บทที่ 109: ความลับที่ปิดไม่มิด
เซี่ยเฉาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะเจียดเงินจำนวนสิบหยวนเอาไว้เป็นค่าขนมสำหรับตัวเอง และในอนาคตเธอจะต้องแวะเวียนกลับมาซื้อหนังสือพวกนี้อีกแน่นอน ดังนั้นหญิงสาวจึงทำเพียงแค่ส่งรอยยิ้มบางๆ ให้ โดยไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธคำพูดของใครแต่อย่างใด
ทันใดนั้นเอง ก็มีเด็กน้อยคนหนึ่งส่งเสียงบ่นพึมพำงุบงิบออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า
“ทำไมผมถึงไม่มีแม่ที่ดีแบบนี้บ้างนะ”
“นั่นสิ ซื้อหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กตั้งสิบกว่าเล่มในคราวเดียว แม่คนนี้รวยมากๆ เลยแหละ!”
“ถ้ารู้ว่าใครเป็นลูกบ้านนั้นก็คงดี ไม่แน่อาจจะตามไปขออ่านฟรีที่บ้านได้”
เซี่ยเฉาเดินเชิดหน้าออกมาท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อนของเหล่าเด็กน้อย สองแขนโอบกอดกองหนังสือการ์ตูนเอาไว้แน่น ฝีเท้าที่ก้าวเดินนั้นช่างดูยิ่งใหญ่ประหนึ่งไม่เห็นหัวใครในใต้หล้า
ต่อให้เธอจะเป็นผู้ใหญ่ที่โตเต็มวัยแล้ว แต่ในเวลานี้กลับรู้สึกว่าตัวเองเท่ระเบิดเถิดเทิงเสียเหลือเกิน จนอยากจะยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่าด้วยความภาคภูมิใจสักพักหนึ่ง
“ชอบขนาดนั้นเลย?”
เมื่อเห็นว่าหางตาและคิ้วของหญิงสาวเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เฉินจี้เป่ยจึงเอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“ชอบสิคะ”
ดวงตาของเซี่ยเฉาโค้งลงจนหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
“เอาไว้อ่านฆ่าเวลาตอนกลางคืนได้พอดีเลย”
หนังสือการ์ตูนที่ซื้อมานั้นตั้งสูงเป็นกองพะเนิน พนักงานร้านหนังสือยังช่วยใจดีใช้เชือกกระดาษผูกมัดให้อย่างแน่นหนา เซี่ยเฉากอดสมบัติล้ำค่าเหล่านั้นไว้แนบอก
ขณะที่เธอกำลังจะก้าวเท้าขึ้นรถ ก็เห็นชายหนุ่มปรายตามองมาที่เธออย่างเรียบเฉย
“ซื้อให้ลูกเหรอ? ทำไมผมถึงไม่รู้มาก่อนเลยว่าพวกเรามีลูกกันแล้ว”
เอ่อ...
เซี่ยเฉากระพริบตาปริบๆ เธอถูกคำถามนี้โจมตีจนไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ดวงตาสีดำสนิทของเฉินจี้เป่ยจ้องมองมาที่เธออย่างค้นหาคำตอบ
“ไหนล่ะลูก? คุณแม่เศรษฐี”
รู้ทันก็อย่าพูดออกมาจะได้ไหมสหายเฉิน?
ต่างคนก็ต่างเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว จำเป็นต้องจริงจังหาเหตุผลขนาดนี้เลยหรือไง
ใบหน้าของเซี่ยเฉามีเส้นสีดำพาดผ่านลงมาด้วยความอับจนถ้อยคำ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดโพล่งออกไปว่า
“ไม่มีก็ปั๊มลูกสิคะ กลับไปปั๊มตอนนี้เลยก็ได้ เอาให้ได้ลูกแฝดไปเลย”
คราวนี้คนที่ถูกคำพูดอุดปากจนพูดไม่ออกกลับกลายเป็นเฉินจี้เป่ยเสียเอง ชายหนุ่มจ้องมองเธอโดยไม่พูดอะไร แต่ในมุมที่เซี่ยเฉามองไม่เห็น ใบหูของเขากลับขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่ เฉินจี้เป่ยถึงได้หันหน้าหนี พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขรึมลึกอันเป็นเอกลักษณ์
“กลับไปทำลูก?”
“ใช่ค่ะ”
เซี่ยเฉาชี้นิ้วจิ้มไปที่หน้าท้องของตัวเอง
“ตรงนี้คือผักโขมคลุกน้ำส้มสายชู ส่วนตรงนี้คือไก่ขุดเต้าหู้ ได้ลูกแฝดพอดีเป๊ะ”
เฉินจี้เป่ยถึงกับหมดคำจะพูด
ชายหนุ่มแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากจะเสวนากับเธออีกต่อไป เขาหันข้างแก้มที่แผ่ไอเย็นยะเยือกใส่เธอทันที
จนกระทั่งกลับมาถึงบ้าน และเริ่มลงมือซ่อมถังไม้ที่โรงงานอาหารส่งมาให้ ชายคนนี้ก็ไม่ยอมพูดกับเธออีกเลยแม้แต่คำเดียว
จิตใจเปราะบางเกินไปแล้ว นี่ขนาดยังไม่ทันเจอสิงห์สนามอย่างซุนชิงเลยนะ
เซี่ยเฉารู้สึกว่าคุณภาพทางจิตใจของท่านเทพยังต้องได้รับการฝึกฝนอีกเยอะ เธอส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปหาไข่ไก่ เพื่อเตรียมทำเมนูไก่ขุดเต้าหู้
ผักโขมนั้นทำง่ายมาก แค่นำไปลวกน้ำแล้วปรุงรสด้วยน้ำซอสก็ใช้ได้แล้ว ส่วนไก่ขุดเต้าหู้ก็ทำง่ายไม่แพ้กัน เพียงแค่บีบเต้าหู้ให้แตกละเอียด ใส่ลงไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อนจนน้ำแห้ง จากนั้นก็ตอกไข่ใส่ลงไปหนึ่งฟอง
นอกจากจะอร่อยแล้วยังใช้น้ำมันไม่เยอะ เหมาะสำหรับฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าวแบบนี้เป็นที่สุด
พออากาศเริ่มร้อน เซี่ยเฉาก็แทบจะไม่ทำอาหารรสจัดจ้านที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงอีกเลย แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามอย่างซุนชิงและเจียงไป่เชิ่งก็ยังคงสวมหน้ากากอนามัยด้วยความเคยชิน
ครั้งนี้ไม่ใช่หน้ากากที่ทำจากเศษผ้าเหลือใช้ แต่เป็นหน้ากากผ้ากอซที่ซุนชิงเย็บขึ้นมาเอง ทั้งนุ่มและไม่อึดอัด เป็นไอเท็มเด็ดที่ต้องมีติดบ้านไว้สำหรับป้องกันการทำอาหารของเซี่ยเฉาโดยเฉพาะ
เพื่อความสะดวกในการกินข้าว เจียงไป่เชิ่งจึงดึงหน้ากากขึ้นไปปิดไว้แค่จมูก
“ปลาจี้ตุ๋นเต้าหู้ เต้าหู้กะปิกุ้ง ไก่ขุดเต้าหู้... เต้าหู้ก้อนเดียวหล่อนสามารถเอามาทำเมนูได้ร้อยแปดพันเก้า แค่เอาต้นหอมมายำๆ กินง่ายๆ ไม่ได้หรือไง แบบนั้นไม่เห็นจะมีกลิ่นเลย”
“พอใจเถอะน่า ไก่ขุดเต้าหู้ก็ยังดีกว่าเป็ดพะโล้รสหมาล่าตั้งเยอะ”
ซุนชิงกินเผ็ดไม่ได้ พอได้กลิ่นเผ็ดทีไรก็มักจะไอออกมาทุกที แต่เธอก็อดใจไม่ไหวชอบเผลอไปดมกลิ่นหอมยั่วน้ำลายพวกนั้นอยู่เรื่อย แทบจะขาดใจตายอยู่รอมร่อ
เจียงไป่เชิ่งนั้นพอจะกินเผ็ดได้บ้าง แต่ในเมื่อภรรยากินไม่ได้ เขาก็ไม่กล้าอ้าปากเรียกร้องอะไร
หลังจากปิดจมูกกินข้าวกันจนอิ่ม ซุนชิงก็รออีกสักพัก รอจนข้างนอกไม่มีกลิ่นอาหารแล้วถึงค่อยถอดหน้ากากออก แล้วเดินออกไปล้างจาน
ทันทีที่วางชามและตะเกียบลงในกะละมังใบใหญ่ ก็มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน
ผู้มาเยือนมีรูปร่างสันทัด เวลาฉีกยิ้มจะมีลักยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดูเป็นคนใจดีและเข้าถึงง่าย
“เซี่ยเฉาพักอยู่ที่นี่ใช่ไหมครับ”
เฉินจี้เป่ยกำลังทำงานอยู่ในลานบ้าน พอได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนเรียกเข้าไปข้างใน
“เซี่ยเฉา มีคนมาหา”
เซี่ยเฉาเพิ่งจะเปิดหน้าแรกของหนังสือการ์ตูน พอได้ยินเสียงเรียกก็จำต้องวางหนังสือลง
“ผู้จัดการเฉิง?”
เมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือน เธอก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ผู้จัดการเฉิงพยักหน้ารับ
“ฉันเอง ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอหน่อย”
เซี่ยเฉาไม่รู้ว่าเขามาหาเธอด้วยธุระอะไร ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับตระกูลเฉิงก็มีเพียงน้อยนิด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเชื้อเชิญแขกให้เข้ามาด้านใน
“พี่เหวินฮว่าสบายดีไหมคะ”
พอได้ยินเซี่ยเฉาถามถึงลูกสาว สีหน้าของผู้จัดการเฉิงก็ดูอ่อนโยนลง
“สบายดี เด็กเริ่มกินนมได้แล้ว”
ทว่าเพียงไม่นานเขาก็หุบยิ้มลงและกลับมามีสีหน้าจริงจัง
“ขอโทษด้วยนะ มีบางเรื่องที่ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ก็เลยไปลองสืบข่าวดู ฉันได้ยินมาว่าเธอมาที่เมืองเจียงเพื่อทำตามสัญญาหมั้นหมาย มาแต่งงานกับคู่หมั้นที่ทางบ้านจับจองกันไว้ตั้งแต่เด็ก”
สายตาของผู้จัดการเฉิงดูจริงจังและตรงไปตรงมา
“คู่หมั้นตุ๊กตาคนนั้นของเธอ คือหลี่เป่าเซิงใช่ไหม”
กระดาษย่อมไม่อาจห่อไฟได้ เซี่ยเฉาไม่เคยคิดเลยว่าคนตระกูลหลี่จะสามารถปิดบังเรื่องนี้กับตระกูลเฉิงไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก็ไม่คิดว่าจะความแตกเร็วขนาดนี้...
เธอไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
“คุณลุงเฉิงรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ”
เธอรับปากคนตระกูลหลี่ไว้ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเดาได้เอง เธอก็ไม่จำเป็นต้องโกหกปฏิเสธ
แม้จะมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจแล้ว แต่พอได้ยินคำตอบรับจากปากของเซี่ยเฉา แววตาของผู้จัดการเฉิงก็หม่นแสงลงทันที
“การแต่งงานของเธอมันมีพิรุธมากเกินไป ไม่เหมือนนิสัยการทำงานของคนตระกูลหลี่ ฉันรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ก็เลยไปลองถามที่บ้านพักรับรองการรถไฟดู”
เถียนชุ่ยเฟินคิดว่าแค่จ่ายเงินก็สามารถไล่เธอและเซี่ยว่านฮุยให้พ้นทางได้ ในตอนแรกเธอจึงไม่ได้ปิดข่าวเงียบขนาดนั้น คนในบ้านพักรับรองหลายคนจึงรู้ดีว่าเธอเดินทางมาเพื่อแต่งงาน
เซี่ยเฉาเข้าใจสถานการณ์ทันที
“แล้วทำไมคุณลุงถึงมั่นใจว่าเป็นหลี่เป่าเซิงล่ะคะ”
“ในเมืองเจียง คนที่เธอรู้จักก็มีแต่คนตระกูลหลี่ อีกอย่างคนในหน่วยงานของฉันเคยเจอเธอมาก่อน รู้ว่าเธอเคยไปเที่ยวไล่ถามหาคนตระกูลหลี่”
ตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองเจียงใหม่ๆ เซี่ยเฉาเคยไปถามหาคนตระกูลหลี่กับคุณป้าคนหนึ่งที่ร้านค้าผักและอาหารรองจริงๆ ในตอนนั้นเธอพูดไปว่าเป็นคู่ดูตัวที่ทางบ้านแนะนำมา คุณป้าคนนั้นพอได้ยินว่าเป็นบ้านของหลี่ฉางซุ่น ปฏิกิริยาแรกก็คิดว่าเธอมาดูตัวกับหลี่ไหลตี้ เธอก็เลยปล่อยเลยตามเลยเออออห่อหมกไปตามน้ำ
ต่อมาเมื่อเธอไปซื้อกับข้าว ก็ยังบังเอิญเจอกับคุณป้าคนนั้นอีกหลายครั้ง อีกฝ่ายยังถามไถ่ความคืบหน้าว่าการดูตัวเป็นอย่างไรบ้าง
เซี่ยเฉาตอบไปเพียงว่าเธอแค่วานให้คนตระกูลหลี่ช่วยหาคู่ให้เท่านั้น เธอหน้าบางเลยไม่กล้าพูดตรงๆ จึงแถจนรอดตัวไปได้
คิดไม่ถึงเลยว่าพ่อของเฉิงเหวินฮว่าคนนี้จะเก่งกาจขนาดนี้ สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดจนมาลงเอยที่หลี่เป่าเซิงได้
เมื่อเห็นว่าเซี่ยเฉาไม่ได้ถามอะไรต่อ ผู้จัดการเฉิงจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เธอหมั้นกับหลี่เป่าเซิงมานานแค่ไหนแล้ว”
[จบบท]