บทที่ 10: เงื่อนไขสามข้อ
สายตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เธอ... เซี่ยเฉาสัมผัสได้ ไม่ผิดแน่ มันเป็นสายตาที่มาจากริมหน้าต่างฝั่งตรงข้าม และมันเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่เถียนชุ่ยเฟินกำลังสาธยายสรรพคุณของเธออย่างออกรส “นิสัยดีค่ะ อ่อนหวาน”
เถียนชุ่ยเฟินกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะสลัด ‘เผือกร้อน’ อย่างเซี่ยเฉาให้พ้นมือ และดูเหมือนว่าการโฆษณาชวนเชื่อนี้จะได้ผลกับผู้ใหญ่ในห้อง
“นิสัยดีก็ดีแล้ว” ผู้จัดการโรงงานลู่พยักหน้าเล็กน้อย “จี้เป่ยอายุน้อย ยังไม่สุขุมพอ เหมาะกับคนนิสัยดีๆ นี่แหละ”
ถ้าดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เซี่ยเฉาก็จัดว่าดูนุ่มนวลและว่าง่ายจริงๆ การโฆษณาจอมปลอมนี้จึงดูน่าพึงพอใจ
เถียนชุ่ยเฟินเห็นท่าทีคล้อยตามก็ยิ่งเร่งเครื่อง “คุณลู่ไม่ต้องห่วงเลยค่ะ เสี่ยวเฉาน่ะเลี้ยงน้องชายมากับมือ ดูแลคนเก่งมาก นี่ถ้าไม่ใช่ญาติกันนะคะ ฉันไม่ยอมยกให้คนอื่นหรอก จับคู่ให้เป่าเซิงลูกชายฉันไปนานแล้ว”
คราวนี้เซี่ยเฉาเห็นชัดเจนว่าสายตาคู่เดิมนั้นเหลือบมองมาอีกครั้ง ไม่ใช่แค่การเหลือบมองธรรมดา แต่เจ้าของดวงตาถึงกับเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทางราวกับกำลังชมละครฉากเด็ดอยู่บนเวที
เซี่ยเฉาลอบถอนใจ เธอมั่นใจว่าต่อให้เถียนชุ่ยเฟินพรรณนาว่าเธอเป็นนางเอกละครชีวิตรันทดที่ถูกทารุณกรรมสารพัดแต่ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้โดยไม่ปริปากบ่น มันก็คงไม่มีประโยชน์
เธอนิสัยดีจริงหรือไม่ ว่านอนสอนง่ายหรือเปล่า คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่สำหรับคนที่เธอเพิ่งชมต่อหน้าว่า 'หน้าตาดี' ไปหมาดๆ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร
เสียงแทะเมล็ดแตงโมดังมาจากบนคัง พี่สะใภ้ลู่ซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงนั้นคงทนฟังคำยกยอของเถียนชุ่ยเฟินไม่ไหวจึงขัดจังหวะขึ้น “นั่นน้องชายเธอใช่ไหม เขาจะอยู่ที่เมืองเจียงด้วยเหรอ”
น้ำเสียงนั้นเจือความดูแคลนชัดเจน ราวกับกลัวว่าเซี่ยว่านฮุยจะมาเกาะครอบครัวพวกเขากิน
ผู้จัดการโรงงานลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปากพูดอะไร เซี่ยว่านฮุยก็ชิงตอบด้วยความประหลาดใจ “ผมไม่ได้แต่งงานนี่ครับ จะอยู่ที่นี่ทำไม เดี๋ยวพอพี่สาวผมแต่งงาน ผมก็กลับกวนหลี่แล้ว แม่ผมเป็นคนหัวอ่อน เกิดโดนคนอื่นรังแกจะทำยังไง”
เขาพูดความจริงจากใจ แต่ในหูของคนฟัง มันกลับกลายเป็นคำยอกย้อนที่ตอกหน้าพี่สะใภ้ลู่กลับไปเต็มๆ ใบหน้ายาวของพี่สะใภ้ลู่ยิ่งบึ้งตึงจนดูไม่ได้ ขณะที่เธอกำลังจะเปิดปากโต้กลับ ผู้จัดการโรงงานลู่ก็เปิดลิ้นชักหยิบซองบุหรี่ออกมา “ที่บ้านไม้ขีดหมดพอดี จี้เป่ย... นายไปซื้อมาซองนึง แล้วก็พาเสี่ยวเซี่ยไปเดินเล่นด้วย”
นี่คือการเปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้อยู่ตามลำพังอย่างชัดเจน เฉินจี้เป่ยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงลุกขึ้นเงียบๆ แล้วนำเครื่องมือช่างกลับไปเก็บในห้อง
อันที่จริง ตั้งแต่เซี่ยเฉาก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ เขาก็แทบไม่ปริปากพูดอะไรเลย ท่าทีห่างเหินเย็นชา ไม่เหมือนคนที่กำลังมาดูตัว เซี่ยเฉาประเมินสถานการณ์แล้วว่าเขาคงไม่เต็มใจเท่าไหร่ ประกอบกับความจริงที่ว่าคุณสมบัติของเธอไม่ตรงปกตามที่เถียนชุ่ยเฟินโฆษณาไว้ การดูตัวครั้งนี้คงล่มไม่เป็นท่า
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ในตรอกมีหลายบ้านเริ่มกินมื้อเย็นกันเสร็จสิ้น บ้างก็ยังไม่เสร็จดี เสียงตะโกนไล่จับเด็กซนดังเจี๊ยวจ๊าวไปทั่ว เซี่ยเฉาเดินตามหลังเฉินจี้เป่ยออกจากประตู แต่เพิ่งพ้นธรณีประตูก็ถูกเด็กคนหนึ่งวิ่งมาชนเข้าเต็มแรง
เธอยกมือเกาะขอบประตูไว้ได้ทัน แต่ยังไม่ทันได้ทรงตัวดี ก็เกือบถูกผู้ใหญ่ที่วิ่งไล่ตามเด็กมาชนซ้ำอีกรอบ ผู้เป็นแม่คว้าตัวลูกชายจอมซนไว้ได้ก็ฟาดเข้าที่ก้นดัง 'เพียะ เพียะ'
“เรียกกินข้าวไม่ได้ยินหรือไง ยังจะวิ่งอีก!”
เด็กชายดูเหมือนจะชินชากับการถูกตี เพราะไม่เจ็บเลยสักนิด แถมยังหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เซี่ยเฉา
ตอนนั้นเองที่หญิงคนนั้นเพิ่งสังเกตเห็นเซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ย ราวกับค้นพบเรื่องน่าตื่นเต้น “อ้าว จี้เป่ย นี่หาคู่ดูตัวเหรอ” เธอยังคงบิดตัวลูกชายที่ดิ้นเหมือนปลาไหลไว้ในมือ แต่สายตากลับสอดส่ายประเมินคนทั้งคู่อย่างโจ่งแจ้ง
เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วมองเธอนิ่ง “เด็กมันไม่รู้ความ แต่คุณก็ควรจะขอโทษแทนไม่ใช่เหรอ”
หญิงคนนั้นหน้าชาไปวูบหนึ่ง เธอรู้สึกเสียหน้าอย่างแรง พอเห็นทั้งคู่เดินห่างออกไปหน่อยจึงกระทืบเท้า กอดอกแล้วพ่นลมออกมา “อะไรกันนักหนา แค่พูดด้วยดีๆ ก็มาเหวี่ยงใส่ ทำเป็นเก่งไปเถอะ นึกว่ามีญาติเป็นผู้จัดการโรงงานแล้วจะวิเศษวิโสมาจากไหน”
ป้าข้างบ้านที่ได้ยินก็ชะโงกหน้าออกมามองตามหลังคนทั้งคู่ “ผู้จัดการลู่หาคู่ให้เขาอีกแล้วเหรอ”
“ก็ไม่รู้ว่าไปขุดมาจากซอกหลืบไหนอีก” หญิงคนเดิมทำเสียงขึ้นจมูก “ถ้าลองไปสืบประวัติดูก่อนล่ะก็ ใครเขาจะโง่เอาลูกสาวมาแต่งงานกับมัน”
เสียงนั้นดังพอที่จะให้ได้ยินกันทั้งสองฝ่าย เซี่ยเฉาขมวดคิ้ว หันไปมองเสี้ยวหน้าของคนที่เดินอยู่ข้างๆ เฉินจี้เป่ยยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา นิ้วเรียวยาวเคาะซองบุหรี่เบาๆ จนมวนบุหรี่สีขาวโผล่ออกมา เขาคาบบุหรี่ไว้ที่ริมฝีปากแล้ว แต่พอสายตาเหลือบมาเห็นเซี่ยเฉา เขาก็ชะงัก ก่อนจะดันมันกลับเข้าไปในซองอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณเป็นญาติกับป้าคนนั้นจริงเหรอ” เฉินจี้เป่ยขยำซองบุหรี่ในมือ สายตาเหลือบมองที่เซี่ยเฉา
เซี่ยเฉาใช้เวลาประมวลผลครู่หนึ่งกว่าจะเข้าใจว่า 'ป้าคนนั้น' หมายถึงเถียนชุ่ยเฟิน คำถามนี้แทงใจดำยิ่งกว่าการมานั่งจับผิดว่าเธอไม่เรียบร้อยหรือไม่อ่อนหวานเสียอีก
เซี่ยเฉาไม่รู้ว่าเขาเดาเรื่องไปได้ไกลแค่ไหน กำลังจะหาทางตอบเลี่ยงๆ แต่เสียงทุ้มเรียบก็ดังขึ้นอีกครั้ง “พวกเขาหักหลังคุณ แล้วคุณก็ปล่อยผ่านไปเฉยๆ เนี่ยนะ”
คราวนี้เขาไม่ได้มองเธอ แต่เซี่ยเฉากลับได้ยินร่องรอยของการเยาะเย้ยในน้ำเสียงนั้น
คนโดนสวมเขาคือฉัน ไม่ใช่เขา แล้วเขาจะมาเดือดร้อนอะไรแทน
เซี่ยเฉาเริ่มหงุดหงิด “ก็ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วนี่คะ อีกอย่างฉันกลับบ้านเดิมไม่ได้แล้ว สู้ใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ เรียกค่าชดเชยมาตั้งตัวยังดีกว่า”
“คุณกลับบ้านไม่ได้?” ชายหนุ่มทวนคำ
เซี่ยเฉาไม่ปฏิเสธ เธอยอมรับว่าผู้ชายคนนี้ฉลาดเป็นกรด เขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวจากการเจอกันครั้งก่อนและการดูตัวครั้งนี้จนเกือบจะสมบูรณ์ แต่ความฉลาดของเขาก็มาพร้อมกับนิสัยแหลมคมเหมือนหนาม ที่พร้อมจะทิ่มแทงคนอื่น ถามอะไรก็ไมรู้จักอ้อมค้อม
เซี่ยเฉาเร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไปเอง “คนหนุ่มคนสาวอย่าใช้อารมณ์ให้มันมากนักเลยค่ะ ชีวิตมันอาจจะแย่กับคุณ แต่คุณก็ไม่ควรจะแย่กับตัวเองนะ”
พูดจบเธอก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรให้คนแปลกหน้าฟังมากขนาดนี้ หญิงสาวจึงก้มหน้าก้มตาเดินเหยียบเงาของตัวเองที่ทอดยาวไปตามแสงตะวันยามอัสดง
อาจเพราะรู้ตัวว่าเมื่อครู่เสียมารยาท หรืออาจเพราะเห็นว่าเซี่ยเฉาไม่อยากพูดถึงมันอีก คราวนี้เฉินจี้เป่ยจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ ทั้งคู่เดินในความเงียบ รักษาระยะห่างประมาณหนึ่งเมตร จนกระทั่งเกือบจะถึงร้านสรรพสินค้า เขาถึงได้เอ่ยปากถามเธอ
“คุณอยากได้คู่แบบไหน”
นี่เขากำลังจะไถ่โทษเรื่องเมื่อกี้ด้วยการเป็นแม่สื่อให้เธอหรือไง
เซี่ยเฉาแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ตอบตามตรง “ขอคนหน้าตาดีค่ะ... ประมาณคุณก็ได้”
แม้จะเป็นการถูกชมว่าหน้าตาดีเป็นครั้งที่สองในเวลาไม่นาน เฉินจี้เป่ยก็ยังคงนิ่งเฉย “แล้วมีอะไรอีก”
“คนที่ยอมให้ฉันทำงานหลังแต่งงานค่ะ ฉันแต่งงานก็เพื่อที่จะหางานทำ อ้อ... แล้วถ้าจะให้ดีที่สุด ก็ต้องช่วยกันทำงานบ้านด้วย”
ความคิดนี้ฝังหัวเธอมาตั้งแต่เด็ก เพราะทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเธอต่างก็ทำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่ เธอไม่เคยรับรู้เรื่องอื่น จนกระทั่งโตขึ้นถึงได้เข้าใจว่าผู้ชายบางคนคิดว่าตัวเองไม่ต้องแตะงานบ้านเลย แม้ว่าทั้งคู่จะทำงานหาเงินเหมือนกัน แต่ความรับผิดชอบในบ้านกลับถูกผลักให้เป็นหน้าที่ของผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว
[จบบท]