บทที่ 181: ความลับของเหล้า
เซี่ยเฉาอดไม่ได้ที่จะใช้มือผลักอกเขาออกไป
“มีคนมาค่ะ”
ชายหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อน ริมฝีปากยังคงแนบชิดกับกลีบปากของเธอ น้ำเสียงของเขาฟังดูจริงจังและราบเรียบอย่างที่สุด
“ผมล็อคประตูแล้ว”
ก็ใช่น่ะสิ เมื่อกี้เขาไม่เพียงแค่ปิดประตูเท่านั้น แต่ยังจัดการลงกลอนขังพวกเราไว้ข้างในอีกชั้นหนึ่งด้วย...
เดี๋ยวสิ!
การล็อคประตูไม่ได้หมายความว่าจะแสร้งทำเป็นว่าไม่มีคนอยู่ข้างในได้เสียหน่อย นี่มันไม่ใช่การประกาศบอกคนข้างนอกหรอกเหรอว่าพวกเขากำลังทำเรื่องไม่ดีไม่งามกันอยู่
เสียงเคาะประตูจากซุนชิงดังขึ้นอีกครั้ง
“เสี่ยวเฉา อยู่ไหม?”
คราวนี้เซี่ยเฉารวบรวมแรงทั้งหมดที่มี ผลักคนตัวโตออกจากตัวได้สำเร็จในที่สุด
เธอยกหลังมือขึ้นแนบแก้มที่ร้อนผ่าว ก่อนจะใช้มือพัดวีเบาๆ เพื่อไล่ความร้อนและความแดงซ่านบนใบหน้า แล้วรีบวิ่งไปเปิดประตู
ทว่าซุนชิงก็ยังสังเกตเห็นความผิดปกติอยู่ดี
“ทำไมหน้าเธอถึงแดงขนาดนั้นล่ะ”
“เพิ่งกินข้าวน่ะค่ะ แล้วก็ดื่มเหล้าไปนิดหน่อย”
เซี่ยเฉาตอบเลี่ยงๆ ไปอย่างแนบเนียน
ซุนชิงมองเข้าไปในห้อง เห็นว่าบนโต๊ะคังของเซี่ยเฉายังเก็บกวาดไม่เรียบร้อย จึงไม่ได้เข้าใจผิดไปทางอื่น เพียงแต่พอได้ยินว่าเธอดื่มเหล้า รอยยิ้มของซุนชิงก็ดูมีเลศนัยขึ้นมาทันที
“ฉันบอกแล้วไงว่าเหล้านั่นมันได้ผล ครั้งก่อนที่เอาให้ไปขวดหนึ่งดื่มหมดหรือยัง ถ้าหมดแล้วฉันยังมีอยู่อีกนะ”
“ยังเลยค่ะ”
ไม่รู้ทำไม เซี่ยเฉาถึงรู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเธออยู่จากด้านหลัง
พอนึกถึงสีหน้าของชายหนุ่มตอนที่ถูกเธอผลักออกมาเมื่อครู่ ซึ่งแสดงออกชัดเจนว่ายังไม่อยากปล่อยมือ เธอจึงตัดสินใจก้าวออกมาคุยข้างนอกแล้วดึงประตูห้องปิดตามหลัง
“ตกลงว่ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
ซุนชิงจึงเริ่มเข้าเรื่องสำคัญที่ตั้งใจมาคุย
“พี่ชายฉันไม่ใช่ว่าจะหาเมียให้หลานชายคนโตหรอกเหรอ คนก่อนหน้านี้ไม่ผ่าน ช่วงนี้ฉันก็เลยช่วยเขาดูๆ ให้อยู่ สองวันมานี้มีคนแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งมาให้ บอกว่าอายุอานามกำลังเหมาะ หน้าตาก็ใช้ได้ทีเดียว”
ซุนชิงเล่ารายละเอียดฝ่ายหญิงให้ฟังคร่าวๆ
“แม่เสียไปเมื่อสองปีก่อน พ่อทำงานอยู่ที่โรงงานกระดาษ ใกล้จะเกษียณแล้ว พี่ชายสองคนก็แต่งงานออกเรือนไปหมดแล้ว ไม่มีภาระอะไร ตัวผู้หญิงเองถึงจะไม่มีงานทำ แต่ก็จบชั้นมัธยมต้น แล้วก็มีทะเบียนบ้านอยู่ในตัวเมืองด้วย”
เรื่องไม่มีภาระผูกพันนี่สำคัญมาก ซุนชิงเองก็กลัวว่าจะไปเจอคนประเภทเดียวกับหลิวเถี่ยผิงที่เอาแต่หอบสมบัติไปปรนเปรอพี่น้องตัวเองจนครอบครัวล่มจม
ส่วนเรื่องไม่มีงานทำนั้นคุยกันได้ อย่างมากวันหน้าก็ค่อยไปสมัครเป็นพนักงานจากครอบครัว หรือไม่ก็เข้าหน่วยบริการครอบครัว หลานชายของเธอทำงานทำการได้ดี ตอนนี้เงินเดือนรวมแล้วก็ได้ตั้งสี่สิบกว่าหยวน เลี้ยงเมียที่เป็นพนักงานชั่วคราวสักคน เงินทองในบ้านก็ยังพอใช้จ่ายสบายๆ
ประเด็นหลักอยู่ที่ฝ่ายหญิงมีทะเบียนบ้านในเมือง ถ้าไม่มีทะเบียนบ้านก็ไม่มีโควตาปันส่วนอาหาร ต้องอาศัยกินส่วนแบ่งจากฝ่ายชาย หรือไม่ก็ต้องเจียดเงินไปซื้ออาหารราคาแพงในตลาดมืด
ถ้าไปขอสะใภ้จากชนบท บ้านของซุนชิงไม่มีเส้นสายพอที่จะย้ายทะเบียนบ้านให้ฝ่ายหญิงเข้ามาได้ ถึงตอนนั้นคงต้องรอให้มีลูกก่อนถึงจะค่อยๆ ดำเนินเรื่องย้ายได้ ซึ่งอย่างเร็วก็ปาเข้าไปสามสี่ปี นี่เป็นเหตุผลที่พี่สะใภ้ของเธออยากได้ลูกสะใภ้ที่เป็นคนในเมือง
ลูกชายอุตส่าห์ได้ดิบได้ดีทั้งที ใครจะอยากให้พอแต่งงานปุ๊บก็ต้องแบกภาระหนักอึ้งทันทีล่ะ จริงไหม
“ฟังดูแล้วคนนี้น่าจะนิสัยใช้ได้ แต่ฉันยังไม่เคยเจอตัวจริง กะว่าจะลองไปดูตัวก่อน ถ้าท่าทางไม่เข้าท่าจะได้ไม่ต้องแนะนำให้ซวนจื่อรู้จัก”
เซี่ยเฉาฟังแล้วก็เข้าใจจุดประสงค์ทันที
“พี่อยากให้ฉันไปดูตัวเป็นเพื่อนเหรอคะ”
“ก็ต้องดูว่าเธอมีเวลาว่างหรือเปล่า”
ซุนชิงทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“คราวก่อนมีคนแนะนำหลี่ไหลตี้ไป ทำเอาฉันเข็ดขยาดไปเลย เลยคิดว่าคราวนี้ต้องดูให้ละเอียดหน่อย ไม่อยากจะไปเจอกับพวกจางไหลตี้ จ้าวไหลตี้ อะไรพวกนั้นอีก ฉันมันคนนิสัยโผงผาง ไม่ค่อยละเอียดรอบคอบ ดูคนไม่ค่อยเก่ง ตอนเกิดเรื่องบ้านสกุลหลี่ ถ้าเป็นฉันคงดูไม่ออกหรอก เลยอยากให้เธอช่วยไปช่วยสแกนคนให้หน่อย”
วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดของเซี่ยเฉาพอดี
“พี่จะไปช่วงเช้าหรือบ่ายคะ”
“เช้าหรือบ่ายก็ได้ เอาที่เธอสะดวก พอตกลงกันได้แล้วฉันค่อยไปบอกทางนู้น”
“งั้นเอาเป็นช่วงเช้าก็แล้วกันค่ะ พอดูตัวเสร็จฉันจะได้แวะไปซื้อกับข้าวด้วยเลย”
หลังเลิกงานเซี่ยเฉามักจะอยู่ในโหมดประหยัดพลังงาน ถ้ามีธุระที่ต้องออกจากบ้าน ก็จะพยายามรวบยอดให้เสร็จในรอบเดียว จะได้ไม่ต้องออกไปวิ่งวุ่นสองรอบ
ซุนชิงไม่มีปัญหาอะไร
“ตกลงตามนั้น เดี๋ยวฉันจะไปบอกทางนู้นก่อน พอคอนเฟิร์มแล้วจะมาบอกเธออีกที ถ้างานนี้สำเร็จ เธอก็ถือว่าเป็นแม่สื่อให้หลานชายฉันด้วย ไว้เขาแต่งงานเมื่อไหร่ ฉันจะบอกให้เขาใส่ซองแดงให้เธอ”
“ฉันแค่ไปช่วยดูเฉยๆ จะไปนับเป็นแม่สื่อได้ยังไงคะ ถ้าจะให้ซองก็ต้องให้พี่ที่เป็นอา ซึ่งอุตส่าห์วิ่งเต้นจัดการธุระให้ถึงจะถูก”
“ถ้าเขาได้เมียดีๆ สักคน ถึงไม่ให้ซองฉัน ฉันก็ดีใจจะแย่อยู่แล้ว เห็นเขาเรียกฉันว่าอาแบบนี้ จริงๆ ฉันแก่กว่าเขาแค่ปีเดียวเอง โตมาด้วยกันเหมือนพี่สาวน้องชายมากกว่า ตอนเด็กๆ ฉันไปเล่นที่บ้านเขา เราสองคนเคยแอบไปหักข้าวโพดในไร่มากินดิบๆ ด้วยกัน พอผู้ใหญ่จับได้ เขาก็รับหน้าแทนฉัน โดนพ่อเขาตีจนก้นลาย นั่งไม่ได้ไปหลายวันเลย”
การกินดิบ หรือ 'เคิ่นชิง' คือการที่ข้าวโพดยังไม่ทันสุกเต็มที่ ยังเป็นฝักอ่อนๆ อยู่ ก็รีบหักเอามาต้มหรือย่างกินเสียแล้ว
ในยุคก่อนที่เซี่ยเฉาจะข้ามภพมา ผู้คนก็นิยมกินข้าวโพดอ่อนแบบนี้เพราะมันหวานอร่อย แต่ในยุคสมัยนี้ทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะผลผลิตมีน้อย ข้าวโพดทุกฝักต้องเก็บไว้รอให้แก่จัดเพื่อเก็บเกี่ยวเป็นเมล็ดพันธุ์และอาหารหลัก การหักมากินก่อนเวลาเท่ากับเป็นการทำลายผลผลิต สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ไม่แปลกที่จะโดนผู้ใหญ่ตี
แต่การที่ทั้งสองคนร่วมหัวจมท้ายทำเรื่องซุกซนมาด้วยกัน แถมฝ่ายชายยังยอมเจ็บตัวแทน แสดงว่าความสัมพันธ์อาหลานคู่นี้ต้องแน่นแฟ้นมาก มิน่าล่ะซุนชิงถึงได้กระตือรือร้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ซุนชิงพูดจบก็เตรียมตัวกลับห้อง
“อ้อ เสื้อไหมพรมของเสี่ยวเฉินบ้านเธอใกล้จะเสร็จแล้วนะ ถ้าเสร็จแล้วฉันจะเอามาให้พร้อมกันเลย”
เซี่ยเฉายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ความร้อนวูบวาบเริ่มลามเลียขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้ง
เมื่อครู่มีคนอยู่ข้างนอก เธอตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก เลยไม่ได้ทันสังเกตความรู้สึกตัวเองอย่างละเอียด แต่ตอนนี้พอทุกอย่างสงบลง เธอถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหัวใจตัวเองเต้นแรงแค่ไหน
ผู้ชายอย่างเฉินจี้เปี่ยนี่ชักจะพัฒนาไปไกลเหลือเกิน ให้พูดสักประโยคนี่ยากเย็นแสนเข็ญ แต่บทจะถึงเนื้อถึงตัวกลับรุกหนักจนตั้งตัวไม่ติด
ปากของเขานี่ตกลงมีไว้พูด หรือมีไว้จูบกันแน่นะ
ถึงจะคิดบ่นในใจแบบนั้น แต่หลังจากยืนโอ้เอ้อยู่หน้าประตูสักพัก เซี่ยเฉาก็เรียกความหน้าหนากลับคืนมา ปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป เธอก็เห็นแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่ม เขากำลังยืนอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ สายตาจับจ้องไปที่... เหล้าสองขวดนั้น!
เซี่ยเฉาร้องอุทานในใจว่าแย่แล้ว เมื่อกี้มัวแต่คุยเพลินจนลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
เหล้ายาดองเขากวางที่ซุนชิงให้มา เธอเอาไปวางรวมไว้กับพวกเหล้าขาวขวดอื่นๆ เดิมทีตั้งใจว่าไว้ว่างๆ จะไปซื้อเหล้าขวดใหม่มาเปลี่ยนไส้ใน
แต่พอคิดดูอีกที ของที่คนเขาอุตส่าห์ให้มา จะเททิ้งไปดื้อๆ ก็ดูเสียมารยาทและน่าเสียดายของ ยิ่งซุนชิงดองยาจนเหล้าเปลี่ยนสีไปแล้ว จะหาเหล้าสีเหมือนกันมาสับเปลี่ยนทันทีก็หาไม่ได้ ก็เลยวางทิ้งไว้อย่างนั้นโดยไม่ได้แตะต้อง
ใครจะไปคิดว่าซุนชิงจะพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แถมเฉินจี้เป่ยยังดันหูดีได้ยินเข้าเต็มสองหู...
เซี่ยเฉาชะงักฝีเท้าอยู่ที่หน้าประตู พยายามเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว
“เงินยี่สิบหยวนนั่นคุณพอใช้จริงๆ เหรอคะ”
“อืม ของเดือนนี้ผมยังไม่ได้ใช้เลย”
เฉินจี้เป่ยหันกลับมา สายตาคมกริบของเขาไม่ได้มองที่หน้าเธอ แต่เลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอโดยตรง
ดวงตาของชายหนุ่มดำสนิทราวกับบ่อน้ำลึก แวบแรกดูเหมือนจะเย็นชาและนิ่งสงบดั่งน้ำในฤดูหนาว แต่ลึกลับและยากจะหยั่งถึง ทว่าประกายบางอย่างในนั้นกลับทำให้ริมฝีปากของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เซี่ยเฉาเผลอเม้มปากโดยสัญชาตญาณ ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ ชายหนุ่มก็ก้าวเข้ามาประชิดตัว โน้มใบหน้าลงมาช่วงชิงลมหายใจของเธอไปอีกครั้ง
[จบบท]