"เมี๊ยว!" (ไอ้เจ้ามนุษย์ชั่ว แกต้องคิดจะทำร้ายข้าอีกแน่ๆ! เดี๋ยวข้าจะไปฟ้องท่านแม่!)
ฟึ่บ~
ร่างของต้าไป๋ทะยานผ่านอากาศทิ้งไว้เพียงเงาจางๆ มันพุ่งตรงไปยังบันไดแล้ววิ่งลงไปชั้นล่างทันที
"อ้าว ต้าไป๋ รีบไปไหนน่ะ~" เสียงหวานของอู่น่าดังมาจากทางบันได ดูเหมือนเธอจะเดินสวนกับเจ้าแมวพอดี
"เมี๊ยว~" (ข้าไม่อยู่บนชั้นสองแล้ว ชั้นสองมีหมา)
จริงๆ แล้วหยวนเฉินแค่แกล้งหยอกต้าไป๋เท่านั้น เขาไม่คิดจะให้วารีพิสุทธิ์ที่ยังไม่รู้สรรพคุณกับมันหรอก เพราะเขาก็รักเจ้าแมวอ้วนตัวนี้มากเหมือนกัน อู่น่าซึ่งแน่นอนว่าฟังภาษาแมวไม่ออก เดินส่ายเรียวขายาวๆ ขึ้นมาบนชั้นสอง เมื่อมาถึงเธอก็เห็นหยวนเฉินกำลังถือแก้วน้ำ นั่งยองๆ อยู่บนพื้นเพื่อรดน้ำให้กระถางต้นไม้ 'ต้นคาบินดา' ที่ใกล้จะตายต้นหนึ่ง
"เฮ้! เสี่ยวเฉิน ต้นคาบินดาต้นนี้ไม่รอดแล้วล่ะ กิ่งก้านมันแห้งเหี่ยวไปตั้งหลายกิ่งแล้ว"
อู่น่าเดินมาหยุดข้างๆ หยวนเฉินแล้วก้มลงมอง เส้นผมบางส่วนตกลงมาเคลียใบหน้า ขาที่สวมกางเกงยีนส์ดูเรียวยาวอวบอัดและชิดติดกัน
ต้นคาบินดามีหลายสายพันธุ์ ต้นที่อยู่ในกระถางนี้สูงไม่มากนัก เพียง 50 เซนติเมตร ทรงพุ่มเป็นรูปใบพัด ใบกลม กิ่งก้านคดเคี้ยวดูสวยงามน่าชม เปลือกของต้นคาบินดามีสารพิเศษบางอย่างที่ช่วยบำรุงไตและสุขภาพสำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็ช่วยเรื่องความงาม จนได้รับฉายาว่า 'โสมแอฟริกา' ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างมาก และถูกมองว่าเป็นยาครอบจักรวาล!
แน่นอนว่าต้นคาบินดาก็แบ่งตามระดับคุณภาพ ของเกรดพรีเมียมนั้นราคาสูงดั่งทองคำ ส่วนเกรดธรรมดา—ราคาก็ทั่วไป อย่างเช่นต้นที่ใกล้ตายตรงหน้าหยวนเฉินนี้ คุณพ่อหยวนซื้อมาจากตลาดดอกไม้เมื่อ 2 ปีก่อนในราคา 20 จินหยวน แต่เพราะดูแลไม่ดี มันเลยกลายเป็นสภาพร่อแร่ครึ่งเป็นครึ่งตายอย่างที่เห็น
"ใครจะรู้ล่ะเสี่ยวน่า ในแก้วผมน่ะมันคือน้ำเทพนะ บางทีอาจจะช่วยให้มันฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ได้"
"พรูด~ น้ำเทพ? ขี้โม้ไปเรื่อย... เดี๋ยวเดียวนะ นายเรียกฉันว่า 'เสี่ยวน่า' เหรอ? นายต้องเรียกว่า 'พี่น่าน่า' สิ!!"
"โอ๊ยๆๆ อย่าแกล้งสิพี่ ผมกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่นะ"
อู่น่าแก่กว่าหยวนเฉิน 5 ปี ปีนี้เธออายุ 27 ปี เธอทำงานที่ร้านเอ้อพังมา 9 ปีแล้ว พ่อแม่เสียชีวิตไปนานแล้ว ปกติเธอก็พักอยู่ที่ชั้นสองของร้านด้วย จึงเปรียบเสมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง การเล่นหัวกันกับหยวนเฉินจึงเป็นเรื่องปกติ
หลังจากหยอกล้อกันจบ...
ใบหน้าสวยของอู่น่าขึ้นสีระเรื่อ เธอจัดทรงผมข้างหูแล้วพูดว่า
"ที่ฉันขึ้นมาเนี่ย จะมาเรียกนายไปกินข้าว"
"กินข้าวเหรอ? งั้นไปกันเถอะ"
หยวนเฉินและอู่น่าลงมาที่ชั้นหนึ่ง ไม่นานนักลูกค้าโต๊ะสุดท้ายก็เช็กบิลเดินออกจากร้านไป ร้านอาหารเอ้อพังจึงปิดไฟปิดร้าน และในไม่ช้าอาหารเลิศรสก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ—ปลาคอดน้ำแดง, ปูยักษ์แช่เหล้า, ปลาหมึกน้ำใส, ห่านย่างหนังกรอบ, กุ้งมังกรนึ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย อาหารชั้นเลิศเต็มโต๊ะ ทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติครบถ้วน หยวนเฉินถึงกับลอบกลืนน้ำลาย เพราะตอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเขาไม่มีปัญญาได้กินอาหารหรูหราเต็มโต๊ะแบบนี้แน่ๆ
เมื่อเริ่มลงมือ หยวนเฉินก็กินอย่างตะกละตะกลาม บางครั้งก็ส่งกุ้งตัวใหญ่ไปให้เจ้าแมวขาวที่ใต้โต๊ะ ซึ่งมันก็กินอย่างเอร็ดอร่อยพลางส่งเสียงคราง 'ครืดๆ' ในลำคอด้วยความพอใจ
"ค่อยๆ กินลูก ไม่มีใครแย่งหรอกจ้ะ" คุณแม่หยวนยิ้มอย่างมีความสุข
"ครับแม่... อ้อ พ่อครับ แม่ครับ พี่น่าน่า พรุ่งนี้ผมอยากจะไปที่ฟาร์มนะ อยากไปอยู่ที่นั่นสักพัก กลับไปใช้ชีวิตชนบทสักหน่อย จะได้พักผ่อนและเรียบเรียงความคิดที่ยุ่งเหยิงด้วยน่ะครับ" หยวนเฉินกล่าว
บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงทันที...