บทที่ 127: แจ้งความจับ
"ใช่ ไปแจ้งตำรวจ"
เซี่ยเฉาพยักหน้าให้เหออวิ๋นอิงอย่างจริงจัง
"ก็บอกไปว่ามีพวกโรคจิตคอยตามรังควานเธอ ก่อกวนเธอ ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและสภาพจิตใจอย่างรุนแรง ขอให้ตำรวจช่วยจับคนร้ายและคุ้มครองความปลอดภัยให้เธอ"
"สภาพจิตใจเหรอ"
เหอเอ้อลี่ฟังแล้วดูงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจศัพท์คำนี้นัก
"แค่บอกว่ามีคนสะกดรอยตามเธอก็พอ ข้อหาอันธพาลโทษหนักจะตาย ถ้าจับได้ก็คงทำให้เขาหยุดบ้าไปได้พักใหญ่เลยล่ะ"
เนื่องจากเหออวิ๋นอิงเคยคบหาดูใจกับฝ่ายนั้นมาก่อน ทุกคนเลยคิดไปเองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว จนลืมไปเลยว่าจริงๆ แล้วพวกเขาสามารถแจ้งความให้ตำรวจจัดการได้
อีกอย่างถ้าเมียของไต้ฉางชิ่งมาอาละวาด สองบ้านจะได้ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก ลำพังแค่รับมือเมียตัวเอง ไต้ฉางชิ่งก็คงหัวหมุนแล้ว
เหอเอ้อลี่หันมาปรึกษาเหออวิ๋นอิง
"งั้นเราไปแจ้งความกันดีไหม ยังไงก็ปล่อยให้ต้องมานั่งหวาดระแวงอยู่ทุกวันแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ"
"ถ้าเธอไม่กล้าไป เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนเอง"
เซี่ยเฉาเอ่ยอาสา
"วันนี้เขาโดนพี่ชายเธอได้ยินเข้าแล้ว ฉันเกรงว่าหมาจนตรอกมันจะรีบกระโดดกำแพงหนี หรือทำอะไรบ้าบิ่นขึ้นมา"
เหออวิ๋นอิงมองเซี่ยเฉา แล้วหันกลับไปมองเหอเอ้อลี่
"งั้นก็แจ้งความเถอะค่ะ ที่หน้าโรงหนังเริ่มมีคนซุบซิบนินทากันแล้วด้วย"
เธอเป็นคนมีนิสัยเก็บตัว ไม่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวไปป่าวประกาศบอกใคร พวกชาวบ้านเลยเข้าใจผิดคิดว่าเธอกับไต้ฉางชิ่งแค่ทะเลาะกันตามประสาคู่รัก
ช่วงนี้ไต้ฉางชิ่งมาหาทุกวัน ปากหวานแถมยังมีของติดไม้ติดมือมาฝากเสมอ จนหลอกให้บางคนเริ่มพูดจาเข้าข้างเขาได้แล้ว
มีทั้งคำพูดทำนองว่า 'ดีกับเธอขนาดนี้ เธอจะไปหาผู้ชายแบบนี้ได้ที่ไหนอีก'
หรือจะเป็น 'พี่ชายเธอตีเขาจนน่วมขนาดนั้น พอแผลหายเขาก็รีบกลับมาหาเธอทันที ใส่ใจเธอขนาดนี้แล้วนะ...'
พวกเขากลับไปช่วยเหออวิ๋นอิงลางาน ปล่อยให้เธอเดินตาแดงๆ เข้าสถานีตำรวจทั้งแบบนั้น ภาพลักษณ์จะได้ดูสมจริงยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าเพื่อเน้นย้ำความอ่อนแอ น่าสงสาร และไร้ที่พึ่งของเหออวิ๋นอิง ชายฉกรรจ์สองคนอย่างเหอเอ้อลี่และเฉินจี้เป่ยจึงไม่ได้ตามเข้าไปข้างในด้วย
ก่อนจะเดินเข้าไป เหออวิ๋นอิงหันมาขอบคุณเฉินจี้เป่ยและเซี่ยเฉาอย่างซาบซึ้ง
"ขอบคุณพี่เฉิน ขอบคุณพี่สะใภ้นะคะ"
ไม่รู้ทำไมพอได้ยินคำว่า 'พี่เฉิน' เฉินจี้เป่ยถึงได้นึกย้อนไปถึงตอนที่เซี่ยเฉาเรียก 'พี่เป่าเซิง' บ้างล่ะ 'พี่หวัง' บ้างล่ะ
เขาหันไปถามเหอเอ้อลี่ด้วยความสงสัย
"เมื่อก่อนน้องสาวนายเรียกฉันว่าพี่จี้เป่ยไม่ใช่เหรอ ทำไมเดี๋ยวนี้ถึงไม่เรียกแบบนั้นแล้วล่ะ"
เหอเอ้อลี่กำลังสวมบทบาทพี่ชายผู้ห่วงใยน้องสาว ยืนชะเง้อคอรออยู่อย่างจดจ่อ พอได้ยินคำถามก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
"ก็นายแต่งงานแล้วนี่นา ฉันกลัวเมียนายจะเข้าใจผิด"
เฉินจี้เป่ยเงียบกริบ พูดอะไรไม่ออก
ไต้ฉางชิ่งปากเก่งข่มขู่ไว้เสียดิบดี แต่วันรุ่งขึ้นเซี่ยเฉารอมาทั้งวันก็ไม่เห็นหัวเขาโผล่ไปฟ้องร้องที่โรงงานอาหารเลยสักนิด
พอถามเฉินจี้เป่ย เขาก็แค่นหัวเราะเบาๆ
"เตะไปแค่นิดเดียว ยังไม่ทันได้ไปฟ้องก็คงหายเจ็บแล้วมั้ง"
"แสดงว่าคุณคุมน้ำหนักเท้าได้สินะ ที่ทำคนกระดูกหักคราวก่อน ก็ไม่ได้ทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบใช่ไหม"
เฉินจี้เป่ยไม่ตอบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการยอมรับกลายๆ
เซี่ยเฉานั่งซ้อนท้ายรถจักรยาน มองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขาแล้วชวนคุย
"ฉันสงสัยมาตลอดเลยนะ ข่าวลือที่ว่าคุณเป็นนักเลงหัวไม้นี่ใครเป็นคนปล่อยข่าวเหรอ จะว่าเป็นฝีมือหลิวเถี่ยผิงก็ไม่น่าใช่ หล่อนไม่ได้กลับบ้านเกิดมาเป็นสิบปีแล้ว จะไปรู้เรื่องของคุณตอนอยู่ที่นั่นได้ยังไง"
เฉินจี้เป่ยเงียบไปอีกครั้ง
ในตอนที่เซี่ยเฉาคิดว่าเขาคงไม่ยอมตอบเหมือนเคย เขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
"พ่อผมกับแม่เลี้ยงเป็นคนปล่อยข่าวเอง"
"แม่เลี้ยง?"
"อืม แม่ผมเสียตอนผมอายุเก้าขวบ เดือนนั้นพ่อก็แต่งเมียใหม่เข้ามาเลย"
"เดือนนั้นเลยเหรอ"
พอได้ยินเฉินจี้เป่ยพูดถึงพี่ชายต่างพ่อต่างแม่ เซี่ยเฉาก็พอจะเดาเรื่องราวได้บ้าง แต่เธอไม่คิดมาก่อนเลยว่าพ่อของเฉินจี้เป่ยจะรีบหาเมียใหม่ทันทีที่เมียเก่าตาย
อย่างน้อยก็เป็นคู่ผัวตัวเมียกันมาหลายปี ต่อให้รอไม่ถึงปี ก็น่าจะรอให้ครบหนึ่งร้อยวันก่อนไหม นี่ถึงขั้นแต่งใหม่ในเดือนเดียวกันเลยหรือ
เซี่ยเฉาตั้งท่าจะพูดต่อ แต่เฉินจี้เป่ยหยุดรถเสียก่อน พวกเขามาถึงร้านค้าผักพอดี
ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือสวรรค์กลั่นแกล้ง พวกเขาดันมาเจอกับหลี่ฉางซุ่นและหลี่เป่าเซิงเข้าอย่างจัง
เรื่องราวเพิ่งผ่านไปได้เกือบครึ่งเดือน แต่ดูเหมือนชีวิตของหลี่เป่าเซิงจะไม่ราบรื่นเท่าไหร่นัก รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าหายไปจนเกลี้ยง ท่าทางดูไม่ค่อยสดชื่นแจ่มใส ส่วนหลี่ฉางซุ่นก็หน้าตึงเครียด หว่างคิ้วมีร่องลึกเพิ่มขึ้นหลายรอย ทำให้ชายวัยห้าสิบปีอย่างเขาดูแก่ลงไปถนัดตา
ไม่รู้ว่าเพราะไม่เห็นเซี่ยเฉาหรือเห็นแล้วแต่ไม่อยากจะเสวนาด้วย สองพ่อลูกจึงเดินตรงดิ่งเข้าไปในร้านค้า
"ได้ข่าวว่าผู้จัดการเฉิงมาทำงานแล้วนี่"
หลี่ฉางซุ่นทำงานที่ร้านค้าผักสาขาหนึ่งมาตั้งห้าปี ย่อมต้องมีคนรู้จักอยู่บ้าง พอถามขึ้นก็มีคนรีบชี้มือบอกทางไปที่บันไดทันที
ประจวบเหมาะกับตอนที่ผู้จัดการเฉิงกำลังเดินลงบันไดมาพร้อมกับคุยอยู่กับรองผู้จัดการ ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม แต่พอสายตาเหลือบไปเห็นสองพ่อลูกตระกูลหลี่ รอยยิ้มนั้นก็จางลง
หลังจากหลี่ฉางซุ่นถูกสั่งย้าย เรื่องราวระหว่างบ้านหลี่กับบ้านเฉิงก็กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านในร้านค้าสาขาหนึ่งไปทั่ว พอเห็นฉากนี้เข้า หลายคนก็เริ่มเข้ามารุมล้อมมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผลปรากฏว่าหลี่ฉางซุ่นไม่ได้ทักทาย ไม่ได้ขอโทษ และไม่ได้คิดจะชวนเข้าไปคุยกันข้างในหรือออกไปคุยกันข้างนอกให้เป็นส่วนตัว แต่เขากลับเรียกหลี่เป่าเซิงให้มายืนตรงหน้า
"เป่าเซิง คุกเข่าให้พ่อตานายเดี๋ยวนี้"
หลี่เป่าเซิงไม่พูดพร่ำทำเพลง ย่อเข่าทั้งสองข้างลงทันที
"พ่อครับ ผมผิดไปแล้ว!"
การคุกเข่าของหลี่เป่าเซิงครั้งนี้หนักแน่นจริงจัง เซี่ยเฉาที่ยืนอยู่ไกลออกมายังได้ยินเสียงเข่ากระแทกพื้นดัง 'ตึ้บ'
เมื่อก่อนบ้านหลี่ทะนุถนอมลูกชายคนนี้จะตายไป มาคราวนี้ถึงกับยอมทุ่มสุดตัวจริงๆ
แถมโบราณว่าความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า แต่บ้านหลี่กลับทำตรงกันข้าม ตั้งใจป่าวประกาศความในให้คนภายนอกรับรู้กันถ้วนหน้า ภายในร้านค้าผักเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฮือฮาดังกระหึ่ม
พวกที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางก็รีบสะกิดถาม 'ผู้รู้' แถวนั้นเพื่อขอสรุปด่วน
หลี่เป่าเซิงคงไม่เคยถูกคนชี้หน้าวิพากษ์วิจารณ์มากมายขนาดนี้มาก่อน เขาจึงก้มหน้าต่ำ ใบหน้าแดงก่ำจนแทบจะระเบิด แต่ก็ยังกัดฟันคุกเข่าอยู่อย่างนั้นไม่ยอมลุก
ผู้จัดการเฉิงมองภาพตรงหน้า แววตายิ่งดูเย็นชาลงกว่าเดิม
"นักบัญชีหลี่ นี่มันหมายความว่ายังไง"
"เขาทำผิด ก็ต้องรู้จักขอขมา จะให้ไม่มีความรับผิดชอบเลยก็คงไม่ได้"
หลี่ฉางซุ่นถอนหายใจยาว
"เป็นเพราะผมกับแม่เขาอบรมสั่งสอนมาไม่ดีเอง เลยบ่มเพาะนิสัยเสียๆ แบบนี้ให้เขา กลายเป็นคนใจอ่อนยวบยาบทุกทีที่เห็นน้ำตาผู้หญิง"
ในโลกนี้จะมีข่าวซุบซิบอะไรน่าสนใจไปกว่าเรื่องชู้สาวอีกล่ะ
ถ้ามีเหตุการณ์จับชู้กันเกิดขึ้น รับรองว่าคนทั้งหมู่บ้านตั้งแต่เด็กยันคนแก่ต้องวิ่งมามุงดูกันให้ควั่ก แล้วเก็บไปเม้าท์ต่อได้อีกสามเดือนไม่มีเบื่อ
พอหลี่ฉางซุ่นพูดเปิดประเด็นแบบนี้ คนรอบข้างก็หูผึ่งสนใจขึ้นมาทันที บางคนที่แค่กะจะเดินผ่านเฉยๆ ถึงกับหยุดซื้อกับข้าวแล้วหันมาตั้งใจฟัง
โดนคนจ้องมองมากมายขนาดนี้ อย่าว่าแต่ผู้จัดการเฉิงเลย แม้แต่รองผู้จัดการที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังขมวดคิ้วมุ่น
"มีอะไรก็ค่อยๆ คุยกันเป็นการส่วนตัวเถอะครับ มาเล่นละครฉากใหญ่กันตรงนี้ทำไม"
"ผมเองก็อยากคุยกันส่วนตัว แต่เหล่าเฉิงไม่เปิดโอกาสให้ผมเลย"
หลี่ฉางซุ่นยิ้มขมขื่น
"เขารับตัวเหวินฮว่ากับหลานกลับบ้านไป บ้านผมตอนนี้ไม่มีคนอยู่เลย ผมกับเป่าเซิง แล้วก็แม่ของเป่าเซิงต้องออกตามหากันให้วุ่น เป่าเซิงไม่ได้เจอหน้าลูกสาวมาสิบกว่าวันแล้ว ยังมีเอ้อร์ยาอีกคน ตอนที่ถูกอุ้มไปแกเพิ่งคลอดได้แค่สิบวันเองมั้ง อย่าว่าแต่ปู่อย่างผมเลย เป่าเซิงที่เป็นพ่อแท้ๆ ยังได้อุ้มลูกไม่กี่ครั้งเอง"
[จบบท]