บทที่ 222: รองเท้าอูลา
หัวหน้ากะอู๋ผู้มีนิสัยชอบกังวลเกินเหตุ แอบกระซิบเตือนเซี่ยเฉาด้วยเสียงแผ่วเบา
“เขายังไม่ได้บอกสูตรส่วนผสมให้เธอไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ลองถามดูล่ะ”
เซี่ยเฉาหันไปส่งยิ้มบางๆ ให้เขาพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ฉันจำสูตรได้ค่ะ วันนั้นที่อาจารย์ช่างหลัวให้นวดแป้ง เขาบอกไว้หมดแล้ว”
“เธอจำได้เหรอ”
หัวหน้ากะอู๋ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจ
“วันนั้นอาจารย์ช่างหลัวทำขนมตั้งเกือบสิบอย่าง เธอจำได้หมดเลยเหรอ”
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ตอนที่ร่วมงานกันครั้งแรก หัวหน้ากะเวินก็สังเกตเห็นแววความสามารถบางอย่างในตัวเด็กสาวคนนี้เช่นกัน สายตาของเขาจึงฉายแววประหลาดใจอยู่เสมอ แม้กระทั่งเหล่าหลัวเองที่รู้ว่าวันนั้นเซี่ยเฉาแอบจำสูตรไป ก็ยังไม่แน่ใจว่าเธอจะจำรายละเอียดได้ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่
ไม่นานนักเซี่ยเฉาก็จัดการชั่งส่วนผสมสำหรับทำแป้งชั้นนอกของขนมมี่ซานเตาออกมาวางเรียงไว้อย่างคล่องแคล่ว โดยใช้อัตราส่วนแป้งหนึ่งจิน น้ำมันแปดเฉียน และน้ำห้าตำลึง
เมื่อชั่งเสร็จก็นำใส่ลงในเครื่องนวดแป้ง จากนั้นจึงเริ่มชั่งส่วนผสมสำหรับทำแป้งร่วนชั้นในต่อทันที โดยใช้อัตราส่วนแป้งหนึ่งจิน น้ำมันหกตำลึง และน้ำตาลทรายสามตำลึงครึ่ง
สูตรนี้มีเคล็ดลับอยู่ที่แป้งชั้นนอกจะไม่ใส่น้ำตาล ส่วนแป้งร่วนชั้นในจะไม่ใส่น้ำ อัตราส่วนของทั้งสองอย่างคือหนึ่งต่อห้า ซึ่งเซี่ยเฉาทำออกมาได้ถูกต้องทุกขั้นตอนโดยไม่มีผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
คราวนี้แม้แต่หัวหน้ากะอู๋ยังต้องหันมามองพิจารณาเซี่ยเฉาซ้ำอีกหลายรอบด้วยความทึ่ง
“สมองดีใช้ได้เลยนี่สาวน้อย”
เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปปรึกษากับพี่หวังที่ยืนอยู่ข้างๆ
“ผมเห็นว่าแกดูจะชอบงานในกะขนมเค้กไข่ของเรานะ วันก่อนทำงานเสร็จก็ยังแวะมาเรียนรู้งานอยู่พักใหญ่ ถ้าอย่างนั้นพี่ลองบอกให้แกย้ายมาอยู่กะเราดีไหม”
คำพูดนี้เขาอยากจะพูดมาตั้งนานแล้ว ติดอยู่ก็แค่ตอนนี้หัวหน้ากะขนมปังไม่ใช่โจวเสวี่ยฉิน เขาเลยไม่กล้าจะแย่งตัวคนมาดื้อๆ
เย่ต้าหย่งที่กำลังยืนดูเครื่องนวดแป้งทำงานอยู่ พอได้ยินบทสนทนาก็แทรกขึ้นมาบ้าง
“ให้เธอมาอยู่กะขนมปังกรอบดีกว่า เธอเหมาะกับกะขนมปังกรอบของพวกเราที่สุดแล้ว”
เหล่าหลัวที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตลอดเอ่ยขึ้นบ้าง
“พวกคุณมาเพื่อทำงาน หรือมาเพื่อแย่งตัวคนกันแน่”
แม้ว่าเหล่าหลัวจะไม่ได้บอกสูตรส่วนผสมให้เซี่ยเฉา แต่สายตาของเขากลับจับจ้องอยู่ที่การกระทำของเธอตลอดเวลา เตรียมพร้อมที่จะเอ่ยปากเตือนทันทีหากเธอทำอะไรผิดพลาด แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือ วันนั้นเขาทำขนมไปตั้งมากมายหลายอย่าง แต่เด็กสาวคนนี้กลับจดจำรายละเอียดได้ทั้งหมด เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองหัวหน้ากะเวิน
“คุณคงไม่ได้คิดจะแย่งตัวคนเหมือนกันใช่ไหม”
หัวหน้ากะเวินหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี
“เรื่องนั้นคงต้องถามเจ้าตัวเขาแล้วล่ะ ว่าอยากจะไปทำงานรอเกษียณที่แผนกของเราหรือเปล่า”
พูดกันตามตรง เซี่ยเฉาก็แอบสนใจอยากจะไปอยู่เหมือนกัน แต่ติดตรงที่แผนกบิสกิตเครื่องจักรนั้นไม่มีใครอายุต่ำกว่าสี่สิบห้าปีเลยสักคน อายุของเธอยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคนในแผนกนั้นด้วยซ้ำ
ครั้งนี้ไม่มีแรงกดดันจากโรงงานอาหารอำเภอหงเซียงมาคอยกวนใจ แถมหัวหน้ากะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดี บรรยากาศในการทำงานจึงค่อนข้างผ่อนคลาย งานทั้งหมดจึงเสร็จสิ้นลงก่อนเวลาเลิกงานในตอนเย็น
เซี่ยเฉาอายุน้อยที่สุดในกลุ่ม แถมตำแหน่งก็เล็กที่สุด เธอจึงอาสาอยู่ต่อเพื่อทำความสะอาดและเก็บกวาดโรงงาน
เหล่าหลัวถือแก้วน้ำชาในมือ ยังไม่รีบร้อนที่จะกลับบ้าน เขาเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
“ขั้นตอนการทำอย่างละเอียด คุณจำได้หมดแล้วใช่ไหม”
เซี่ยเฉาชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับอย่างมั่นใจ
“จำได้ค่ะ”
เหล่าหลัวไม่ได้พูดอะไรต่อ เขายกแก้วน้ำชาขึ้นดื่มจนหมด เทกากชาทิ้งลงถังขยะ แล้วเดินออกจากห้องไปเงียบๆ
ภายในโรงงานชั่วคราวเหลือเพียงเซี่ยเฉาอยู่ลำพัง หิมะด้านนอกหน้าต่างหยุดตกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้มหม่นหมอง เซี่ยเฉามองตามแผ่นหลังของชายชราที่เดินห่างออกไปพลางครุ่นคิดในใจ หรือว่าที่เหล่าหลัวทำขนมมี่ซานเตาในวันนี้ เขาตั้งใจจะสอนเธอกันแน่นะ
วันรุ่งขึ้น ขนมมี่ซานเตาจำนวนสองร้อยจินถูกกระจายส่งไปยังร้านค้าต่างๆ ในเมืองเจียง และสหกรณ์ร้านค้าในอำเภอและตำบลใกล้เคียง การส่งของเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีติดขัด
คนที่ไปส่งของกลับมารายงานว่า อากาศในพื้นที่หุบเขาหนาวเย็นกว่าในตัวเมืองมาก พื้นที่ที่อยู่ไกลออกไปเริ่มมีน้ำแข็งเกาะแล้ว ขนมมี่ซานเตาที่ส่งไปนั้นน้ำตาลเคลือบแข็งตัวดีไม่มีละลาย เพียงแต่รายได้ของผู้คนในแถบหุบเขานั้นน้อย ขนมประเภทประดิดประดอยแบบนี้จึงมียอดสั่งซื้อไม่มากนัก
ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่า ตอนที่คนส่งของมารายงานผลนั้น เซี่ยเฉากำลังถูกเหล่าหลัวเรียกตัวไปช่วยจัดเก็บเอกสารในสำนักงานพอดี เธอเลยได้ยินบทสนทนาทั้งหมดอย่างชัดเจน
วันถัดมาเหล่าหลัวก็เรียกทุกคนมารวมตัวกันอีกครั้ง คราวนี้เมนูที่จะทำคือขนมจิงปาเจี้ยน
หัวหน้ากะเวินไม่ได้มาร่วมด้วย เขาฝากข้อความมาบอกผ่านเซี่ยเฉา
“เธอไปบอกอาจารย์ช่างหลัวหน่อยนะ ว่าช่วงนี้โรคหัวใจฉันกำเริบ คงมาช่วยพวกคนหนุ่มสาวตะลอนๆ ไม่ไหวแล้ว”
ตอนที่ฝากข้อความ เขาหันมายิ้มให้เซี่ยเฉาอย่างมีเลศนัยก่อนจะทิ้งท้ายว่า
“ตั้งใจทำงานล่ะ”
เมื่อเหล่าหลัวรู้เรื่อง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร และไม่ได้เรียกใครมาแทนที่หัวหน้ากะเวินด้วย
เซี่ยเฉาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองฝ่ายเดียว เหล่าหลัวขยันหาเรื่องทำขนมหลากหลายชนิดในช่วงไม่กี่วันนี้ เป็นไปได้มากว่าเขาตั้งใจจะสอนงานเธอจริงๆ
คนหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มีพิธีรีตองกราบไหว้เป็นทางการ ทุกเทศกาลต้องหิ้วของขวัญไปคารวะ แต่กลับคอยกดหัวไม่ให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสเติบโต ส่วนอีกคนแม้แต่คำว่าอาจารย์กับศิษย์ก็ยังไม่มีสถานะให้เรียกขาน แต่กลับช่วยผลักดันให้เธอได้บรรจุเป็นพนักงานประจำแบบข้ามขั้นตอน แถมยังแอบสอนวิชาความรู้ให้อย่างแนบเนียน
ความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อเหล่าหลัวเปี่ยมล้นอยู่ในใจมากเท่าไหร่ พอกลับถึงบ้านมาเห็นเฉินจี้เป่ยยังคงง่วนอยู่กับการจัดการเจ้าถังไม้ท้องกลม เซี่ยเฉาก็ยิ่งรู้สึกปวดใจแทนสามีมากเท่านั้น
เธอเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบของเขาจากด้านหลัง ซบหน้าลงกับแผ่นหลังกว้างด้วยความรักใคร่
ผลจากการแสดงความรักในคืนนั้นทำให้วันหยุดในวันถัดมา เธอนอนตื่นสายโด่งจนเกือบจะสิบโมงเช้า ตอนที่ออกมาเดินซื้อของกับซุนชิง เธอยังคงหาวหวอดๆ ไม่หยุดหย่อน
“เมื่อคืนนอนกี่โมงเนี่ย”
ซุนชิงอดไม่ได้ที่จะหันมาถามด้วยความเป็นห่วง
เซี่ยเฉายกมือขึ้นนวดขมับไล่ความง่วงงุนในดวงตา
“น่าจะหลังเที่ยงคืนไปแล้ว วันนี้ไม่ต้องไปทำงาน ก็เลยอ่านหนังสือการ์ตูนเพลินไปหน่อยค่ะ”
หนังสือการ์ตูนบ้าบออะไรกันล่ะ ความจริงคือเธอแสดงบทบาทสมมติในหนังสือการ์ตูนไปตั้งหลายเล่ม แถมยังเป็นฉบับต้องห้ามที่ไม่มีวางขายทั่วไปอีกต่างหาก
แต่จะทำยังไงได้ พอคิดถึงเรื่องที่เฉินจี้เป่ยต้องเผชิญกับความไม่ยุติธรรมสารพัด เธอก็ใจอ่อนปฏิเสธเขาไม่ลง แล้วผลสุดท้ายก็จบลงที่สภาพอิดโรยแบบนี้
เซี่ยเฉารีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะไม่อยากให้ซุนชิงซักไซ้ต่อ
“เมื่อกี้พี่บอกว่าพี่สะใภ้ของพี่ลงมาจากบนเขาอีกแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ”
ซุนชิงพยักหน้าตอบรับ
“ฉันดูแล้วพี่สะใภ้คงตั้งใจจะรับลูกสะใภ้คนนี้จริงๆ นั่นแหละ ยังมาถามฉันอยู่เลยว่าจะชวนเหออวิ๋นอิงไปนั่งเล่นที่บ้านเมื่อไหร่ นี่ก็ให้เงินฉันมาฝากช่วยหาแลกคูปองผ้า แล้วก็ให้ช่วยดูรองเท้าใหม่ให้อีกสองคู่”
คนชนบทนานทีปีหนถึงจะได้ลงมาในเมือง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายปกติก็ใส่แค่พอให้ใช้งานได้ แต่การจะแต่งลูกสะใภ้เข้าบ้านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องให้ดูดีมีหน้ามีตาหน่อย
ประจวบเหมาะกับที่เซี่ยเฉากำลังอยากได้รองเท้านวมสักคู่พอดี ทั้งสองสาวจึงชวนกันออกมาเดินเลือกซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งตอนนี้พวกเธอเดินดูของกันมาสักพักแล้ว
“พี่ดูคู่นี้สิ เป็นยังไงบ้าง”
เซี่ยเฉาหยิบรองเท้านวมคู่หนึ่งขึ้นมาถามความเห็นซุนชิง
“พื้นรองเท้าหนาดีนะ น่าจะกันความเย็นจากพื้นได้ดี ลองจับดูแล้วก็นุ่มนิ่มอบอุ่นมากด้วย”
“ไหนขอดูหน่อย”
ซุนชิงกำลังจะยื่นมือไปรับรองเท้ามาดู แต่กลับมีมือปริศนาพุ่งเข้ามาแย่งรองเท้าคู่นั้นตัดหน้าไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีถัดมา ธนบัตรใบละสิบหยวนหรือต้าถวนเจี๋ยใบใหม่เอี่ยมก็ถูกตบลงบนเคาน์เตอร์เสียงดังปัง
“คู่นี้ฉันเอา คิดเงินด้วย”
ของยังอยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับมาแย่งกันซึ่งหน้าแบบนี้ ช่างเป็นคนไร้มารยาทสิ้นดี
ซุนชิงขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจทันที
“นี่พวกเราดูอยู่ก่อนนะ”
“ดูแล้วทำไมไม่รีบซื้อ มัวแต่ลูบๆ คลำๆ ชักช้าอยู่ได้ หรือว่าไม่มีปัญญาจ่าย”
ผู้มาใหม่ไม่ได้แม้แต่จะปรายตามองซุนชิง สายตาของหล่อนจ้องมองไปที่เซี่ยเฉาด้วยแววตาเหยียดหยาม พร้อมกับใช้มือตบย้ำลงบนธนบัตรสิบหยวนที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์อีกครั้ง
“คิดเงิน”
เซี่ยเฉาหลุดขำออกมาทันที เธอรั้งแขนซุนชิงที่กำลังจะพุ่งเข้าไปแย่งของคืนเอาไว้ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เจือไปด้วยความขบขัน
“คนที่มีปัญญาควักเงินซื้อรองเท้าคู่ละยี่สิบกว่าหยวน เขาใส่รองเท้านวมผ้าลูกฟูกกันด้วยเหรอ”
[จบบท]