บทที่ 187: การลองเชิง
“คงไม่ใช่ว่าเป็นเพราะโดนปฏิเสธมาสองวันติด ก็เลยกลัวว่าจะโดนปฏิเสธซ้ำอีก จนถอดใจยอมแพ้ไปแล้วหรอกนะ”
เซี่ยเฉานอนคิดวกไปวนมาก็ยังหาคำตอบไม่ได้ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจเลิกคิดให้ปวดหัว ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ขยับ เธอก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะมานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นี้ หญิงสาวพลิกตัวหันตะแคงแล้วข่มตาหลับไปในที่สุด
รอจนกระทั่งลมหายใจของเซี่ยเฉาเปลี่ยนเป็นจังหวะสม่ำเสมอและยาวนาน บ่งบอกว่าเธอได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งถึงได้ยื่นเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะค่อยๆ ดึงผ้าห่มที่อยู่ในอ้อมกอดของเธอออกไป
ปกติแล้วเซี่ยเฉาเป็นคนติดนิสัยชอบกอดอะไรสักอย่างเวลานอนหลับ พออ้อมแขนว่างเปล่า ร่างกายจึงตอบสนองไปตามสัญชาตญาณทันที มือเรียวเล็กควานสะเปะสะปะไปทั่วเพื่อหาหลักยึดเหนี่ยว
ควานไปควานมา เธอก็พาตัวเองเข้าไปซุกอยู่ในอกแกร่งที่แผ่ไออุ่นร้อนผ่าว จังหวะที่มือสัมผัสโดนกล้ามเนื้อหน้าท้องแน่นตึงของชายหนุ่ม เธอยังเผลอลูบคลำเบาๆ ไปสองสามทีโดยไม่รู้ตัว
เฉินจี้เป่ยถูกมือนุ่มนิ่มซุกซนลูบไล้จนร่างกายเกร็งเขม็ง เขาต้องรีบจับมือเล็กคู่นั้นแยกออกไปให้ห่างจากจุดอันตราย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพิ่งทำพุทรานมสดเสร็จมาหมาดๆ หรือเปล่า บนเรือนร่างของเซี่ยเฉาถึงได้มีกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ คล้ายกลิ่นนมผสมกลิ่นหวานละมุนลอยออกมาแตะจมูก
กลิ่นหอมหวานแบบนมๆ นี้ช่างปั่นป่วนความรู้สึกยิ่งนัก
เมื่อเห็นว่าแม่ผู้หญิงตัวดีในอ้อมกอดเริ่มจะไม่ยอมอยู่นิ่ง เฉินจี้เป่ยก็เริ่มหายใจติดขัด จังหวะการหายใจเริ่มสับสนวุ่นวาย สุดท้ายเขาก็อดใจไม่ไหว ก้มลงใช้ฟันขบเม้มที่ลำคอระหงของเธอเบาๆ ไปหนึ่งที
หลังจากได้ระบายความหมั่นเขี้ยวด้วยการกัดไปแล้ว เขาถึงได้ยอมหลับตาลงพยายามข่มใจให้หลับตามไป
รุ่งเช้า เซี่ยเฉาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนงง เธอรู้สึกเหมือนว่าเมื่อคืนตัวเองจะฝันไปอีกแล้ว ในฝันนั้นเธอถูกเจ้าหมีขี้เซาตัวโตของเธอกัดเข้าให้หนึ่งคำ
สัมผัสนั้นมันช่างสมจริงเหลือเกิน ตื่นมาแล้วเธอยังเผลอยกมือขึ้นมาลูบคลำที่ลำคอของตัวเองโดยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปทานไปเองหรือเปล่า แต่เธอรู้สึกแสบๆ คันๆ ที่ผิวหนังตรงนั้นจริงๆ
“ไม่ได้การแล้ว เหล้ายาดองเขากวางนั่นต้องเปลี่ยนด่วนเลย”
เซี่ยเฉาพึมพำกับตัวเอง เธอฝันติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว ขืนยังดันทุรังให้เขาดื่มต่อไป มีหวังในความฝันเธอคงมองเห็นเจ้าหมีขี้เซาตัวนั้นหน้าตาหล่อเหลาหมดจดจนอยากจะจับกดลงไปนอนด้วยแน่ๆ
พอไปถึงที่ทำงาน สิ่งแรกที่เธอทำคือเดินเข้าไปถามเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนมกัน
“ที่บ้านพวกพี่มีใครมีเหล้ายาบ้างไหมคะ ฉันอยากจะขอแบ่งซื้อสักหน่อย เอาแค่สักหนึ่งจินก็พอค่ะ”
เหล้ายาที่ซุนชิงให้มาขวดนั้นเป็นขนาดหนึ่งจิน เธอเพิ่งจะดื่มไปได้นิดเดียว ยังเหลืออยู่อีกตั้งค่อนขวด
เมื่อได้ยินเธอถามหาเหล้ายา จางซูเจินกับพี่หวังต่างก็ส่ายหน้าปฏิเสธ พี่กัวเองก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดาย
“ถ้าถามเร็วกว่านี้สักสองเดือนก็คงดี ของพี่หวงที่บ้านเธอเพิ่งจะกินหมดไปเอง”
ถามไปถามมา สุดท้ายกลายเป็นหนิวเลี่ยงที่บอกว่าที่บ้านมี พ่อของเขาดองเหล้าโสมเอาไว้ แต่สียังไม่ออกฤทธิ์ดี คงต้องรออีกสักสิบกว่าวันถึงจะใช้ได้
เซี่ยเฉาได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มีเลย เหล้ายาขวดเดิมที่วางอยู่ที่บ้านนั่น ถ้าไม่รีบจัดการ เธอก็รู้สึกว่ามันเป็นวัตถุอันตรายที่พร้อมจะระเบิดใส่ตัวเธอได้ทุกเมื่อ
ในช่วงสายของวัน เซี่ยเฉาได้รับแจ้งให้ไปที่ฝ่ายบุคคลเพื่อรับเอกสารที่เธอเคยยื่นส่งไปกลับคืนมา
การเข้าทำงานเป็นพนักงานประจำนั้นแตกต่างจากพนักงานชั่วคราว ตรงที่จะต้องมีการสร้างแฟ้มประวัติพนักงานอย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องใช้ทะเบียนบ้านตัวจริงของเซี่ยเฉาในการดำเนินการ
หัวหน้าฝ่ายฟางแห่งฝ่ายบุคคลถือเป็นคนคุ้นเคยกับเซี่ยเฉาเป็นอย่างดี เขาเป็นคนยื่นทะเบียนบ้านคืนให้กับมือของเธอพร้อมรอยยิ้ม
“ยินดีด้วยนะ ผ่านโปรเร็วขนาดนี้ ได้บรรจุเป็นพนักงานประจำเต็มตัวแล้ว”
ตอนที่เซี่ยเฉาเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ๆ แล้วโดนกลั่นแกล้ง หัวหน้าฝ่ายฟางยังรู้สึกไม่พอใจแทนเธออยู่เลย เขารู้สึกว่าแม่หนูคนนี้ทำงานจริงจัง ขยันขันแข็ง น่าเอ็นดูมาก
ใครจะไปคาดคิดว่าเธอจะสามารถใช้ความพยายามของตัวเองจนได้รับการบรรจุเป็นกรณีพิเศษได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้ กลับกัน คนสองคนที่เคยจ้องเล่นงานเธอ คนหนึ่งโดนไล่ออก ส่วนอีกคนก็โดนลดตำแหน่งไปเสียแล้ว
เซี่ยเฉารับทะเบียนบ้านกลับมาถือไว้ แล้วยกมือขึ้นทำท่าตะเบ๊ะแบบทหารอย่างขึงขัง
“เพื่อรับใช้ประชาชนค่ะ!”
หัวหน้าฝ่ายฟางได้ยินดังนั้นก็นึกถึงตัวอักษรพู่กันจีนที่ติดอยู่บนกำแพงห้องทำงาน เขาชี้หน้าเธอพลางหัวเราะชอบใจ
“ไปจำท่าทางพวกนี้มาจากแก๊งของเย่ต้าหย่งล่ะสิ?”
เซี่ยเฉาเม้มปากยิ้มเขินๆ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างถ่อมตัว
“ถ้าเทียบกับสหายเย่ต้าหย่งแล้ว ฉันยังห่างชั้นอีกเยอะเลยค่ะ”
เมื่อมีทะเบียนบ้าน และมีงานประจำทำอย่างมั่นคง เซี่ยเฉาก็ถือว่าได้หยั่งรากลงลึกในเมืองแห่งนี้อย่างสมบูรณ์ และถือว่าได้หยั่งรากลงในโลกใบนี้อย่างแท้จริงแล้ว
ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าวันดีคืนดีโรงงานอาหารจะคนเกินแล้วไล่เธอออก และไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะไม่มีที่ยืนหรือรากฐานในการใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้อีกต่อไป
หลังจากเดินออกจากห้องฝ่ายบุคคล เซี่ยเฉาก็เดินกลับมายังแผนกขนม แต่ยังไม่ทันจะได้ก้าวขาเข้าไป เธอก็สวนกับเหล่าหลัวที่หน้าประตูเสียก่อน
วันนี้เหล่าหลัวอยู่ในชุดทำงานเต็มยศ สวมหมวกคลุมผมเรียบร้อย สีหน้าดูเคร่งขรึมจริงจัง พอเห็นหน้าเธอเขาก็เรียกทันที
“เสี่ยวเฉา เธอช่วยไปเป็นธุระให้ฉันหน่อย ไปตามหัวหน้ากะของแผนกบิสกิต แผนกขนมเค้กไข่ แล้วก็แผนกบิสกิตผลิตจากเครื่องจักรมาพบฉันที”
เซี่ยเฉารับคำสั่ง “ได้ค่ะ”
เธอกำลังจะหันหลังเดินออกไปเพื่อทำตามคำสั่ง แต่เหล่าหลัวก็เรียกขัดจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง
“เดี๋ยว เธอเองก็ตามมาด้วยนะ”
คำสั่งนี้ทำให้เซี่ยเฉาแปลกใจไม่น้อย ปกติแล้วเวลาหัวหน้ากะของแต่ละแผนกเขาประชุมหารือกัน ไม่เคยมีธรรมเนียมที่จะเรียกคนนอกเข้าร่วมรับฟังด้วยมาก่อน
แต่การที่เหล่าหลัวเอ่ยปากชวนเธอก็นับเป็นเรื่องดี อย่างน้อยก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเหล่าหลัวให้ความสำคัญกับเธอ และมองเห็นความสามารถในตัวเธอ
ส่วนเรื่องที่ว่าจะดูทำตัวพิเศษเกินหน้าเกินตาคนอื่นไปหรือไม่นั้น...
แค่เรื่องที่เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำกรณีพิเศษก็ถือว่าพิเศษมากพออยู่แล้ว เทียบกับตอนที่โดนเพ่งเล็งคราวก่อน ครั้งนี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยไปเลย
หากเซี่ยเฉาต้องการจะมีปากมีเสียง มีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่ต้องคอยรองรับคำสั่งจากคนอย่างโจวเสวี่ยฉินหรืออู๋เสวี่ยฉินที่ไหนอีก เธอก็จำเป็นต้องทำตัวให้พิเศษ ต้องหาทางปีนขึ้นไปยืนในจุดที่สูงกว่านี้ให้ได้
เมื่อหัวหน้ากะของแต่ละแผนกมารวมตัวกัน ก็เป็นไปตามคาด สายตาของทุกคนต่างจับจ้องมาที่เซี่ยเฉาเป็นจุดเดียว
เย่ต้าหย่งนั้นไม่เท่าไหร่ เขาแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ส่วนพี่หวังนั้นเดินมาพร้อมกับเซี่ยเฉาอยู่แล้วจึงไม่ได้ว่าอะไร แต่หัวหน้ากะอีกสองคนที่เหลือนี่สิ ท่าทางยังดูไม่ออก
หัวหน้ากะแผนกบิสกิตจากเครื่องจักรแซ่เวิน เป็นชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปี ถือว่าอาวุโสที่สุดในบรรดาหัวหน้ากะทั้งหมด ท่าทางของเขาดูใจดีและอบอุ่น
ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาดูแลแผนกที่ได้ชื่อว่าเป็น "บ้านพักคนชรา" ของโรงงานขนม ถ้าเอาคนใจร้อนอารมณ์ฉุนเฉียวมาคุม คงได้อกแตกตายไปนานแล้ว
เขามองเซี่ยเฉาด้วยความประหลาดใจแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงอะไร
แต่หัวหน้ากะอู๋จากแผนกขนมเค้กไข่กลับขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นเธอ
“นี่ไม่ใช่การประชุมระดับหัวหน้ากะหรอกเหรอ? ทำไมถึงมีคนนอกเข้ามาด้วยล่ะ?”
ชายคนนี้อายุประมาณสี่สิบปี รูปร่างเตี้ยเล็ก ผิวขาวเนียนละเอียด แต่ขาวจนเกินไปหน่อยทำให้ดูคล้ายผู้หญิงอยู่บ้าง เขาคนนี้นี่แหละที่ตอนนั้นแย่งเตาอบไฟฟ้าเครื่องแรกไปจากโจวเสวี่ยฉิน และตอนที่โจวเสวี่ยฉินโดนปลดจากตำแหน่ง ก็เป็นเขานี่แหละที่หัวเราะเยาะได้เสียงดังที่สุด
ถึงอย่างนั้นเขากับลูกน้องในกะก็เข้ากันได้ดี เพียงแต่เป็นคนขี้บ่นจุกจิกไปหน่อย จนลูกน้องพากันตั้งฉายาลับหลังให้ว่า “แม่อู๋”
เซี่ยเฉาเพียงแค่ยิ้มบางๆ เธอยืนถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยรักษาระยะห่างอยู่หลังพี่หวัง ไม่เสนอหน้าออกไปแย่งซีนใคร และไม่พูดจาสอดแทรกโดยไม่จำเป็น
ท่าทีว่าง่ายและรู้กาลเทศะนี้ทำให้หัวหน้ากะเวินหันมามองเธออีกครั้ง ส่วนคิ้วที่ขมวดแน่นของหัวหน้ากะอู๋ก็ค่อยๆ คลายลงเล็กน้อย
เซี่ยเฉารู้สถานะตัวเองดี เธอไม่ใช่หัวหน้ากะ แถมยังเป็นเด็กใหม่ ถ้าทำตัวเก่งกล้าสามารถในเวลาแบบนี้ มีแต่จะสร้างศัตรูและทำให้คนหมั่นไส้เปล่าๆ
การทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ดูให้มาก พูดให้น้อย แสดงออกว่าฉันมาเพื่อเรียนรู้จากพวกพี่ๆ ที่เป็นผู้อาวุโส นั่นแหละคือวิธีรับมือที่ฉลาดที่สุด
และก็เป็นดั่งคาด หัวหน้ากะอู๋ละสายตาจากเธอไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปถามเหล่าหลัว
“ช่วงนี้ก็ไม่มีภารกิจพิเศษอะไรนี่นา ทำไมถึงเรียกประชุมด่วนแบบนี้ล่ะ?”
คนอื่นๆ เองก็มีสีหน้าสงสัยไม่ต่างกัน
โดยปกติแล้วทางโรงงานจะมีการประชุมประจำสัปดาห์อยู่แล้ว หากเป็นการเรียกประชุมกะทันหันโดยมีเหล่าหลัวเป็นคนนัดหมาย ส่วนใหญ่หนีไม่พ้นเรื่องภารกิจเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นเรื่องนโยบายโรงงานหรือเอกสารราชการ คนที่เรียกประชุมมักจะเป็นระดับหัวหน้าแผนกเสียมากกว่า
คนทั้งห้าเดินตามเหล่าหลัวเข้าไปในห้องทำงานชั่วคราว ภายในห้องนั้นเหล่าหลัวกำลังทอดอะไรบางอย่างอยู่ เสียงน้ำมันในกระทะดังฉ่าๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว
เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้ามา เหล่าหลัวก็ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง เขาชี้มือไปที่ถุงกระดาษใบหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับขมวดคิ้วเข้ม
“พวกคุณลองชิมเจ้านั่นดูหน่อยสิ”
ถุงกระดาษของโรงงานอาหารนั้นจะถูกพับและติดกาวเตรียมไว้เป็นปึกๆ วางซ้อนกันเพื่อรอการใช้งาน มีทั้งขนาดบรรจุหนึ่งจินและสองจิน หากเป็นการขายปลีก พนักงานขายหน้าร้านจะใช้กระดาษแผ่นใหญ่ห่อให้ แล้วมัดด้วยเชือกกระดาษสีน้ำตาลดึงจากม้วนด้านบนเคาน์เตอร์
[จบบท]