บทที่ 129: ฉีกหน้ากาก
หลี่ฉางซุ่นยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูก
ผู้จัดการเฉิงไม่ปล่อยให้จังหวะขาดตอน เขาเอ่ยปากขึ้นทันที
“ตีเสร็จแล้วก็ช่วยพูดมาหน่อยซิว่าทำไมลูกชายของคุณที่มีคู่หมั้นอยู่แล้วที่บ้านเกิด ถึงยังกล้ามาสู่ขอเหวินฮว่าลูกสาวของผม”
คราวนี้หลี่ฉางซุ่นตกใจจนเก็บอาการไม่อยู่จริงๆ แม้แต่หลี่เป่าเซิงที่กำลังร้องโอดโอยจากการโดนตบก็ยังต้องเงยหน้าขึ้นมามองขวับ
ผู้จัดการเฉิงเกรงว่าสองพ่อลูกจะแกล้งทำหูทวนลมจึงย้ำคำพูดอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด
“ต้ายาใช้นามสกุลใครกันแน่ ลองไปสืบดูหน่อยก็รู้ความจริงแล้ว หรือจะให้พูดถึงเรื่องที่พวกคุณมีสัญญาใจหมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็ก แต่กลับดึงเชงรั้งตัวฝ่ายหญิงเอาไว้ แล้วแอบมาสู่ขอแต่งงานกับลูกสาวผมหน้าตาเฉย”
บรรดาจีนมุงที่รายล้อมอยู่รอบร้านค้าผักเดิมทีตั้งใจจะมาแค่ซื้อกับข้าวเย็น ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าจะได้มาเสพเรื่องราวฉาวโฉ่ชุดใหญ่ขนาดนี้
แถมยังเป็นเรื่องฉาวซ้อนฉาวที่พลิกผันไปมาอีกต่างหาก
มีคู่หมั้นอยู่แล้วแต่ยังกล้ามาขอลูกสาวผู้จัดการแต่งงาน จะทำไปเพื่ออะไรกัน
ก็คงอยากจะเกาะผู้หญิงกินเพื่อไต่เต้าฐานะนั่นแหละ
ยิ่งไปกว่านั้น การจะกลับคำถอนหมั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่การยื้อเวลาฝ่ายหญิงเอาไว้ไม่ยอมปล่อย นี่พวกเขากะจะเก็บไว้ทั้งสองคนเลยหรืออย่างไร
ความคิดนี้มันช่างเห็นแก่ตัวจนน่ารังเกียจ
เมื่อได้ยินผู้จัดการเฉิงเอ่ยถึงเรื่องราวในอดีต เฉินจี้เป่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหันไปมองหน้าภรรยา
“ดูท่าแล้วคงจะยังซื้อผักไม่ได้ง่ายๆ แน่ เราไปดูที่ตลาดเล็กกันไหม”
“ไม่รีบค่ะ”
เซี่ยเฉาตอบกลับด้วยท่าทีสงบนิ่ง
เรื่องราวทั้งหมดนี้เธอไม่ได้เป็นคนป่าวประกาศ หากคนตระกูลหลี่จะโทษใครก็คงโทษเธอไม่ได้ แต่ถึงจะดันทุรังโทษเธอ เธอก็ไม่คิดจะใส่ใจอยู่แล้ว
ในเมื่อคนตระกูลหลี่กล้าทำเรื่องพรรค์นี้ลงไป พวกเขาก็ต้องเตรียมใจยอมรับผลกรรมที่จะตามมา
ประเภทที่ว่าอยากทำตัวเลวทรามแต่ก็ยังอยากสร้างภาพเป็นคนดี คิดฝันหวานเกินไปหน่อยกระมัง
หลี่ฉางซุ่นนั้นเป็นคนแก่ประสบการณ์และเจ้าเล่ห์เพทุบาย แตกต่างจากหลี่เป่าเซิงที่พอได้ยินเรื่องราวถูกเปิดโปงก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก
ชายชราขมวดคิ้วมุ่นพลางตั้งสติเอ่ยถามหยั่งเชิง
“พ่อดองฟังใครเขาเป่าหูมาหรือครับ”
สมองของหลี่ฉางซุ่นประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางเอาตัวรอด
“ช่วงนี้คนจากบ้านเดิมที่เพิ่งย้ายมาที่นี่ก็มีแค่เธอคนเดียว ผมได้ข่าวมาว่าเธอไม่ค่อยพอใจผู้ชายที่แม่ของเป่าเซิงแนะนำให้ แต่งงานไปแล้วก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับบ้านเราอีกเลย หรือว่าเธอมาพูดใส่ไฟอะไรให้คุณฟังครับ”
หากเซี่ยเฉาเป็นคนคาบข่าวไปบอกบ้านตระกูลเฉิงจริงๆ คำแก้ตัวของหลี่ฉางซุ่นอาจจะทำให้ผู้จัดการเฉิงเกิดความระแวงสงสัยขึ้นมาได้
เพราะอย่างไรเสีย ทั้งสองตระกูลก็รู้จักมักจี่กันมาตั้งห้าปี ส่วนเซี่ยเฉาเพิ่งจะย้ายมาอยู่ได้เพียงไม่กี่วัน
ดีไม่ดีผู้จัดการเฉิงอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเซี่ยเฉาเป็นคนเนรคุณที่คอยยุแยงตะแคงรั่วให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยก
ทว่าผิดคาด ใบหน้าของผู้จัดการเฉิงไม่มีแววลังเลสงสัยปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย เขากลับหัวเราะออกมาเบาๆ
“นักบัญชีหลี่นี่ช่างมีความสามารถในการกลับดำเป็นขาวเสียจริงนะ”
ปฏิกิริยานี้ผิดปกติเกินไป หัวใจของหลี่ฉางซุ่นดิ่งวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่ใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
“ผมก็แค่ตั้งข้อสังเกตไปตามเหตุผลเท่านั้นแหละครับ”
“งั้นคุณก็เดาผิดแล้วล่ะ”
ผู้จัดการเฉิงสวนกลับทันควัน
“ผมแค่บังเอิญไปรู้มาว่า ผู้ชายที่คุณแนะนำให้ฝ่ายหญิงแต่งงานด้วยนั้น คือคนเดียวกับที่เคยมีคนมาแนะนำให้น้องสาวคนเล็กของคุณมาก่อน แต่เมียคุณรังเกียจว่าผู้ชายคนนั้นไม่ดีพอก็เลยปฏิเสธไป ทว่าพอกับญาติเกี่ยวดองที่คุณอ้างถึง เมียคุณกลับยัดเยียดผู้ชายคนนี้ให้หน้าตาเฉย ผมเลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันทะแม่งๆ”
ของที่ตัวเองมองว่าไม่ดีเลยไม่เอา แต่กลับเอาไปยกให้ญาติพี่น้อง นี่มันตรรกะประเภทไหนกัน
บรรดาจีนมุงที่ตอนแรกยังกังขา พอได้ยินความจริงข้อนี้เข้าก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ คนตระกูลหลี่คงจะเห็นญาติคนนั้นเป็นแค่ถังขยะทิ้งของเหลือเดน มิน่าล่ะฝ่ายหญิงเขาถึงไม่พอใจ
หลี่เป่าเซิงที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะหนก
“แนะนำให้ไหลตี้ พ่อหมายถึง...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค หลี่ฉางซุ่นก็รีบตะโกนแทรกขึ้นมาเสียงดัง
“พ่อดองคงเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ เราเห็นว่าไหลตี้เพิ่งจะอายุสิบเจ็ด ยังไม่ต้องรีบร้อนหาคู่ต่างหาก”
ข้ออ้างนี้ฟังดูสมเหตุสมผล ตอนที่เถียนชุ่ยเฟินไปสืบประวัติฝ่ายชายมาเธอก็ใช้เหตุผลนี้ในการบอกปัดแม่สื่อเหมือนกัน
แต่ผู้จัดการเฉิงกลับยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน
“นักบัญชีหลี่ไม่ต้องรีบร้อน รอให้ผมพูดจบก่อนดีกว่า”
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออย่างใจเย็น หยิบจดหมายสองฉบับออกมาโชว์ให้หลี่ฉางซุ่นดู
“ผมรู้สึกว่าเรื่องราวมันมีกลิ่นไม่ค่อยดี ก็เลยส่งจดหมายไปที่บ้านเกิดของคุณสองฉบับ”
เขาชูจดหมายฉบับแรกขึ้น
“นี่คือจดหมายตอบกลับจากลูกสาวคนโตของคุณ หลี่จาวตี้ ผมเขียนจดหมายไปหาเธอโดยสวมรอยใช้ชื่อของคุณ ลองทายซิว่าลูกสาวคุณตอบกลับมาว่าอะไร”
นับตั้งแต่วินาทีที่ผู้จัดการเฉิงบอกว่าส่งจดหมายไปที่บ้านเกิด หลี่ฉางซุ่นก็รู้ชะตากรรมของตัวเองแล้วว่าจบเห่แน่ ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด
ผู้จัดการเฉิงดูเหมือนจะไม่ได้ต้องการคำตอบจากปากของอีกฝ่าย เขาเริ่มร่ายยาวต่อทันที
“ผมคาดไม่ถึงจริงๆ นะนักบัญชีหลี่ ลูกสาวผมแต่งงานกับลูกชายคุณมาตั้งสี่ปี มีหลานให้คุณอุ้มตั้งสองคนแล้ว แต่ทางบ้านเกิดคุณกลับไม่มีใครระแคะระคายเรื่องนี้เลย แม้แต่ลูกสาวคนโตของคุณก็ยังเข้าใจว่าน้องชายตัวเองกำลังรอแต่งงานกับคู่หมั้นวัยเด็กคนนั้นอยู่ พอลูกสาวคนโตคุณรู้ว่าปีนี้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายดั้นด้นมาตามหาถึงที่นี่แล้วแต่งงานไปเอง เธอยังเขียนจดหมายมาบ่นน้อยใจที่คุณเอาแต่ส่งของไปประจบเอาใจบ้านฝ่ายหญิง แต่ไม่เคยส่งอะไรให้เธอเลย”
แต่งงานมาสี่ปี พี่สาวแท้ๆ ยังไม่รู้ว่าน้องชายตัวเองมีเมียมีลูกแล้ว คนตระกูลหลี่คิดจะทำอะไรกันแน่
และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ผ่านไปสี่ปีแล้ว หญิงสาวที่ถูกหมั้นหมายไว้ตั้งแต่เด็กคนนั้นก็ยังไม่รู้ความจริง
คนตระกูลหลี่วางแผนจะทำอะไร
ถ้าก่อนหน้านี้หลี่ฉางซุ่นหวังจะใช้ฝูงชนกดดันผู้จัดการเฉิง ตอนนี้เขาก็ได้แต่ภาวนาให้ตรงนี้ไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว
ผู้จัดการเฉิงไม่เปิดโอกาสให้สองพ่อลูกได้ตั้งตัว เขาชูจดหมายฉบับที่สองขึ้นมา
“ส่วนฉบับนี้ผมสวมรอยเป็นหัวหน้างานของคุณ เขียนไปบอกว่าทางหน่วยงานกำลังพิจารณาจะเสนอชื่อคุณเข้าพรรค จึงต้องส่งจดหมายไปสอบถามประวัติครอบครัว และนี่คือจดหมายตอบกลับจากเลขาธิการหมู่บ้านของคุณ”
ในยุคสมัยนี้ การจะเป็นทหารหรือเข้าพรรคนั้นมีการตรวจสอบประวัติภูมิหลังที่เข้มงวดมาก การที่เลขาธิการหมู่บ้านจะได้รับจดหมายแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด
ผู้จัดการเฉิงจ้องมองไปที่หลี่ฉางซุ่นเขม็ง
“นึกไม่ถึงเลยว่านอกจากลูกชายคุณจะมีคู่หมั้นตั้งแต่เด็กแล้ว ครอบครัวฝ่ายหญิงยังมีบุญคุณต่อครอบครัวคุณอีกด้วย”
พูดมาถึงตรงนี้ ผู้จัดการเฉิงก็แค่นหัวเราะเย้ยหยันตัวเอง
“ครอบครัวเขามีบุญคุณกับพวกคุณขนาดนั้น คนเขายังมีชีวิตอยู่แท้ๆ แต่พวกคุณกลับกล้ายื้อเวลาถ่วงความเจริญของลูกสาวเขา แล้วแอบมาแต่งงานเสวยสุขกันเอง ถ้าวันข้างหน้าผมเกิดเป็นอะไรไป พวกคุณจะปฏิบัติต่อเหวินฮว่าลูกสาวผมยังไง”
“ไม่ใช่นะครับ ดองฟังผมอธิบายก่อน...”
หลี่ฉางซุ่นจนปัญญาไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาแก้ตัว
หลี่เป่าเซิงรีบตะโกนสวนขึ้นมา
“แม่ผมก็แนะนำผู้ชายให้เธอแต่งงานไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ถ้าผู้หญิงเขาไม่ดั้นด้นมาตามหาถึงที่นี่ พวกแกจะยอมบอกความจริงเขาไหมล่ะ”
ผู้จัดการเฉิงยิ้มเยาะด้วยความสมเพช
“พวกแกหลอกให้เขารอมาตั้งสี่ปี แล้วยังคิดจะหลอกดึงเกมต่อไปเรื่อยๆ อย่างหน้าด้านๆ ฉันไม่กล้ารับคนเนรคุณคนที่ต่ำช้าสามานย์แบบนี้มาเป็นดองด้วยหรอก”
ตอนที่ผู้จัดการเฉิงหยิบจดหมายฉบับแรกออกมา สายตาของชาวบ้านที่มองสองพ่อลูกตระกูลหลี่ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
ยิ่งพอได้ยินว่าครอบครัวฝ่ายหญิงมีบุญคุณกับตระกูลหลี่ ความรู้สึกขยะแขยงก็ยิ่งทวีคูณ โดยเฉพาะเมื่อเห็นท่าทีของหลี่เป่าเซิงที่นอกจากจะไม่สำนึกผิดแล้ว ยังมองว่าการหาผัวให้สักคนถือเป็นการชดเชยช่วงเวลาวัยสาวสี่ปีที่เสียไปของผู้หญิงคนหนึ่งได้
จิตใจของคนบ้านนี้ทำด้วยอะไรกันแน่
“ถ้าฉันเป็นผู้จัดการเฉิง ฉันก็ไม่ยอมให้ลูกสาวอยู่กับมันหรอก”
“ลูกสาวผู้จัดการคนนี้ฉันเคยเห็น ทั้งสวยทั้งเรียบร้อย แถมยังมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง แต่งให้กับคนพรรค์นี้เสียของหมด”
“จะไม่เสียของได้ยังไง อยู่ดีๆ ลูกสาวผู้จัดการก็กลายเป็นมือที่สามทำลายชีวิตคู่คนอื่นโดยไม่รู้ตัว น่าเจ็บใจแทนไหมล่ะ”
“มันหลอกลูกสาวเขาจนได้แต่งงานด้วย แต่ก็ไม่เห็นจะดูแลให้ดี ตรงกันข้ามกลับไปทำตัวเจ้าชู้ประตูดินอยู่ข้างนอก...”
จากที่เคยสงสารเห็นใจ ตอนนี้สายตาของทุกคนที่มองหลี่เป่าเซิงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามรังเกียจ
ถึงขั้นมีใครบางคนตะโกนแทรกขึ้นมาจากในฝูงชน
“หย่าไปเลย! คนแบบนี้จะไปทนอยู่กับมันทำไม น่าขยะแขยง!”
[จบบท]