บทที่ 176: เรื่องงามหน้า
นิสัยของผู้ชายคนนี้ก็เป็นเสียแบบนี้ พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็มักจะชอบเก็บงำเอาไว้ในใจเพียงลำพัง เซี่ยเฉามองหน้าเขาครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ยอมปริปากพูดอะไร เธอเองก็เลือกที่จะเงียบเสียงลงเช่นกัน
แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเดินมาถึงข้างรถ เฉินจี้เป่ยกลับอาศัยจังหวะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว เอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วของเธอเบาๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากบอกคุณ แต่แค่วันนี้มันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม”
ดูเหมือนเขาจะเริ่มรู้จักพูดจาขึ้นมาบ้างแล้ว เซี่ยเฉาเลิกคิ้วมองหน้าเขาพลางย้อนถามกลับไปทันที
“ถ้าอย่างนั้นวันไหนถึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมคะ?”
“รอให้เรื่องของคุณจัดการเสร็จเรียบร้อยก่อน”
เฉินจี้เป่ยขี่รถมาส่งเธอจนถึงหน้าบ้าน เขาเงยหน้ามองสีของท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
จากนั้นก็หันไปหยิบห่อของบางอย่างออกมาจากกล่องเครื่องมือ แล้วเดินดุ่มๆ ออกไปข้างนอกทันที
ท้องฟ้ามืดจนแทบจะมองไม่เห็นทางแล้ว ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาจะออกไปทำอะไรข้างนอกอีก
เซี่ยเฉาสังเกตเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้ขี่จักรยานออกไป แสดงว่าคงไปไม่ไกลนัก เธอจึงละความสนใจจากเขา แล้วเดินไปเคาะประตูห้องของซุนชิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
“พี่ซุนคะ หม้อต้มยาใบนั้นฉันขอยืมใช้หน่อยได้ไหมคะ?”
“เธอจะต้องกินยาอีกแล้วเหรอ?”
ซุนชิงที่กำลังนั่งถักไหมพรมอยู่ พอได้ยินคำถามนั้นก็รีบวางมือ แล้วกุลีกุจอเข้าไปในห้องเก็บของเพื่อหาหม้อใบนั้นมาให้ทันทีด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยเฉารีบปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันแค่อยากจะทำหม้อไฟกินน่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้จะเอามาใช้แทนกันได้ไหม”
ในยุคสมัยที่ข้าวของขาดแคลนแบบนี้ แทบทุกบ้านจะมีแค่กระทะใบใหญ่ติดครัวไว้เพียงใบเดียว แม้แต่ตะหลิวสำหรับผัดกับข้าวยังหาได้ยาก
ดังนั้นการจะหาหม้อสำหรับทำหม้อไฟร้อนๆ กินสักมื้อจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เซี่ยเฉาเลยคิดจะลองใช้หม้อต้มยาดูแก้ขัดไปก่อน ถ้าใช้ได้ดี วันหลังเธอค่อยไปหาซื้อหม้อใบใหญ่ๆ มาไว้ทำกินโดยเฉพาะ
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องของกิน ซุนชิงก็หูผึ่งขึ้นมาทันที ดวงตาเป็นประกายด้วยความสนใจ แถมยังอาสาช่วยเอาหม้อไปล้างทำความสะอาดให้อีกด้วย
“แบบนี้ต้องเอาไปแช่น้ำก่อนไหม?”
“แช่หน่อยก็ดีค่ะ”
ในขณะที่ซุนชิงกำลังล้างหม้อ เซี่ยเฉาก็ลงมือจัดการวัตถุดิบอย่างคล่องแคล่ว มีดในมือขยับวูบไหวราวกับร่ายรำ เพียงครู่เดียวกบหิมะหลายตัวก็ถูกจัดการจนสะอาดสะอ้าน
ซุนชิงเห็นวัตถุดิบแล้วก็อดตะลึงไม่ได้
“เจ้าตัวนี้เอามาทำหม้อไฟได้ด้วยเหรอ?”
“ทำได้สิคะ” เซี่ยเฉาอธิบายขั้นตอนอย่างใจเย็น “เราหั่นหัวไชเท้ากับมันฝรั่งเป็นชิ้นๆ รองไว้ที่ก้นหม้อ แล้ววางกบหิมะโปะไว้ด้านบน พอต้มไปสักพัก ความหอมหวานของเนื้อกบก็จะซึมเข้าไปในเนื้อหัวไชเท้ากับมันฝรั่ง รสชาติจะอร่อยเป็นพิเศษเลยค่ะ แถมระหว่างที่ตั้งไฟเคี่ยว เรายังสามารถเติมของอย่างอื่นลงไปต้มเพิ่มได้อีกด้วย”
ซุนชิงเชื่อมั่นในฝีมือการทำอาหารของเซี่ยเฉาอย่างไม่มีข้อกังขา แค่ได้ยินคำบรรยาย เธอก็เผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ตอนนี้พอมองดูเจ้าหม้อต้มยาใบนั้น มันก็ดูไม่เหมือนหม้อต้มยาอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นหม้อวิเศษสำหรับปรุงอาหารรสเลิศ ใครจะมาเถียงว่ามันไม่ใช่หม้อทำกับข้าว เธอคงต้องเถียงกลับจนคอเป็นเอ็นแน่ๆ
เมื่อจัดวางวัตถุดิบเรียบร้อย ไฟในเตาก็ถูกจุดขึ้น เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังลอดออกมาพร้อมกับไอร้อนที่พวยพุ่ง
จังหวะนั้นเอง เฉินจี้เป่ยก็เดินกลับเข้ามาจากข้างนอก พอดีกับที่มือไม้ของเขาเปรอะเปื้อนคราบสกปรกเล็กน้อย
เขาเดินตรงไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างมือ ก่อนจะหันมาถามภรรยา
“มีอะไรให้ผมช่วยไหม?”
เซี่ยเฉายังไม่ทันจะได้อ้าปากตอบ เสียงร้องด้วยความตกใจของซุนชิงก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ตายจริง! ไป่เชิ่งคุณเป็นอะไรน่ะ? ทำไมเลือดท่วมตัวขนาดนี้!”
พอได้ยินคำว่าเลือด เซี่ยเฉาก็สะดุ้งโหยง รีบหันขวับไปมองที่หน้าประตูทันที
ข้างนอกมืดสนิทแล้ว เจียงไป่เชิ่งเดินสวนแสงไฟเข้ามา สภาพของเขาดูน่าตกใจไม่น้อย ทั้งบนใบหน้าและบนเครื่องแบบตำรวจมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนอยู่หลายจุด
เมื่อเห็นภรรยาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา เขาก็รีบเอ่ยปากอธิบายเพื่อไม่ให้เธอตื่นตูม
“ไม่ต้องห่วง ไม่ใช่เลือดผม”
เขาพูดพลางถอดเสื้อเครื่องแบบออก แล้วปรายตามองไปทางเซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ยแวบหนึ่ง
“มีคนท้องโดนฟันได้รับบาดเจ็บ ผมเลยพาส่งโรงพยาบาล เลือดพวกนี้เปื้อนมาตอนอยู่ระหว่างทางครับ”
สายตาที่เขามองมาทำให้หัวใจของเซี่ยเฉากระตุกวูบ สัญชาตญาณบอกเธอทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับพวกเธอแน่ๆ
และก็เป็นไปตามคาด ซุนชิงรับเสื้อเปื้อนเลือดไปแช่น้ำ พลางเอ่ยถามสามีด้วยความโมโห
“ใครมันช่างใจไม้ไส้ระกำขนาดนี้ ขนาดคนท้องคนไส้มันยังกล้าลงมือฟันได้ลงคอ?”
เจียงไป่เชิ่งหันกลับมามองเซี่ยเฉากับเฉินจี้เป่ยอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้ทุกคนต้องนิ่งงัน
“หลิวต้าจวิน... คนที่ถูกฟันคือเมียเขา หยางเฉี่ยวอวิ๋น”
“หลิวต้าจวินเหรอ?”
ซุนชิงอุทานด้วยความแปลกใจ แต่สำหรับเซี่ยเฉาแล้ว ชื่อนี้เป็นเครื่องยืนยันข้อสันนิษฐานในใจของเธอได้อย่างดี เธอหันไปสบตากับเฉินจี้เป่ยเงียบๆ
เรื่องตั้งท้องเป็นเรื่องใหญ่ จะปิดบังกันได้ตลอดรอดฝั่งคงเป็นไปไม่ได้ หยางเฉี่ยวอวิ๋นหายาขับเลือดไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ก็ต้องแดงขึ้นมา แล้วหลิวต้าจวินกับหลิวเถี่ยผิงก็ต้องรู้ความจริงเข้าจนได้
เซี่ยเฉาเคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าครอบครัวนี้จะต้องมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นแน่ๆ เพียงแต่เธอไม่คิดว่ามันจะรุนแรงถึงขั้นที่หลิวต้าจวินคว้ามีดมาไล่ฟันคนแบบนี้
ซุนชิงที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวถามขึ้นอย่างงุนงง
“หลิวต้าจวินเขานกเขาไม่ขันไปแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วเมียเขาจะท้องได้ยังไง?”
และนั่นแหละคือสาเหตุความโกรธแค้นของหลิวต้าจวิน ความโกรธแค้นที่พุ่งทะยานจนกลายเป็นความบ้าคลั่ง
การที่ผู้ชายคนหนึ่งต้องสูญเสียความเป็นชายไป แถมยังเป็นที่รับรู้กันไปทั่วบาง มันย่อมสร้างปมด้อยที่บิดเบี้ยวขึ้นในจิตใจ โดยเฉพาะคนมักมากในกามอย่างหลิวต้าจวิน
หลังจากออกจากโรงพยาบาล ใช่ว่าเขาจะไม่พยายามลองทดสอบตัวเองดู แต่ทุกครั้งที่ล้มเหลว เขาก็จะอาละวาดคลุ้มคลั่งเหมือนคนบ้า
ข้าวของในบ้านที่พอจะขว้างปาได้ล้วนถูกเขาทำลายจนพังพินาศ จนสุดท้ายหลิวเถี่ยผิงผู้เป็นพี่สาวต้องเก็บข้าวของมีค่าซ่อนไว้ทั้งหมด เพราะกลัวเขาจะทำลายจนหมดบ้าน
เพราะเรื่องที่เขา 'ใช้งานไม่ได้' นี่แหละ หยางเฉี่ยวอวิ๋นจึงมักจะพูดจาถากถางเหน็บแนมเขาอยู่เสมอ เขาเองก็ไม่กล้าออกไปสู้หน้าผู้คน เพราะรู้สึกเหมือนมีแต่คนคอยจ้องจะสมน้ำหน้า
ความคับแค้นใจสะสมพอกพูนขึ้นทุกวัน จนกระทั่งวันที่เขารู้ความจริงว่าหยางเฉี่ยวอวิ๋นแอบไปคบชู้สู่ชาย แถมยังตั้งท้องลูกชู้กลับมาอีก ในวินาทีนั้นสมองของเขาก็ว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด
ในตอนแรกหยางเฉี่ยวอวิ๋นยังรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่พอเห็นสภาพสามีที่ปล่อยตัวจนสกปรกมอมแมม ผมเผ้าไม่หวี หนวดเคราไม่โกน ความมั่นหน้าของเธอก็กลับคืนมาทันที
“ทีแกหลิวต้าจวินยังเคยไปมั่วกับผู้หญิงอื่น ไปข่มขืนน้องสาวฉันได้เลย แล้วฉันจะออกไปหาความสุขใส่ตัวบ้างมันจะทำไม? หันดูสารรูปตัวเองตอนนี้ซะบ้างสิ แม้แต่จะเป็นผู้ชายให้สมศักดิ์ศรีแกยังทำไม่ได้ จะให้ฉันทนอยู่เฝ้าเสาเรือนกับแกไปจนวันตายหรือไง?”
ยิ่งพูดยิ่งได้ใจ เธอยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผลที่ชอบธรรม
“ฉันยังไม่ขอหย่ากับแกก็นับว่าบุญหัวเท่าไหร่แล้ว ยังจะมีหน้ามาเรียกร้องอะไรอีก? ตอนนี้ฉันอุตส่าห์อุ้มท้องลูกชายตัวจ้ำม่ำมาให้ถึงที่ แกไม่ต้องออกแรงสักนิด เวลาออกไปข้างนอกก็บอกใครต่อใครสิว่าแกหายดีแล้ว ไม่ใช่ว่าแกกลัวคนอื่นเขาหัวเราะเยาะอยู่หรอกเหรอ?”
หยางเฉี่ยวอวิ๋นสาดคำพูดเจ็บแสบใส่หน้าสามีชุดใหญ่ ข้าวปลาไม่ยอมทำให้กิน แล้วก็สะบัดตูดเดินออกจากบ้านไปหาชู้รักหน้าตาเฉย
แต่สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือ หลิวต้าจวินที่ยืนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา กลับแอบสะกดรอยตามเธอออกไปเงียบๆ
ทันทีที่เห็นหน้าชู้รักของเมีย เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินดิ่งเข้าไปในครัวแล้วคว้ามีดทำครัวออกมาทันที
“ผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนร่วมงานในหน่วยงานเดียวกับเขาครับ เมื่อก่อนสนิทกันมาก หลิวต้าจวินชอบพาหยางเฉี่ยวอวิ๋นไปเที่ยวที่บ้านหมอนั่นบ่อยๆ แต่พอเห็นหลิวต้าจวินถือมีดวิ่งเข้ามา ไอ้หมอนั่นก็ใส่เกียร์หมาหนีไปก่อนเพื่อน ทิ้งหยางเฉี่ยวอวิ๋นไว้รับเคราะห์ เธอก็เลยโดนฟันไปหลายแผล”
เรื่องราวที่ได้ฟังนี้มันช่างน่าสังเวชและเต็มไปด้วยจุดที่น่ารังเกียจ จนทุกคนในห้องถึงกับพูดไม่ออก
หลิวต้าจวินผู้มักมากในกาม เที่ยวไล่ปลุกปล้ำลูกสาวชาวบ้าน ขนาดน้องเมียตัวเองก็ยังไม่เว้น แต่สุดท้ายกลับต้องมาเจอเมียตัวเองสวมเขา ไปท้องกับคนอื่น แถมลูกชู้นั้นดันเป็นลูกของเพื่อนสนิทที่ตัวเองไว้ใจที่สุด...
สายตาในการเลือกผู้ชายของหยางเฉี่ยวอวิ๋นเองก็มีปัญหาหนักไม่แพ้กัน เพื่อนร่วมงานคนนั้นนอกจากจะไม่เกรงใจเพื่อนแล้ว พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานกลับทิ้งผู้หญิงแล้วเอาตัวรอดไปคนเดียว
“คนพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย” ซุนชิงทำหน้าขยะแขยงอย่างปิดไม่มิด “ฝ่ายชายก็เลว ฝ่ายหญิงก็ใช่ว่าจะดี”
เซี่ยเฉาไม่ได้ออกความเห็นอะไรกับเรื่องนี้
ถ้าหยางเฉี่ยวอวิ๋นเป็นคนดีจริง ตั้งแต่แรกเธอคงไม่สมรู้ร่วมคิดกับหลิวต้าจวิน แกล้งทำเป็นท้องเพื่อบีบให้ได้แต่งงานเข้าบ้านตระกูลหลิวหรอก
และถ้าเธอเป็นคนดีจริง เรื่องที่น้องสาวเธอถูกข่มขืนก็ไม่ควรจบลงง่ายๆ แบบนั้น ทำไมเธอถึงไม่แจ้งความจับคนร้ายเข้าคุกไปเสีย? จากนั้นจะหย่าขาดแล้วไปเริ่มต้นใหม่ หรือจะหางานทำเลี้ยงตัวเอง มันจะไม่ดีกว่าการทนอยู่กับคนพรรค์นี้หรือ?
[จบบท]